รีวิวหนัง She Dies Tomorrow – แพร่พันธุ์วันตาย

หนัง She Dies Tomorrow หรือชื่อไทยว่า แพร่พันธุ์วันตาย เรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่เชื่อว่าเธอกำลังจะตายในวันพรุ่งนี้และมันได้สร้างความหวาดกลัวให้กับคนทั่วทั้งเมือง She Dies Tomorrow เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่คิดว่าพรุ่งนี้ตัวเองกำลังจะตาย เธอจึงได้บอกเล่าเรื่องราวนี้กับเพื่อนของเธอ แต่เหมือนมันจะกลายเป็นเชื้อร้ายที่แพร่ความหวาดกลัวให้กับผู้คนที่ได้ยินมัน!

She Dies Tomorrow

บอกก่อนว่านี่ไม่ใช่หนังผี ไม่ใช่หนังสยองขวัญ ไม่ใช่หนังระทึกขวัญใดๆ ทั้งสิ้น หากแต่ว่ามันกลับเป็นหนังที่บอกเล่าถึงความกลัว ความเหงา ความเศร้า ความโดดเดี่ยว และคำพูดที่มันสามารถส่งผลต่อคนอื่นได้อย่างเหลือเชื่อ

คำพูดที่ว่า “ฉันจะตายวันพรุ่งนี้” ที่ดูเป็นคำพูดลอยๆ ไม่มีเหตุใดๆ มารองรับ มันก็ยากที่จะเชื่อ แต่พอเวลาผ่านไปเมื่ออยู้ในสถานการณ์เหมาะสมและฉุกคิดขึ้นมาได้มันกลับส่งผลให้อีกหลายๆ คนคิดตาม ซึ่งมันสะท้อนออกมาให้เห็นได้ว่าคำพูดของคนนั้นมีอิทธิพลมากมายขนาดไหน

มันเหมือนความรู้สึกที่ว่าเวลาเราเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสภานการณ์หรือสถานที่ หรือผู้คนที่ทำให้เรารู้สึกลบ มีพลังงานลบ รู้สึกหดหู่ มันคือการส่งผ่านอารมณ์ความคิดความรู้สึกของคนหนึ่งที่ถ่ายทอดสิ่งลบเหล่านั้นมายังตัวเรา หนังเรื่องนั้นให้ความรู้สึกแบบนั้นเลย

และหนังก็ไม่ได้ละทิ้งคำพูดของตัวเอง พยายามพาเราไปหาคำตอบว่าจริงๆ แล้วเธอจะตายวันพรุ่งนี้หรือเปล่านะ มีหลายสถานการณ์ที่พยายามส่งให้คำพูดของตัวละครหลักมีน้ำหนักและมีความเป็นไปได้มากขึ้น

ทั้งนี้ทั้งนั้น บทได้แสดงให้เห็นถึงการรับมือกับความตายของแต่ละคนว่าจะทำอย่างไร เมื่อรู้ว่าพรุ่งนี้ตัวเองจะตาย เราจะได้เห็นสิ่งเหล่านี้ชัดเจนมากในแต่ละตัวละคร ไม่ว่าจะเลือกที่จะปล่อยวาง เลือกอยู่กับคนรัก เลือกไม่อยู่กับสิ่งที่ตัวเองไม่รัก ซึ่งมันก็แฝงข้อความฝังมาในหัวเราว่า “เอ๊า แล้วตอนยังไม่รู้ว่าใกล้ตาย ทำไมไม่เลือกสิ่งที่ต้องการในชีวิตวะ”

แต่หนังมันไม่ได้ดูสนุกหรอกนะ มันเป็นหนังแบบ Slow Burn มากๆ ค่อยๆ เล่า ค่อยๆ นำเสนอ ค่อยๆ ถอดทอด ซึ่งถ้าใครไม่อินตาม ไม่เกาะติดจริงนี่คือถอดใจได้ง่ายๆ เลย ซึ่งในระหว่างที่เราดูเรื่องนี้ในโรง คนที่นั่งแถวเดียวกับเรา 2-3 คนก็ลุกออกจากโรงไปเลย สักพักก็ลุกออกไปอีก 1-2 คน ตอนแรกคิดว่าคงไปเข้าห้องน้ำ แต่หนังจบก็ยังไม่เห็นเขากลับมาอีกเลย 555+

