รีวิว The Hustle โกงตัวแม่

ใครที่คอหนังคอมเมดี้คงไม่พลาด The Hustle โกงตัวแม่ ที่เข้าฉายในบ้านเราไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เรียกได้ว่าแค่เห็นหน้านักแสดงนำอย่าง เรเบล วิลสัน ( Rebel Wilson) ก็เตรียมรับความฮาได้เลย แถมงานนี้ยังได้นางเอกสาวสวยมากความสามารถ แอน แฮธาเวย์ (Anne Hathaway) มาสวมบทบาทสิบแปดมงกุฎหลอกต้มคนอีกด้วย หลังจากเคยรับบทแนวๆ นี้แต่เป็นการจารกรรมเพชร ใน Ocean’s 8

The Hustle โกงตัวแม่

The Hustle โกงตัวแม่ ว่าด้วยเรื่องราวเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวของสาวสวยมิจฉาชีพมือโปรที่ใช้เสน่ห์หลอกลวงคนในสังคมชั้นสูง ซึ่งจะมาถ่ายทอดวิชา 18 มงกุฎให้กับมือใหม่อนาคตไกล แต่มีเหตุการณ์บางอย่างผิดพลาด ทั้งมือเก๋าและมือใหม่ต้องมาร่วมมือกันล้มตัวพ่อจอมลวงในวงการ

ต้องบอกก่อนว่าเรื่องราวใน The Hustle นั้นมันไม่ได้มีพล็อตเรื่องที่แตกต่างไปจากหนังสิบแปดมงกุฎหลอกต้มตุ๋นเรื่องอื่นๆ มากนัก เว้นเสียแต่นักแสดงที่เรียกว่าสร้างความเซอร์ไพรส์มากทีเดียว โดยเฉพาะ แอน แฮธาเวย์ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเจ้าตัวจะสามารถปรับบทบาท บุคลิก และสำเนียงภาษาออกมาได้อย่างหลากหลาย แถมยังมีเสน่ห์มากๆ ตบมุกความฮาเข้ากับ เรเบล วิลสัน ได้ดีอย่างลงตัว

ส่วนสาวอวบอ้วนอย่าง เรเบล วิลสัน ก็ถือเป็นตัวหลักที่สร้างความฮาได้ดีสุดๆ เรียกว่ายิงมุกมาร้อยก็เข้าเป้าไปแล้วตั้งเก้าสิบ เรียกว่าเธอเหมาะกับหนังคอมเมดี้จริงๆ ต่อไปถ้าเดินทางสายนี้รุ่งแน่นอน ยิ่งเห็นฉากการปฏิบัติภารกิจชิงแหวนครองพิภพที่อยู่เรื่อง ยิ่งทำให้ประทับใจมากๆ แทบหยุดหัวเราะไม่ได้เลย

นอกเหนือไปจากการแสดงของสองสาวที่เข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ยแล้ว ต้องขอปรบมือให้ผู้กำกับที่สามารถร้อยเรียงเรื่องเชื่อมต่อกันได้อย่างไหลลื่น โดยเฉพาะสถานการณ์ต่างๆ ที่ทำให้ตัวละครมาเจอกัน จนเกิดเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความฮาให้ผู้ชม แถมยังมีการหักมุมให้เราได้สนุกกับความเป็นมืออาชีพของตัวละคร ปั้นหน้าแสดงเรื่องหลอกคนต่อไปอีก

อย่างไรก็ตาม แม้หนังจะสร้างความตลกเฮฮาได้มากแค่ไหน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็ยังมีหลายๆ ส่วนที่ไม่สมเหตุสมผล ไม่อยู่ในหลักความเป็นจริงก็หลายอย่าง แต่ถ้ามองข้ามไปเสพเอาแค่ความฮาเพื่อคลายเครียดก็น่าจะคุ้มค่าเงินที่ตีตั๋วเข้าไปชมแน่นอน

The Hustle โกงตัวแม่ 7/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com

รีวิว Kimi no Suizou wo Tabetai ตับอ่อนเธอนั้นขอฉันเถอะนะ

ใกล้จะถึงวันเข้าฉายในไทยไปทุกทีแล้ว สำหรับ Kimi no Suizou wo Tabetai (君の膵臓をたべたい) ตับอ่อนเธอนั้นขอฉันเถอะนะ ภาพยนตร์รักโรแมนติกที่หลายคนยืนยันถึงความซึ้งกินใจ ไม่ว่าใครดูเป็นต้องร้องไห้ ซึ่งการันตีรายได้เปิดตัวที่ญี่ปุ่นถึง 252 ล้านเยน ถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่มีรายได้เปิดตัวสูงมาก แค่นี้ก็เห็นแล้วว่าถูกใจคอหนังญี่ปุ่นมากแค่ไหน มาดูกันว่าจะทำให้เราอินแบบนั้นหรือไม่

