รีวิวหนัง The Addams Family – ตระกูลนี้ผียังหลบ

หนัง The Addams Family หรือชื่อไทยว่า ตระกูลนี้ผียังหลบ เตรียมตัวเคาะนิ้วไปกับครอบครัวแอดดัมส์ พบกับ The Addams Family ตระกูลนี้ผียังหลบ อนิเมชั่นสุดฮาเกี่ยวกับครอบครัวประหลาดไม่เหมือนใคร พวกเขาให้คำจำกัดความของเพื่อนบ้านที่ดีที่แตกต่างออกไปจากที่ผ่านมา

The Addams Family

The Addams Family เป็นเรื่องราวของครอบครัวสุดประหลาดครอบครัวหนึ่ง ที่สร้างมาจากการ์ตูนคลาสสิคในอดีต มันได้ถูกทำออกมาหลายรอบมาก ทั้งเวอร์ฉันการ์ตูนทางทีวี หนังคนแสดง และล่าสุดฉบับหนังอนิเมชั่นที่นับว่าเป็นการกลับมาอีกครั้งที่เรียกเสียงหัวเราะได้ดีเลยทีเดียว

สำหรับใครหลายคนที่รู้จักและคุ้นเคยกับชื่อของตระกูลนี้มาก็คงจะรู้ดีว่ามันเป็นแบบไหน สไตล์ไหน การดำเนินเรื่องเป็นยังไง ซึ่งในหนังฉบับอนิเมชั่นนี้ยังคงหยิบยกกลิ่นอาย เสน่ห์ จุดเด่น เอกลักษณ์ที่คุ้นเคยออกมาได้ครบถ้วน ทั้งเหล่าตัวละคร ฉาก มุกตลกแบบโหดๆ ฮาๆ นั่นคือจุดขายของแฟรนไชส์นี้เลย

แต่ในหนังเรื่องนี้มีการเพิ่มเติมให้มีความเป็น coming-of-age ของตัวละครอย่าง Wednesday และ Pugsley เอาไว้ โดยเฉพาะตัวละครอย่าง Wednesday ที่เราคิดว่าเป็นตัวละครที่น่าสนใจและมีเสน่ห์มาก มันเป็นตัวละครที่เราชอบมากที่สุดในเรื่องเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การเพิ่มมิติเข้าไปให้ตัวละครนี้ยิ่งทำให้มันมีความกลมกล่อมมากขึ้น และที่สำคัญตัวละครนี้เด่นมาก เรียกว่าแบกหนังไว้เลยก็ได้ คือเปียน้องเป็นรูปเชือกผูกคอก็ฮาแล้วอะ 555

หนังมีการดำเนินเรื่องที่ไหลลื่น ดูง่าย เพลินเลย และสนุกเลยแหละ หนังเริ่มเล่าตั้งแต่ครอบครัวแต่งงานกัน จนหาถิ่นที่อยู่อาศัย มีการสอดแทรกมุกตลกมาอย่างลงตัวมากๆ กลมกล่อมสุดๆ

แถมเหล่านักแสดงที่มาให้เสียงพากย์ยังน่าชื่นชมมากๆ ทำหน้าที่ได้ดีทุกคนเลยจริงๆ ไล่ไปตั้งแต่ Oscar Isaac (Gomez Addams), Charlize Theron (Morticia Addams), Chloë Grace Moretz (Wednesday Addams), Finn Wolfhard (Pugsley Addams) และอื่นๆ ทุกคนทำหน้าที่ได้ดีมาก ยังกับเป็นตัวละครนั้นจริงๆ ทำให้นึกถึงกลิ่นอายของการ์ตูนเรื่องนี้แต่ก่อนเลยทีเดียว

สรุปแล้ว The Addams Family เป็นหนังอนิเมชั่นที่อาจจะไม่ได้มีความแปลกใหม่หรือล้ำอะไรมาก แต่มันสนุก เฮฮา บันเทิง หยิบเอาเสน่ห์ของครอบครัว Addams มาได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์มากๆ คนที่รู้จักครอบครัวนี้จะต้องชื่นชอบ สำหรับใครที่ไม่รู้จักนี่นับว่าเป็นหนังหนึ่งเรื่องที่จะพาคุณไปรู้จักครอบครัวนี้และคุณจะอยากรู้จักพวกเขามากขึ้นเลยทีเดียว

Cr.movie.thaiware.com

รีวิวหนัง The Closet – ตู้นรกไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด

หนัง The Closet เกิดอุบัติเหตุคร่าชีวิตภรรยาของ Sang-Won ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับลูกเปลี่ยนไป ทั้งคู่จึงย้ายบ้านใหม่ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ประหลาด โดยจุดเริ่มต้นมันมาจากตู้เสื้อผ้าในบ้านหลังนั้น

