รีวิวหนัง Venus หยาดน้ำค้างสุดท้ายของชายไม้ใกล้ฝั่ง

หนังเรื่องนี้มีสิทธิ์ถูกมองเป็น 2 ประการคือ หนังเรื่องราวของ เฒ่าหัวงู ที่ไม่เจียมสังขาร เพราะในวัยไม้ใกล้ฝั่ง เขายังไม่วายริ กินเด็ก หรือเป็นหนังที่ว่าด้วยเรื่องราวของชายในวัยชรา ที่ค้นพบหยาดน้ำค้างแห่งชีวิตเอาในช่วงโค้งสุดท้ายของชีวิต

Venus หยาดน้ำค้างสุดท้ายของชายไม้ใกล้ฝั่ง

ด้วยเรื่องราวของนักแสดงเฒ่าที่เคยมีชีวิตการแสดงที่รุ่งโรจน์ ฟังดูเหมือนเป็นบทที่ตั้งใจเขียนมาเพื่อให้ ปีเตอร์ โอทูล เล่นโดยเฉพาะ ซึ่งเขาก็ทำได้ดีจนเข้าชิงรางวัลออสการ์ดารานำชายอีกครั้ง หลังจากที่เข้าชิงมาแล้วหลายครั้งแต่ชวดตลอด จนคณะกรรมการต้องปลอบใจด้วยการมอบรางวัลออสการ์เกียรติยศให้กับเขา

สองเพื่อนซี้วัยชรา มอริส (ปีเตอร์ โอทูล) กับ เอียน (เลสลี่ ฟิลลิปส์) ที่อยู่ในวัยที่มีงานอดิเรกในการแลกยากันดู ว่าใครต้องกินยารักษาโรคอะไรกันบ้าง มิตรภาพของทั้งสองอบอุ่นเสมอมา จนกระทั่งวันหนึ่งที่หลานสาวของเอียนที่ชื่อ เจสซี่ (โจดี้ วิตเทกเกอร์) มาอยู่ด้วย ความสัมพันธ์ของเพื่อนรักก็เริ่มมีรอยร้าว เมื่อมอริสเกิดหลงรักเจสซี่อย่างจริงจัง เขาเห็นเธอเป็นวีนัส เทพแห่งความงามที่มาช่วยทำให้ช่วงโค้งสุดท้ายของชีวิตของเขากระชุ่มกระชวยขึ้นมา

ด้วยพล็อตเรื่องชายชราที่กำลังเข้ารับการ ผ่าตัดต่อมลูกหมาก ที่ ริจะกินเด็ก ฟังดูเหมือนหนังบอกนัยว่าตั้งใจจะพูดถึง เซ็กซ์ของชายวัยไม้ใกล้ฝั่ง แต่ถ้าคุณผู้ชมจะไม่ใจร้าย มองตาแก่คนนี้ว่าเป็นแค่เฒ่าหัวงู คุณก็จะพบว่า นี่เป็นเรื่องราวโรแมนติกของชายวัยไม้ใกล้ฝั่งที่ดันมาตกหลุมรักเด็กสาว พร้อมๆ กับเรื่องราวสัมพันธภาพของเขากับเพื่อนซี้ที่ผ่านช่วงรุ่งโรจน์และร่วงโรยมาด้วยกัน

สิ่งที่เห็นจากหนังเรื่องนี้ก็คือ ชายแก่คนหนึ่งที่พยายามจัดการกับชีวิตของตัวเอง เพื่อที่จะใช้ชีวิตในช่วงโค้งสุดท้ายอย่างมีความสุขที่สุด ทั้งเรื่องเมียที่แม้จะแยกกันอยู่ แต่เขาก็พยายามให้การช่วยเหลือเธอเท่าที่จะช่วยได้, การรักษามิตรภาพของเพื่อนสนิทที่แสนดีแต่แล้วชีวิตที่เหมือนจะจืดชืดไร้สีสันในวันหมดไฟ ก็กลับคึกคักขึ้นมาเมื่อเขาได้พบกับเด็กสาวคนหนึ่ง และเขาดันแอบหลงรักเธอเข้าให้

