รีวิว Frozen 2 แผนการขายของครั้งใหม่ของดิสนีย์

ถึงแม้ว่าเรื่องราวในหนัง Frozen ภาคแรกจะจบลงอย่างสมบูรณ์ในตัวและไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีภาคต่อตามออกมาแต่อย่างใด แต่เนื่องจากปรากฏการณ์ Frozen ฟีเวอร์ไปทั่วโลก มีหรือที่สตูดิโออย่างดิสนีย์จะไม่เล็งเห็นช่องทางในการกอบโกยครั้งใหม่ จึงผลักดันเรื่องราวภาคต่อตามออกมา โดยก่อนหน้านี้ก็มีหนังสั้นอย่าง Frozen Fever และ Olaf’s Frozen Adventure มาให้คนดูหายคิดถึงตัวละครพอเป็นพิธี

Frozen 2

เรื่องราวในหนังภาคนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเอลซ่าได้ยินเสียงเรียกประหลาดจากดินแดนลึกลับ พร้อมกับเหตุอาเพศครั้งใหม่ที่มาเยือนดินแดนเอเรนเดลล์ส่งผลให้ เอลซ่า อันนา คริฟตอฟ สเฟนและโอลาฟต้องออกเดินทางเข้าสู่ดินแดนป่าเวทมนตร์ เพื่อค้นหาความจริงและหาทางช่วยเหลือเอเรนเดลล์ให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

ถ้าหากจะมองเชิงโครงสร้างเรื่องราวแล้ว Frozen 2 ดำเนินเหตุการณ์คล้ายคลึงหนังภาคแรก เอลซ่าต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เธอไม่อาจจะรับมือได้ (ภาคแรกคือการควบคุมพลังวิเศษ) ภาคนี้เธอต้องการค้นหาสาเหตุที่เธอมีพลังพิเศษ แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือหนังภาคแรกเน้นสื่อสารกับผู้ชมในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง (อันนา-เอลซ่า) ในขณะที่ภาคนี้ ได้ขยายประเด็นใหญ่ขึ้น เมื่อหนังพยายามพูดถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ปกครอง (เอลซ่า) รวมไปถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักร การแก้ไขอดีตที่ผิดพลาด เป็นต้น จะเห็นได้ชัดว่า Frozen 2 ได้ให้น้ำหนักการเติบโตของตัวละครมากขึ้น มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

ทางด้าน “บทเพลง” ที่ทำให้หนังแอนิเมชั่นเรื่องนี้คงสภาพความเป็น “มิวสิคัล” ไว้ ค่อนข้างให้ความรู้สึก ถูกออกแบบมาเพื่อเล่าเรื่องราวของตัวละครในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง มากกว่าจะออกแบบมาเป็นเพลงแยกฟังต่างหากเพื่อให้คนดูร้องตามได้ กล่าวง่ายๆคือเพลงในภาคนี้ ร้องตามยาก และไม่ติดหูเท่าหลายบทเพลงในหนังภาคแรก ถึงอย่างนั้นเพลงเอกในหนังภาคนี้อย่าง Into the Unknow ซึ่งท่อนฮุคก็ร้องประโยคนี้ซ้ำวนไปถึง 3 หน เรียกว่าดูจบเสียงหวีดของเอลซ่าก็หลอนอยู่ในหัวไม่น้อยเลยทีเดียว

อีกหนึ่งเพลงที่ออกแบบมาเพื่อ “ขายของ” ไม่แพ้กัน คือ Show Yourself ที่เอลซ่าตามหาต้นตอของเสียงลึกลับ ซึ่งหลังจากที่เธอขับร้องเพลงนี้ เสื้อผ้าหน้าผมของเธอก็เปลี่ยนแปลงไปในแบบที่เราอ้าปากค้าง ประหนึ่งว่าเอลซ่ากำลังสวมวิญญาณของดิว่าสาวอย่างเซลีน ดิออนเพื่อแสดงคอนเสิร์ตในลาสเวกัส! (ซึ่งอันที่จริง ฉากนี้ ถ้ามองในแง่การตลาดแล้ว มันถูกออกแบบมาเพื่อให้ดิสนีย์สามารถขายผลิตภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็น ตุ๊กตา เสื้อผ้า หรือ แกดเจ็ต ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเอลซ่าในรูปโฉมใหม่ ต่างหาก!)