สรุปแล้ว She Dies Tomorrow ไม่ใช่หนังที่เหมาะกับทุกคน เป็นหนังที่เล่าเรื่องไม่สนุกเลย แต่มันอาจให้ข้อคิดบางอย่างในขณะที่คุณกำลังมีชีวิตอยู่ก็เป็นได้

รีวิวหนัง The Broken Hearts Gallery – ฝากรักไว้…ในแกลเลอรี่

หนัง The Broken Hearts Gallery หรือชื่อไทยว่า ฝากรักไว้…ในแกลเลอรี่ บอกเล่าเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่ง หลังจากเลิกลากับแฟนหนุ่ม ก็ปิ๊งไอเดียสร้าง The Broken Heart ขึ้นมา เป็นสถานที่ให้คนได้ทิ้งสิ่งของของคนรักที่ทิ้งเราไปมารวมไว้เป็นงานศิลปะที่แห่งนี้ และที่นี่ก็ทำให้เธอได้พบกับชายหนุ่มคนใหม่ที่จะมาเปลี่ยนหัวใจเธออีกครั้ง

The Broken Hearts Gallery

The Broken Hearts Gallery – ฝากรักไว้…ในแกลเลอรี่ บอกเล่าเรื่องราวของ Lucy หญิงสาวที่มักเก็บสิ่งของของแฟนเก่าไว้เป็นที่ระลึก และล่าสุดก็เพิ่งโดนหักอกมาอย่างเจ็บปวดจาก Max ทำให้เธอทั้งช้ำและเสียหน้าที่การงานในคืนเดียว แต่แล้วเธอก็ได้บังเอิญมาเจอกับชายหนุ่มหน้าหวานนามว่า Nick ทำให้เธอได้ปิ๊งไอเดียสร้าง The Broken Hearts Gallery ขึ้นมา เป็นสถานที่ให้คนได้เอาสิ่งของของคนรักเก่าที่ทิ้งไปมารวมไว้เป็นผลงานศิลปะจัดแสดงไว้ในที่แห่งนี้

หากดูแต่เพียงรายชื่อนักแสดงหลายคนอาจจะไม่คุ้นสักเท่าไหร่ ยกเว้นเพียงคนเดียว Dacre Montgomery ที่เพิ่งฝากผลงานเอาไว้ใน Stranger Things นอกเหนือจากนั้นคือใครไม่รู้เหมือนกัน

แต่หนังทำตัวละครแต่ละตัวได้มีชีวิตชีวาและน่ารักสุดๆ ไล่ไปตั้งแต่นางเอก Geraldine Viswanathan ที่ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้สวยหุ่นดีเหมือนนางเอกทั่วไป แต่การแสดงของเธอ คาแรคเตอร์ของเธอก็ดูมีเสน่ห์ ดูน่ารักและมีชีวิตชีวาแบบสุดๆ และเป็นการบอกเป็นนัยๆ เลยว่านางเอกไม่จำเป็นต้องพิมพ์นิยมแบบแต่ก่อนอีกแล้ว อีกทั้งตัวละครประกอบเพื่อนนางเอกก็ยังมีคาแรคเตอร์ชัดเจนและมีชีวิตชีวาไม่แพ้กัน ทั้ง Nadine (Phillipa Soo) และ Amanda (Molly Gordon) ที่ช่วยส่งช่วยเสริมให้หนังมีมิติและน่าดูชมขึ้นเยอะเลย