Kimi no Suizou wo Tabetai

Kimi no Suizou wo Tabetai (君の膵臓をたべたい) ตับอ่อนเธอนั้นขอฉันเถอะนะ ว่าด้วยเรื่องราวของ ยามากูจิ ซากุระ สาวสวยขวัญใจหนุ่ม ๆ ในโรงเรียนมัธยม และ โบคุ เด็กหนุ่มหนอนหนังสือที่ไม่สนใจโลก แม้ทั้งสองจะเป็นเพื่อนกัน แต่โบคุแอบมีใจให้ซากุระอยู่ ด้วยความที่ชอบอ่านหนังสือเหมือนกันทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนของคนทั้งสองพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทว่าวันหนึ่งซากุระบอกว่าเธอกำลังจะตายด้วยโรคมะเร็งตับ

หลังจากที่ซากุระจากโลกใบนี้ไป 12 ปี โบคุได้กลับมาเป็นครูที่โรงเรียนเก่า และเขาได้พบสมุดบันทึกที่ซากุระซ่อนไว้ โบคุเริ่มอ่านบันทึกเล่มนั้นที่เต็มไปด้วยความทรงจำของหญิงสาว ความรักที่เธอไม่เคยบอกใคร และเรื่องราวต่างๆ มากมายของความรักอีกด้านหนึ่งที่หัวใจไม่เคยเปิดเพื่อมองเห็น แม้มันจะอยู่ตรงหน้ามาตลอดก็ตาม

ขอบอกตามตรงเลยว่าตอนแรกที่เห็นตัวอย่างและคำโฆษณาทั้งหลายในใจก็เชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง เพราะไม่คิดว่าหนังจะทำให้เรารู้สึกซึ้งกินใจได้มากขนาดนั้น แต่พอดูหนังจบแล้วถึงได้เข้าใจว่าสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในหนัง ในช่วงแรกอาจจะรำคาญนางเอกไปบ้าง ไม่รู้ว่าเธอจะร่าเริงไปไหน แต่พอหนังค่อยๆ เฉลยปมไปทีละเปราะ เราถึงได้เข้าใจในสิ่งที่ตัวละครแต่ละตัวทำ หนังสร้างรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ผสมเป็นสิ่งละอันพันละน้อย เป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดเป็นเหตุการณ์ต่างๆ

แม้จะเห็นว่าพล็อตเรื่องก็ไม่ได้ต่างไปจากซีรีส์เกาหลีที่เราเคยดู แต่เรื่องราวมันกลับกินใจ เกิดความรู้สึกอิ่มใจอย่างไม่คาดคิด จะว่าน้ำเน่าไหม มันก็ไม่ใช่ เพราะดีไม่ดีเรื่องจริงที่เกิดขึ้นทั่วไปในปัจจุบันนี้อาจจะน้ำเน่ากว่าด้วยซ้ำ เพียงแต่หนังเรื่องนี้สอนให้เราเข้าใจความเป็นจริงมากขึ้น ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน ยังใช้ได้กับชีวิตของทุกคนเสมอ ดังเช่นกับชีวิตของตัวละครในเรื่อง

นอกจากเราจะได้ซาบซึ้งไปกับความสัมพันธ์ของพระ-นาง หนังยังไม่ทิ้งเรื่องราวชีวิตของวัยรุ่น สังคมในโรงเรียน ที่จะเห็นถึงปัญหาการเข้าสังคม ปัญหาการก่ออาชญากรรมต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้หนังดูสมจริงและเป็นธรรมชาติ บวกการถ่ายทอดอารมณ์ของตัวนักแสดงเอง ไม่ว่าจะเป็น มินามิ ฮามาเบะ นางเอกที่คงคาแร็กเตอร์ความน่ารักได้อย่างน่าประทับใจ (บางทีก็หมั่นไส้นิดๆ) ส่วนหนุ่มหล่อ ทาคุมิ คิตามูระ ที่เล่นเป็นพระเอกในวัยเด็กก็ทำเอาสาวๆ ทั้งหลายอดหวั่นไหวไม่ได้ ด้วยบุคลิกที่เคร่งขรึมผสมกับเสน่ห์ความเป็นผู้ชายแท้ๆ เชื่อว่าผู้ชายด้วยกันก็แอบปลื้มอยู่เหมือนกัน

ด้วยการปูเรื่องราวมาตั้งแต่ตัวละครเรียนมัธยม หากใครได้ดูแล้วน่าจะทำให้คิดถึงสมัยเรียนแน่นอน เพราะบรรยากาศการเรียน การสอน รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ที่อยู่ในหนังช่วยให้มีส่วนเป็นอย่างมาก แม้ว่าสังคมไทยกับญี่ปุ่นจะไม่เหมือนกัน แต่ก็มีความคล้ายคลึงกันไม่น้อย อีกทั้งหนังยังทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของเวลาและความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะดีหรือร้ายย่อมมีคุณค่าเสมอ ปล.ขอเตือนว่าอย่าลืมพกทิชชู่ไปด้วยนะ