The Closet

The Closet – ตู้นรก ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพ่อลูกคู่หนึ่งที่ได้ย้ายมายังบ้านใหม่ แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ประหลาด ในที่สุดลูกของเขาก็หายไปอย่างไร้ร่องลอย จนทำให้เขารู้ว่าเหตุทั้งหมดมันมาจากตู้อาถรรพ์

สารภาพเลยว่าดูตัวอย่างครั้งแรกปุ๊บนึกในหัวเลยว่า “นี่มัน Poltergeist ฉบับเกาหลีใช่มั้ย?” เพราะหลายๆ อย่างมันเหมือนมาก นั่งมองหน้ากับพี่ว่าเห้ย ใช่ปะวะ 555 มันมีหลายอย่างชวนให้นึกถึงสุดๆ และหลังจากได้ดูแล้วก็ยังคงตั้งคำถามเดิม “ใช่ปะวะ 555”

หนังเปิดเรื่องสร้างประเด็นมาอย่างรวดเร็ว ผูกปมปัญหาครอบครัวให้คนสงสัยทันที (อย่างที่ได้เห็นกันในตัวอย่างนั่นแหละ) และหนังก็ไม่รอช้า รีบใส่ความเป็นหนังผี ความหลอน มาถี่ๆ เลย เรียกได้ว่าครีเอทความหลอน จังหวะหลอกอะไรได้ ใส่มาช่วงแรกเยอะเลย ซึ่งมันมีทั้งความแปลกใหม่ และจำเจ แต่มันก็ถือว่าทำงานกับคนดูได้ดีเลยทีเดียว มีฉากไวโอลินเราชอบมาก เสียงไวโอลินมันหลอนดี (ในตัวอย่างมี) แต่น่าเสียดายที่เรื่องนี้เราว่า “ผี” หลอก “น้อย” ไปจริงๆ ถ้าหลอกเยอะกว่านี้มันจะโอเคมาก บรรยากาศ หรือจังหวะการหลอกการดำเนินเรื่องมันได้เลย จริงๆ บางช่วงก็ทำให้เรานึกถึง

หนังเล่าเรื่องไม่น่าเบื่อดี ถึงแม้มันจะเป็นหนังสูตรของหนังผีทั่วไปก็ตาม เจอผี หาที่มาที่ไป ตามหมอผี อะไรทำนองนี้ เดาไม่ยาก แต่มันก็ยังเล่าได้สนุกอยู่ บทของหนังก็ยังมีหลายอย่างไม่เข้าใจ ไม่มีเหตุผลมารองรับที่มากพอ หลายฉากก็ยังสงสัยว่าทำไมกันนะ? หนังมีการพูดถึงประเด็นครอบครัวที่เข้าใจได้ แต่ก็ยังเบาบางไปอยู่ดี รวมถึงประเด็นตัวผีเองด้วย

ทางด้านนักแสดงคนอื่นๆ เราก็มองว่าอยู่ในระดับที่แสดงดีนะ เล่นดีแหละ แต่ที่เราประทับใจที่สุดคือบทลูกสาวของพระเอกในเรื่อง มีฉากนึงแบบ…น้อง! หลอนไป๊! น้องจะหลอนไปไหน!!!

สรุปแล้ว The Closet เป็นหนังผีที่โอเคเลยนะ ดูได้เพลินๆ เล่าสนุก มีความครีเอท เป็นหนังผีที่ไม่เน้นผีหลอก (คือมีฉากผีหลอกน้อยจริงๆ นะ) ไม่ได้เน้นการตุ้งแช่แต่อย่างใด มีบ้าง แต่ไม่เยอะ ยืนยันคำเดิมว่าดูแล้วนึกถึง Poltergeist จริงๆ นะ 555 อาจไม่เหมือนเป๊ะๆ แต่โดยโครงรวมแล้วเหมือนอยู่