ความจริงแล้ว มอริสไม่ใช่ เฒ่าใสหัวใจไร้เซ็กซ์ หนังแสดงให้เห็นว่าเขายังเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา เขาก็ปรารถนาในเรื่องเซ็กซ์จากเจสซี่เช่นกัน แต่เป็นในแบบที่ว่า ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ขอแค่จับๆ กอดๆ สักหน่อย ก็ชื่นใจคนแก่แล้ว ประมาณนั้น

สำหรับเจสซี่ เธอเองก็มีใจให้มอริสอยู่เหมือนกันในแบบ รักคนแก่ เธอรู้สึกทึ่งและชื่นชมที่เห็นผู้คนมาแสดงอาการชื่นชมมอริส และเธอก็รู้ดีว่าเขาต้องการอะไรจากเธอ จากสิ่งที่เขาปฏิบัติต่อเธอ เพียงแต่ว่า ด้วยวัยที่แตกต่างกันมาก ทำให้เธอยังรู้สึกสับสนและขัดแย้งในใจ เธอพยายามปิดกั้นตัวเอง แต่ก็แอบเปิดใจให้เขาทีละนิดเหมือน ผู้ใหญ่ที่เอาของขวัญมาหลอกล่อเด็ก อย่างที่เธอยอมให้เขาจับมือ ให้สูดกลิ่นผม ไปจนถึงยอมเปิดหน้าอกให้ดู

วันที่แสดงให้เห็นว่า เธอเปิดใจรับเขาเต็มอย่างไม่มีข้อแม้ก็คือ วันที่แฟนหนุ่มวัยรุ่นของเธอทำร้ายมอริสจนบาดเจ็บต้องหามส่งโรงพยาบาล นั่นเองที่เจสซี่รู้ว่า เธอเองก็ มีใจ ให้กับตาแก่คนนี้ไม่น้อย

สัมพันธภาพระหว่าง ชายแก่ กับ สาวรุ่น ในช่วงเวลาสั้นๆ แม้ว่าจะดูกระท่อนกระแท่น ไม่ราบรื่นนัก แต่มันก็เอื้อประโยชน์ให้กับทั้งสอง เจสซี่มาช่วยทำให้ช่วงชีวิตวัยลงโลงของมอริสกระชุ่มกระชวยมีสีสันขึ้น เหมือนเส้นกราฟชีวิตที่เรียบนิ่งเกิดกระตุกขึ้นอีกครั้ง

สำหรับเจสซี่ ความใจดีของมอริสมาช่วยกล่อมเกลาจิตใจของสาวรุ่นเจ้าอารมณ์ของเธอให้ละเอียดอ่อนขึ้น สิ่งที่มอริสเหลือทิ้งไว้ให้เธอก็คือ เขาเป็นแรงผลักดันทำให้เธอกล้าจะเดินตามฝันด้วยใจที่มุ่งมั่นมากขึ้น

หนังพาคนดูอยู่ในอารมณ์ เหงา เศร้า โหวงๆ ไม่ต่างจากชีวิตคนแก่ที่ไร้สีสัน แต่ก็แฝงไว้ด้วยความอบอุ่นแห่งมิตรภาพระหว่าง มอริสกับภรรยาเก่า, มอริสกับเอียน เพื่อนซี้คู่รู่งคู่โรย และเจสซี่ก็คือ คนที่มาทำให้ช่วงโค้งสุดท้ายของมอริสไม่ราบเรียบจนน่าเบื่อจนเกินไป และเมื่อเขาได้สัมผัสหยาดน้ำค้างสุดท้ายของชีวิตแล้ว เขาก็พร้อมที่จะจากไปอย่างมีความสุข