แต่แอบน่าเสียดายบททางฝั่งพระเอกอย่าง Nick (Dacre Montgomery) ที่นอกจากหน้าตาหล่อเหลา เป็นชายหน้าหวานชวนฝัน ก็ไม่มีได้มีการแสดงที่จัดจ้านชัดเจนหรือให้โชว์ของอะไรสักเท่าไหร่ เป็นตัวละครที่แทบจะไม่ได้เห็นอะไรเลยจริงๆ นอกจากหน้าหล่อๆ ของเขา อาจจะเพราะตัวบทเองด้วยกระมั้ง

หนังมีการบอกเล่าง่ายๆ ไม่ซับซ้อน และมีความเรื่อยๆ ให้อมยิ้มได้บ้างเล็กน้อย ให้ดราม่าบ้างประปราย โดยรวมมันก็เป็นหนังสูตรสำเร็จแหละ แต่หนังก็ไม่สามารถดึงเราไปอินกับเรื่องราวได้มากเท่าที่ควร แต่ในขณะเดียวกันมันก็เข้าถึงเราง่ายเช่นกัน กับประเด็นต่างๆ ที่หนังต้องการจะสื่อ

ค่อนข้างชอบคอนเซ็ปท์ของหนังนะ กับการเก็บของเก่าของคนรักมาทำเป็นแกลเลอรี่ ซึ่งถ้ามันมีจริงๆ น่าจะได้รับความนิยมไม่ใช่เล่น เชื่อว่าคนไม่น้อยเลยที่เลือกจะเก็บของที่หลายคนอาจมอง่วาเป็นขยะเอาไว้เพื่อระลึกถึงแฟนเก่านึกถึงช่วงเวลาดีๆ อะไรแบบนั้น เพราะช่วงเวลานั้นมันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุข (แต่ก็มีหลายคนเขวี้ยทิ้งแหละเพราะอยากลืม 555) และในประเด็นนี้หนังก็ยังพูดถึงความทรงจำที่เราควรจะทิ้งและ Move on สักที แต่ถ้าใส่รายละเอียดความดราม่าของสิ่งของแต่ละชิ้นเข้าไปน่าจะชวนอินได้มากกว่านี้ และช่วงหลังๆ ของหนังจุดขัดแย้งมันเบาไปหน่อย แถมยังมีความรีบเร่งในหลายๆ จุด จนกลายเป็นหาทางลงแต่ละเรื่องได้ง่ายเสียเหลือเกิน แต่ก็นะ Feel Good แหละ

สรุปแล้ว The Broken Hearts Gallery เป็นหนังรักเบาๆ ผ่อนคลายสมอง อมยิ้มบ้างประปราย ดราม่านิดหน่อย โดดเด่นที่คอนเซ็ปท์และการแสดงของฝ่ายหญิงที่ดูมีชีวิตชีวาสุดๆ ที่สำคัญน่าจะได้ข้อคิดบางอย่างสำหรับคนที่อยากจะ Move on ได้ไม่มากก็น้อย

รีวิวหนัง The Outpost – ฝ่ายุทธภูมิล้อมตาย หนังดราม่า

หนัง The Outpost หรือชื่อไทยว่า ผ่ายุทธภูมิล้อมตาย เรื่องราวที่สร้างจากเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ของกลุ่มทหารอเมริกันที่ได้รับคำสั่งให้ไปประจำการณ์ที่อาฟกานิสถานถูกกลุ่มตาลีบันโจมตีทำให้พวกเขาต้องหาทางต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของตนเอง

The Outpost

The Outpost – ฝ่ายุทธภูมิล้อมตาย คือหนังที่สร้างมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงของกลุ่มทหารอเมริกันที่ประจำการณ์อยู่ที่อัฟกานิสถาน แต่ที่ยึดมั่นของพวกเขาเป็นหลุมซึ่งแต่ละวันก็ต้องเผชิญหน้ากับความอันตรายพวกตาลีบันมายิงเป็นว่าเล่น และอยู่มาวันหนึ่งเหตุการณ์ก็แย่สุดขีด เมื่อเหล่าทหารตาลีบันยกทัพมากกว่า 400 คน ปิดล้อมทุกด้าน หวังถล่มที่ราบนี้ให้ยับ ทำให้เหล่าทหาร 50 กว่านาย กัดฟันสู้เพื่อปกป้องและยึดฐานที่มั่นนี้เอาไว้