ท้ายที่สุดแล้ว Frozen 2 ก็ถือเป็นแอนิเมชั่นดิสนีย์ที่พอดูได้เพลินๆให้ผู้ชมหายคิดถึงตัวละครในเรื่อง แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว ความสดใหม่ ประเด็น บทเพลง รวมไปถึงความน่าประทับใจก็คงต้องบอกตามตรงว่า ยังห่างไกลจากภาคแรกพอสมควร

Cr.www.sanook.com

รีวิว Earthquake Bird “รัก” เป็น “บ้า” หนังดราม่า

หนังดราม่า ทริลเลอร์ซึ่งดัดแปลงมาจากนวนิยายในชื่อเดียวกันกับ Earthquake Bird ผลงานการกำกับของวาช เวสต์มอร์แลนด์ (Still Alice) และนำแสดงโดยอลิเซีย วิกันเดอร์

Earthquake Bird

Earthquake Bird มีฉากหลังอยู่ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นในปี 1989 ว่าด้วยชีวิตการทำงานของ ลูซี่ ฟลาย (อลิเซีย วิกันเดอร์) สาวสวีเดนที่ทำงานเป็นนักแปลภาษา ด้วยชีวิตที่ราบเรียบไม่หวือหวา จนอาจจะกล่าวได้ว่าเธอใช้ชีวิตไปวันๆแบบเดิม กระทั่ง เสื้อผ้า หน้าผม เธอก็ยังแต่งตัวด้วยโทนเสื้อผ้าที่เรียบง่ายจนคล้ายคลึงสาวญี่ปุ่นทั่วไป ลูซี่มีเพื่อนเป็นนักดนตรีอย่างบ๊อบ (แจ็ค ฮิวส์ตัน) และเพื่อนร่วมงานสาวชาวญี่ปุ่นนัตซึโกะ (กิกี้ ซูเกะซาเน่) และยังใช้เวลาว่างในการเล่นเชลโล่กับแม่บ้านชาวญี่ปุ่น คุณคาโต้ (อากิโกะ ไอวาเสะ) แต่ถึงอย่างนั้น ผู้ชมก็ยังสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยวเหงาของลูซี่ตลอดเวลา

กระทั่งวันหนึ่งลูซี่ได้พบกับตากล้องหนุ่มเทจิ (นาโอกิ โคบายาชิ) ที่จับภาพตอนเธอกำลังเดินอยู่บนถนน แม้การถูกถ่ายรูปในที่สาธารณะเธอเป็นเรื่องการเสียมารยาท แต่ดูเหมือนลูซี่กลับรู้สึกถูกใจในรูปลักษณ์ภายนอกของเทจิ จนอาจจะกล่าวได้ว่านั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ ไม่นานลูซี่จึงเริ่มคบหากับเขา และค้นพบว่าทั้งสองนั้นล้วนแล้วแต่มีด้านดาร์คๆของตัวเองที่ถูกซุกซ่อนไว้ไม่อยากให้อีกฝ่ายเข้าใจ

แต่แล้วเมื่อเพื่อนชาวอเมริกันของลูซี่ อย่างลิลี่ บริดเจส (ไรลีย์ คีโอ) ได้เดินทางมาใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นและก้าวเข้ามาในความสัมพันธ์ระหว่างลูซี่และเทจิ จนกลายเป็นปมสำคัญของเรื่อง เมื่อหนังเผยให้คนดูรับรู้ว่า วันหนึ่งลิลี่ได้หายตัวไปอย่างลึกลับ จนนำไปสู่คำถามที่ว่า “เกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่”

อันที่จริงหนังเผยให้คนดูรับรู้ตั้งแต่ฉากแรกของเรื่องแล้วว่าลิลี่ได้หายตัวไปผ่านประกาศคนหาย และลูซี่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญ เรื่องราวในหนังจึงเริ่มต้นขึ้นผ่านการให้ปากคำกับตำรวจของตัวลูซี่เอง มุมมองในหนังจึงตกอยู่ภายใต้ความคิดของตัวเอกอยู่ตลอดเวลา ว่าเธอเลือกจะให้คนดูได้เห็นชีวิตของเธออย่างไร จนเมื่อหนังดำเนินไปสักระยะ หนังก็เริ่มเผยความน่าเคลือบแคลงในตัวนางเอกว่าจริงๆแล้วเธออาจจะเป็นคนร้ายและอยู่เบื้องหลังการหายตัวไปของเพื่อนเธอ

Earthquake Bird มีความนิ่งเนิบ เน้นห้วงอารมณ์ความคิดของตัวเอกอย่างลูซี่เป็นหลัก มากกว่าจะเน้นขายความลึกลับน่าสงสัยของสถานการณ์ หลายช่วงหลายตอนไม่ใช่สิ่งที่ยากต่อการคาดเดานัก แต่ด้วยวิธีการทำให้คนดูจดจ่ออยู่กับตัวละครอย่างลูซี่ จึงเปิดโอกาสให้นักแสดงสาวอลีเซียได้ เผยแง่มุมการแสดงที่เน้นใช้สายตา มากกว่าคำพูด ประกอบกับที่ตัวละครมีลักษณะ “อมทุกข์” และเก็บงำความรู้สึกเปลี่ยวเหงาเอาไว้คนเดียว ยิ่งทำให้คนดูทั้งสงสารและเดาทางตัวละครไม่ถูกจริงๆ