Kimi no Suizou wo Tabetai (君の膵臓をたべたい) ตับอ่อนเธอนั้นขอฉันเถอะนะ 8/10 คะแนน เข้าฉายในไทย 23 พฤศจิกายน 2018

รีวิว The Only Mom มาร-ดา

นับว่าเป็นหนังผีสัญชาติเมียนมาเรื่องแรกๆ ของคนไทยกำกับเลยก็ว่าได้ที่มีกระแสตอบรับดีสุดๆ จากแฟนหนังจนถูกนำเข้ามาฉายในบ้านเรา สำหรับ The Only Mom มาร-ดา ผลงานกำกับภาพยนตร์ ชาติชาย เกษนัส ผู้กำกับชาวไทยที่เข้าไปบุกเบิกการทำหนังในเมียนมา หลังจากเคยฝากฝีมือไว้ในหนังร่วมทุนสร้างไทย-เมียนมา From Bangkok To Mandalay ถึงคน..ไม่คิดถึง (2016) และหนังไทย ตายโหง (2010) ซึ่งกำกับตอน ซานติฆ่า

The Only Mom มาร-ดา

The Only Mom มาร-ดา ว่าด้วยเรื่องราวของครอบครัวแสนสุขที่ค้นพบภาพถ่ายฟิล์มกระจกบานหนึ่ง แต่หารู้ไม่ว่าในนั้นยังมีวิญญาณเด็กที่ถูกกังขังมาหลายสิบปี นับจากวันนั้นมา ลูกสาวตัวน้อยของพวกเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และกลายเป็นความท้าทายในการนิยามความเป็นแม่ขั้นสุด

จากที่เห็นตัวอย่างหนังก็พอจะได้เห็นบางส่วนของความหลอนแล้ว พอได้เข้าไปดูหนังจนจบแล้วพบว่าทำให้ผิดหวังจริงๆ หนังมีการเดินเรื่องที่ค่อนข้างกระชับในช่วงแรก แต่พอหลังจุดไคล์แม็กซ์ก็ค่อยๆ ลดความเกรี้ยวกราดลง และแน่นอนว่าให้อารมณ์ความรู้สึกน่ากลัวประหนึ่งเหมือนเพิ่งเคยดูหนังผีใหม่ๆ เลยทีเดียว โดยเฉพาะจังหวะตุ้งแช่ที่มีเยอะมาก มีออกมาแต่ละทีนี่แทบหลับตาไม่ทันเลยทีเดียว ถือเป็นหนังที่ดูแล้วเหนื่อยมากอีกเรื่องหนึ่งและให้ความรู้สึกดีในเวลาเดียวกัน

ความรู้สึกดีที่ว่าก็คือการได้เห็นหนังผีที่เป็นผีและทำให้น่ากลัวจริงๆ นอกเหนือไปจากความหลอนและน่ากลัวแล้ว หนังยังมีการแฝงประเด็นที่หลากหลายเอาไว้ ทั้งความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ความเชื่อ และบทบาทหน้าที่ของการเป็นพ่อ แม่ ลูก ที่ถูกถ่ายทอดออกมาทางตรงและทางอ้อม

และต้องขอชื่นชมการถ่ายทอดบทบาทและอารมณ์ของนักแสดงทั้งหมดที่มีส่วนช่วยให้หนังน่าดูมากๆ โดยเฉพาะนักแสดงเด็กทั้งสองที่มีทั้งความน่ารักและหลอนในเวลาเดียวกัน อีกคนก็คือนางเอกสาว วุด มน ชเว ยี ที่ทุ่มเทกับบทบาทแม่สุดๆ ใครที่ตีตั๋วเข้าไปดูน่าจะเห็นตรงกันในข้อนี้แน่นอน ส่วนจะทุ่มเทแค่ไหนต้องไปพิสูจน์ด้วยตาตัวเอง

แน่นอนว่าหนังถูกสร้างและกำกับโดยทีมงานคนไทย ฉะนั้นดูๆ ไปแล้วก็จะเห็นกลิ่นไอบ้างอย่างที่คล้ายกับหนังบ้านเรา ประกอบกับความที่เมียนมาค่อนข้างมีความเชื่อเกี่ยวกับผี และมีวัฒนธรรมหลายๆ อย่างคล้ายไทย ฉะนั้นจึงไม่ต้องกังวลเลยว่าหนังจะดูยาก เพราะมันมีความเป็นสากลอยู่ในตัวอยู่แล้ว

The Only Mom มาร-ดา 8/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com