หนังถูกแบ่งเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน โดยช่วงแรกหนังจะพาเราไปรู้จักกับเหล่าทหาร 50 กว่านายในสมรภูมิแห่งนี้ ซึ่งหนังมันพาไปรู้จักจริงๆ ขึ้นชื่อซะหมดทุกตัวละคร ปัญหามันเกิดทันที “จำไม่ได้” จำไม่ได้จริงๆ ว่าใครเป็นใคร หน้าตาเอย ชุดแต่งกายเอย นอกจากตัวละครหลักที่ขึ้นในโปสเตอร์แล้ว ก็เสียเวลานั่งคิ้วขมวดว่าไอ้นี่ใครวะ ต้องใช้เวลาพักใหญ่ๆ เลยกว่าจะพอจับได้ว่าไอ้นี่คือใคร นอกเหนือจากนั้นหนังยังพาเราไปรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นต่างๆ ข้อผูกมิตรกับชาวบ้าน อะไรทำนองนั้น มีการแทรกแอ็คชันเบาๆ เป็นระยะๆ กับการตอดมาโจมตีของเหล่าตาลีบัน

แต่ครึ่งหลังน่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนรอคอย เพราะแอ็คชันจัดเต็มมาก ไม่ใช่แค่ 5-10 นาที แต่ล่อกันยาวยันเกือบจบเรื่องเลย มายังกับพายุ เมื่อเหล่าตาลีบัน 400 คน บุกมาโจมตีฐานที่มั่นนี้ ห่ากระสุนปลิวว่อนทุกวินาที เสียงปืนดังแบบไม่มีหยุด แสงไฟจากกระบอกปืนจากทุกทิศทาง พร้อมเสียงระเบิดดังเป็นระยะๆ ปืนครกเอย RPG เอย มาแบบไม่ให้หยุดพักหายใจ เหมือนได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริงๆ มีหลากหลายสถานการณ์ให้ติดตาม (จะว่าก็ว่าเถอะ ยิ่งดูก็ยิ่งอดคิดไม่ได้ว่าใครมันสร้างฐานไว้ตรงนี้ กลางเขาปิดล้อม เสียเปรียบในทุกแง่มุม เหมือนรอวันให้เขามาถล่มงั้นอะ)

มีสิ่งหนึ่งที่เราตะหงิดกับฉากแอ็คชันคือ มันไม่เรียลสักเท่าไหร่เลย โดยเฉพาะการยิงกันแล้วเห็นผ่านลำกล้องของปืนเนี่ย เอามาใช้บ่อยมาก

มันมีความรู้สึกบางอย่างที่ยังขาดๆ อยู่บ้าง หนังมันยังไม่มีซีนให้น่าจดจำมากพอมั้ง แอ็คชันเยอะจริง เดือดจริง แต่มันก็ยังรู้สึกไม่สนุกมากพอกับส่วนนี้อย่างบอกไม่ถูกเหมือนกัน อาจจะเพราะด้วยความที่ตัวละครเยอะหนังพาเราไปรู้จักอย่างผิวเผิน เลยอาจจะทำให้เราไม่อินกับแต่ละตัวละครสักเท่าไหร่ด้วยแหละมั้ง ดราม่าก็มี แต่มันยังไม่ถึงจุดจริงๆ

สรุปแล้ว The Outpost น่าจะถูกใจคอหนังแอ็คชันสงครามไม่น้อย แต่หากจะหยิบยกหนังติดในดงศัตรูมาเทียบอย่าง Black Hawk Down, 13 Hours หรือ Lone Survival ก็คงต้องบอกตรงๆ ว่า The Outpost ยังสู้ 3 เรื่องนั้นไม่ได้ในหลายๆ แง่