เหนืออื่นใดคือฉากสุดท้ายที่เธอมีโอกาสได้นั่งปรับทุกข์กับแม่บ้านชาวญี่ปุ่นคุณคาโต้ ที่ต่างมานั่งพูดถึง “ความตายของคนใกล้ตัว” การแสดงในฉากดังกล่าว เรียกว่าเป็นฉากจับใจและอธิบายห้วงความรู้สึกของการปลดปล่อยความทุกข์ที่อัดแน่นภายในใจของตัวละครทั้งสองได้อย่างยอดเยี่ยมและน่าจดจำ

Cr.www.sanook.com

รีวิว Pet Sematary กลับมาจากป่าช้า

นับว่าเป็นภาพยนตร์สยองขวัญอีกเรื่องที่สร้างจากปลายปากกาของ สตีเฟน คิง ซึ่งถูกนำมารีเมกอีกครั้งโดยสองผู้กำกับ เควิน โคล์ช (Kevin Kölsch) และ เดนนิส วิดไมเยอร์ (Dennis Widmyer) และได้นักแสดงมากฝีมืออย่าง เจสัน คลาร์ก (Jason Clarke) ที่เคยฝากฝีมือไว้ใน Everest (2015), Dawn of the Planet of the Apes (2014) และ จอห์น ลิธโกว์ (John Lithgow) จาก Miss Sloane (2016), Interstellar (2014) มาเปิดประสบการณ์สุดสยองไปกับการคืนชีพที่ไม่เหมือนเดิม

Pet Sematary

Pet Sematary กลับมาจากป่าช้า ว่าด้วยเรื่องราวของ ดร.ลูอิส ครีด ซึ่งย้ายบ้านจากบอสตันมาอยู่ในชนบทแถบรัฐเมน พร้อมกับ เรเชล ภรรยาของเขาและลูกสองคน เขาค้นพบสถานที่ฝังศพลึกลับ ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในป่าใกล้บ้านใหม่ของครอบครัว เมื่อเกิดโศกนาฏกรรม ลูอิส จึงไปหา จั๊ด แครนดัล เพื่อนบ้านซึ่งดูไม่ปกติของเขา นำไปสู่ปฏิกริยาลูกโซ่สุดอันตราย ซึ่งปลดปล่อยความชั่วร้ายที่มาพร้อมกับผลที่ตามมาสุดสะพรึง

ต้องยอมรับกันตามตรงว่าโดยส่วนตัวนั้นยังไม่มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์ Pet Sematary เวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ แต่จากตัวอย่างที่ปล่อยออกมาให้เห็นกันนั้นก็พอจะทำให้ทราบแล้วว่าเรื่องราวมันต้องออกมาเขย่าขวัญสั่นประสาทมีสะดุ้งตกใจแน่นอน ในแง่อีกหนึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีที่จะได้ไม่มีภาพจำมาก่อน และพอได้ดูหนังจนจบแล้วก็พบว่ามันไม่ได้มีความหลอนระทึกเท่าที่คาดหวังไว้

แม้ว่าฉากตุ้งแช่ที่เห็นในหนังจะทำออกมาได้สะดุ้งสะเทือนกันพอสมควร แต่ก็ไม่ถือว่ามีความแปลกใหม่อะไรมากนัก บางฉากบางตอนเราก็จับทางเตรียมปิดตารอได้ แต่สิ่งที่ต้องขอยกนิ้วให้นั่นก็คือความโหดที่ทำออกมาแบบไม่มีเซ็นเซอร์ เลือดสาดเห็นแบบเต็มตา ขนลุกให้กับความดิบเถื่อนจริงๆ

โดยเฉพาะคนที่เป็นทาสแมวน่าจะเกิดความรู้สึกอะไรบางอย่างหลังจากดูหนังเรื่องนี้จบแน่นอน เรียกได้ว่าถึงจะร้ายแต่ก็รัก แต่เชื่อเถอะว่าแม้จะรักกันมากแค่ไหน แต่หากไม่มีชีวิตอยู่แล้วก็ควรจะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ การไม่ฝืนธรรมชาติคือดีที่สุด ซึ่งจะว่าไปแล้ว Pet Sematary ก็เป็นหนังที่แฝงไปด้วยข้อคิดคติเตือนใจเกี่ยวการปล่อยวางได้ดีมากๆ เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ล้วนแต่มีต้นตอมาจากความรักทั้งสิ้น

เมื่อมีรักก็ย่อมมีหวัง เมื่อผิดหวังก็กลายความเสียใจและขาดสติ จึงทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆ อย่างไม่อาจคาดเดาได้และควบคุมได้ยาก ฉะนั้นหากปล่อยวางได้จะดีที่สุด เห็นได้ชัดจากการกระทำของตัวละครตั้งแต่ลุงข้างบ้าน จนไปถึงตัวคุณพ่อในเรื่อง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นความสยองขวัญสั่นประสาทในครั้งนี้ ยิ่งตอนจบเป็นอะไรที่ค่อนข้างโดนใจมาก ไม่อยากจะนึกภาพเหตุการณ์ต่อไปเลยว่าเรื่องราวจะไปต่อยังไง คิดแล้วสยองแทนจริงๆ

Pet Sematary กลับมาจากป่าช้า 7/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com