Cr.movie.thaiware.com

รีวิวหนัง Child’s Play – คลั่งฝังหุ่น

หนัง Childs Play หรือชื่อไทยว่า คลั่งฝังหุ่น “Child’s Play” หนังสยองขวัญอันเป็นที่จดจำของแฟน ๆ ด้วยที่สุดแห่งความระทึก ซึ่งสำหรับในเวอร์ชันใหม่นี้จะถือเป็นการกำเนิดใหม่ของ “ชัคกี้” สู่ตุ๊กตาโหดขีดสุดที่จะไม่ใช่วิญญาณของฆาตกรมาสิงอยู่ในตุ๊กตาอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องราวของ “แคเรน” (ออเบรย์ พลาซา จากซีรีส์ Legion) แม่ที่ได้ซื้อตุ๊กตาไฮเทคเป็นของขวัญให้ “แอนดี้” (กาเบรียล เบตแมน จาก Lights Out) ผู้เป็นลูกชาย แต่แล้วความสยองเต็มขั้นกลับเริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าตุ๊กตาตัวนี้เหมือนจะเกิดความผิดพลาดขึ้นในระบบการทำงานจนทำให้มันคลั่งและออกมาไล่เชือดผู้คนให้ต้องตกเป็นเหยื่อมากมาย! การันตีความหลอนติดตาตรึงใจโดยทีมผู้อำนวยการสร้างจาก “It” หนังสยองที่ฮิตถล่มบ็อกซ์ออฟฟิศและกวาดรีวิวความผวาอย่างเป็นเอกฉันท์ รวมทั้งอีกหนึ่งความพิเศษในฉบับรีบูตใหม่นี้คือการได้ “มาร์ก แฮมิลล์” นักแสดงชื่อดังจากหนังชุด “Star Wars” มาให้เสียงพากย์สุดสะพรึงเป็นตุ๊กตาชัคกี้

Child’s Play

Child’s Play – คลั่งฝังหุ่น คือการกลับมาของ ชัคกี้ ตุ๊กตาสุดโหด ที่ในภาคนี้คือการรีบูท ไม่ได้ทำต่อจากภาคเก่าแต่อย่างใด (อาจจะเพราะมันเลอะเทอะมากไป 555) คราวนี้ชัคกี้เปลี่ยนจากตุ๊กตาที่มีวิญญาณของฆาตกรสิงสู่ เป็นความอันตรายของการเรียนรู้ที่ผิดพลาดของ AI

ต้องบอกว่าคาดหวังพอสมควรกับการกลับมาในครั้งนี้ ถึงแม้ 7 ภาคแรกมันจะกาวแค่ไหนก็ตาม แต่มันก็ยังคงสนุกและให้ความบันเทิงอยู่ดี ในภาคนี้เรียกได้ว่าไม่ได้แปลกใหม่ซะทีเดียว เพราะว่าเนื้อเรื่องในภาครีบูทนี้มีการหยิบเค้าโครงเรื่องเดิมต้นฉบับของชัคกี้ ที่ไม่ได้เอามาใช้ ที่ชื่อว่า Blood Buddy มาปรับปรุงใหม่ โดยเติมแต่งเข้าไปบางส่วน

ต้นฉบับใน Blood Buddy คือการทำสัญญาเลือดระหว่างตุ๊กตาและเด็กขี้แพ้ ที่เวลาเด็กโดนแกล้ง ตุ๊กตาตัวนี้ก็จะไปตามไล่ฆ่าอย่างโหดเหี้ยม และในเรื่องนี้ก็หยิบเอาความอันตรายของ AI มาใส่เสริมเพิ่มเติมเข้าไปอย่างลงตัว และโครงเรื่องโดยรวมมันดูโอเคมากเลยนะ

สิ่งที่ชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้คือการให้เสียงพากย์ชัคกี้ของ Mark Hamill ที่ทั้งน่ารัก? ตลก กวนตีน น่ากลัว อาจจะไม่เหมือนต้นฉบับอย่าง Brad Dourif แต่ก็ดีกันคนละแบบ คือชัคกี้ทั้งสองเวอร์ชั่นนี้ไม่เหมือนกันเลย เวอร์ชั่นนี้จะดูใจดีกวนตีนแบบใสๆ อธิบายไม่ถูก แต่ในเวอร์ชั่นเก่าจะน่ากลัวกว่า กวนตีนแบบจิตๆ และโหดกว่า ถ้าถามว่าชอบเวอร์ชั่นไหนมากกว่า ก็คงตอบเวอร์ชั่นเก่าๆ แหละ (โดยเฉพาะเสียงหัวเราะจิตมาก)

หนังดำเนินเรื่องแบบรวดเร็ว มีความตลกแต่ไม่ตลอด แต่มีความแซะภาคเก่าๆ ของตัวเอง และหนังเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย แล้วก็หลายๆ เหตุการณ์เกิดขึ้นอารมณ์แบบ “ก็จะให้เป็นแบบนี้อะ” หลายๆ อย่างให้อารมณ์แบบนั้นเยอะมาก แต่มันก็ฮานะ พยายามดิ้น แถให้เป็นอย่างที่อยากจะเป็นให้ได้อะ 555

แต่น่าเสียดายที่ตอนจบของหนังรีบมากถึงมากที่สุด อะไรๆ ลงล็อคและง่ายไปหมด แถมตัวชัคกี้ส่วนตัวคิดว่ายังแสดงความโหดออกมาได้ไม่มากเท่าไหร่

Cr.movie.thaiware.com