นี่เป็นหนังดรามาเหงาเศร้าแต่อบอุ่นและงดงาม ที่จะเป็นเหมือนบทเตือนใจให้คุณได้ฉุกคิดว่า แก่อย่างไรให้มีความสุข
เตรียมตัวกันไว้ก่อน จะได้ไม่พลาดตอนแก่

Cr.สยามรัฐ-movie.mthai.com

แนะนำหนัง Sonic the Hedgehog หนังใหม่ หนังสนุก 2019

หนังดัดแปลงจากเกมวิดีโอยอดนิยมในยุค 90s บอกเล่าเรื่องราวของเจ้าเม่นสายฟ้า “โซนิค” (ให้เสียงโดย Ben Schwartz จากหนัง Parks and Recreation) ที่มีพลังความเร็วระดับซูเปอร์โซนิค เขาผูกมิตรกับเพื่อนมนุษย์ที่ชื่อทอม วาชาวสกี้ (James Marsden) และต้องออกผจญภัยร่วมกันเมื่อดร.โรบอตนิค ตัวร้ายของเรื่อง (Jim Carrey) พยายามไล่จับโซนิคเพื่อใช้พลังความเร็วของมันในการครอบครองโลก หลังเผยภาพลักษณ์ใหม่ที่แก้ร่างให้ถูกใจแฟน ๆ แล้ว ความน่าดูอีกอย่างคือ หวังว่า Jim Carrey จะได้ลืมตาอ้าปากหลังจากหายจากหนังฮิต ๆ ไปร่วม 15 ปี

Sonic the Hedgehog

นักแสดง: Jim Carrey, James Marsden, Neal McDonough, Ben Schwartz
ผู้กำกับ: Jeff Fowler
ระดับความน่าดู: 8/10 กะโหลก

รีวิวหนัง All Is Lost : เมื่อทุกอย่างสูญสิ้น

จัดได้ว่าเป็นหนังที่ได้ยินเสียงคำชมมาตั้งแต่ยามไกลสำหรับ All is Lost ที่ตอนแรกได้รับการคาดการณ์จากการเข้าชิง ออสการ์ อย่างต่ำก็หลายรางวัล แต่ท้ายสุดก็กลับชวดเหลือแค่รางวัลเดียว โดยเฉพาะ นักแสดงนำชายอย่างลุง โรเบิร์ต เรดฟอร์ด ก็พลาดไปกับเขาด้วย ทั้งที่จริงแล้วเรื่องนี้ลุงเขาทุ่มสุดตัว และเป็นการแสดงที่ดีที่สุดในรอบหลายปีเลย

All Is Lost

All is Lost เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเอาชีวิตรอดบนเรือ เมื่อทั้งเครื่องนำทางและวิทยุสื่อสารเสียไป ทำให้เขาหลงทางเข้าไปเจอกับพายุรุนแรง ด้วยความพยายามและสัญชาตญาณการเป็นนักเดินเรือทำให้เขาพออุดรอยรั่วบนเรือจนรอดตัวไปได้ อย่างไรก็ตาม เขาเหลือแค่เพียงแผนที่เป็นที่พึ่งให้เขาไปยังจุดหมายได้เท่านั้น จึงได้แต่หวังว่าคลื่นลมของทะเลจะพัดพาเขาไปเอง แต่เสบียงที่ร่อยหรอและฉลามที่วนเวียนรออยู่ ก็ทำให้เขาต้องยอมรับว่าจุดจบของตัวเองอาจมาถึงในไม่ช้า หรือเขาจะสู้เพื่อเอาตัวรอด!

หนังกำกับการแสดงโดย เจ ซี ชานดอร์ ที่เคยเปิดตัวหนังสุดคมเรื่องแรกของเขาอย่าง Margin Call แล้วก็พาตัวเองเข้าชิงออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไปแบบไฟแรงแซงทางโค้ง มาในเรื่องนี้เป็นหนังขนาดยาวเรื่องที่ 2 สำหรับเขา และก็ยังมีไอเดีย+แนวคิดที่คงความหนักแน่นไม่มีเปลี่ยน กับหนังที่ให้ลุงโรเบิร์ต เรดฟอร์ด เล่นเองอยู่คนเดียวทั้งเรื่อง (ซึ่งไม่เคยมีหนังเรื่องไหนทำแบบนี้มา 100 กว่าปีแล้ว) แถมหนังยังมีบทความยาวเพียง 32 หน้า ซึ่งล้วนๆก็ต้องให้นักแสดงด้นสดเอาอยู่หลายฉาก ซึ่งที่ผ่านๆมาเราคงเคยดูหนังเอาตัวรอดจากสถานการณ์ปิดตายมาหลายเรื่องเช่น 127 Hours หรือไม่ก็ล่าสุดอย่าง Gravity ที่หนักมักจะพาเราไปติดอยู่กับสถานการณ์คับขันไม่ต่างจากตัวละคร แต่ก็ไม่มีเรื่องไหนเลยที่แสดงออกอย่างตามเวลาจริง (Real Time) เพราะมันต่างมีทั้ง Flashback และสถานการณ์อื่นๆมาพาคนดูออกจากห้องปิดตาอยู่เสมอ

แต่กลับไม่ใช่กับ All is Lost ที่ตลอดความยาวเกือบ 2 ชม. หนังพาคนดูอยู่บนเรือพร้อมกับ โรเบิร์ต เรดฟอร์ด แบบไม่หนีไปไหนตลอดทั้งเรื่อง เราไม่มีทางที่จะหนีออกจากเรือเล็กๆลำนี้ ซึ่งนับว่าเป็นการเล่าเรื่องแบบ Real Time ที่น่าประทับใจ และ น่าทึ่งที่สุดในรอบหลายปี กับความกล้าที่จะพาคนดูไปสัมผัสประสบการณ์แบบนี้ แถมการที่หนังไม่ได้แนะนำให้คนดูรู้จัก ชายหนุ่ม ตัวเอกของเรื่องมาก่อน ก็ยิ่งสามารถตีความถึงมุมมองการเอาตัวรอด หรือ ความสิ้นหวัง ของเขาได้อย่างตามใจชอบ จนไม่แปลกถ้าหากคนดูจะหลงรัก และ เอาใจช่วยเขา ถึงแม้เราจะไม่ทราบพื้นหลังชีวิตของชายคนนี้เลยว่า แต่งงาน, ฆาตรกร, โรคจิต หรือ อะไรก็ตาม สิ่งเดียวที่เรารู้จากเขาคือ ‘กูจะรอด’ ก็เท่านั้น

หนังยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นใหญ่ของ ธรรมชาติ ที่มนุษย์เรานั้นละเลยมาตลอด ควบคู่ไปกับระบบภาพ และ เสียง ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่หนังให้ความสำคัญได้อย่างไม่ลดละ และก็เป็นเพราะว่าหนังไม่สามารถให้ชายหนุ่มบนพึมพำกับตัวเอง เพื่อถ่ายทอดสถานการณ์ตอนนั้นให้กับคนดูเข้าใจได้ (เพราะไม่งั้นก็ไม่ต่างอะไรจากคนบ้า) ลุง โรเบิร์ต เรดฟอร์ด จึงต้องแสดงสีหน้าและท่าทาง ต่อสถานการณ์ตรงหน้าที่เผชิญให้คนดูได้รับรู้อย่างถูกต้อง โดยถึงแม้จะเป็นงานหนักที่ เรดฟอร์ด ยังยอมรับว่าเป็นบทที่ยากที่สุดในรอบหลายปี แต่หนังเรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ว่าเขาก็ยังสามารถทำหน้าที่ นักแสดง ได้ดีไม่แพ้ในฐานะ ผู้กำกับ เลยทีเดียว