รีวิวหนัง Plus One – ดับเบิ้ลสยอง คนโคลนคน

หลังจากทะเลาะกับจิล(แอชลีย์ ฮินชอว์) แฟนสาว เดวิด(ไรส์ เวคฟิล์ด) ตัดสินใจที่จะตามไปง้อเธอที่งานปาร์ตี้แห่งหนึ่งพร้อมกับเพื่อนของเขา เท็ดดี้(โลแกน มิลเลอร์) ในระหว่างที่ทุกคนในงานกำลังมันส์สุดเหวี่ยงกับบรรยากาศโดยรอบ กลับเกิดเรื่องราวประหลาดขึ้น เมื่อมีชิ้นส่วนของดาวตกลงมาในพื้นที่ใกล้เคียง ทันใดนั้นไฟในงานก็ดับวูบลง ทุกอย่างมืดมิด และทุกคนอยู่ในความตื่นตระหนก!

Plus One

ดีนะที่มีหนังฟอร์มเล็กๆแบบนี้มาฉายโรงบ้านเราเรื่อยๆ ถึงมันจะไม่ใช่หนังแพงแต่ความน่าสนใจมันมากมายเลยแหละ มักจะมีความแปลกแหวกแนวมาให้ได้เพลิดเพลินเสมอๆ ใครที่ชอบหนังแบบ Magic Magic หรือ Rosewood Lane น่าจะสนุกกับหนังเรื่องนี้ไม่น้อย

กลุ่มวัยรุ่นในงานปาร์ตี้ที่เจอกับเหตุการณ์ประหลาดเมื่ออุกกาบาตตกลงมาพร้อมกับพลังงานลึกลับที่ไหลโยงไปตามสายไฟ ทำให้ไฟดับแล้วเมื่อไฟติดขึ้นมาทุกคนในงานปาร์ตี้จะมีอีกร่างดับเบิ้ลปรากฏขึ้นมีตัวตนเป็นคนเดียวกันซึ่งตัวละครทึกทักเอาว่าเกี่ยวเนื่องกับห้วงเวลา ทำให้นึกถึงเครื่องย้อนเวลาที่เฮอร์ไมโอนี่ใช้ใน Harry Potter and the Prisoner of Azkaban แต่นี่ไม่ใช่แค่เฮอร์ไมโอนี่คนเดียวแต่เป็นเด็กวัยรุ่นในงานปาร์ตี้ทั้งกลุ่มที่ป๊ะกันกับร่างดับเบิ้ลของตัวเอง!!

เมื่อทุกคนในงานปาร์ตี้รู้ความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นก็สติแตกรักตัวกลัวตายจนเกิดการเข่นฆ่าร่างดับเบิ้ลของตัวเอง บ้าคลั่งและทำร้ายตัวเอง’อีกคน’เพื่อเอาตัวรอดจากความหวาดกลัว ขณะที่พระเอกใช้โอกาสนี้ในการแก้ไขความผิดพลาดของตัวเองเพื่อคืนดีกับนางเอก และมีหญิงสาวอีกคนที่เลือกเข้าใกล้ทำความรู้จักร่างดับเบิ้ลของตัวเองและเมื่อปัญหาประหลาดหายวับไปก็พบว่าการเป็นมิตรกับร่างดับเบิ้ลนั้นไม่เกิดความเสียหายอะไร

แต่พวกที่ฆ่ากันกลับไม่รู้เลยว่าร่างกายที่เหลือรอดเป็นพวกเขาจริงๆหรือร่างดับเบิ้ลกันแน่พร้อมทั้งยังต้องแบกรับความทรงจำนองเลือดอันเลวร้ายเหล่านั้นไปจนวันตาย

จริงๆ แล้วหนังมันอ่อนตรรกะ ไร้คำอธิบายกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมากๆ นะ แต่มันก็ไม่จำเป็นเพราะประเด็นมันอยู่ที่ความกลัวความอำมหิตของมนุษย์ที่ถึงแม้จะอ้างอิงเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ให้น่าเชื่อมากขึ้นก็ไม่มีผลอะไร

มันสนุกร่วมอารมณ์ไปกับตัวละครได้ตรงที่เหตุการณ์มันกระทันหันจนชวนสติแตกไปพร้อมกันทั้งหนังทั้งคนดู ถึงจะงงๆกับตรรกะเส้นเวลาอยู่พอควรแต่มันก็ทดแทนด้วยการจี้ปมสัญชาตญาณดิบเถื่อนของมนุษย์ให้สั่นสะเทือนความรู้สึกได้อย่างตะลึงพรึงพรืดมากทีเดียว

แนะนำหนัง Sonic the Hedgehog หนังใหม่ หนังสนุก 2019

หนังดัดแปลงจากเกมวิดีโอยอดนิยมในยุค 90s บอกเล่าเรื่องราวของเจ้าเม่นสายฟ้า “โซนิค” (ให้เสียงโดย Ben Schwartz จากหนัง Parks and Recreation) ที่มีพลังความเร็วระดับซูเปอร์โซนิค เขาผูกมิตรกับเพื่อนมนุษย์ที่ชื่อทอม วาชาวสกี้ (James Marsden) และต้องออกผจญภัยร่วมกันเมื่อดร.โรบอตนิค ตัวร้ายของเรื่อง (Jim Carrey) พยายามไล่จับโซนิคเพื่อใช้พลังความเร็วของมันในการครอบครองโลก หลังเผยภาพลักษณ์ใหม่ที่แก้ร่างให้ถูกใจแฟน ๆ แล้ว ความน่าดูอีกอย่างคือ หวังว่า Jim Carrey จะได้ลืมตาอ้าปากหลังจากหายจากหนังฮิต ๆ ไปร่วม 15 ปี

Sonic the Hedgehog

นักแสดง: Jim Carrey, James Marsden, Neal McDonough, Ben Schwartz
ผู้กำกับ: Jeff Fowler
ระดับความน่าดู: 8/10 กะโหลก

หนัง Maze Runner 2 : สมรภูมิมอดไหม้

หนัง Maze Runner: The Scorch Trials หรือชื่อไทยว่า เมซ รันเนอร์ : สมรภูมิมอดไหม้ เริ่มปล่อยของมาเรียกน้ำย่อยกันแล้ว กับภาพโปสเตอร์แรกจากภาพยนตร์ภาคที่สองของเหล่าชาวทุ่ง Maze Runner: The Scorch Trials ที่สร้างขึ้นจากนิยายขายดีเล่มที่ 2 จากผลงานการเขียนหนังสือของ เจมส์ แดชเนอร์ กำกับการแสดงโดย เวส บอล และยังคงได้นักแสดงชุดเดิมมาสานต่อเรื่องราวการผจญภัยอันยิ่งใหญ่ Maze Runner โธมัส (ดีแลน โอ’เบรียน) และเพื่อนชาวทุ่งของเขายังคงต้องเผชิญกับความท้าทายอันยิ่งใหญ่ เช่น การตามหาเบาะแสแห่งความลึกลับและองค์กรที่มีอำนาจในนาม WCKD การผจญภัยครั้งนี้ได้พาพวกเขาไปที่ Scorch พื้นที่ว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยอุปสรรคที่คาดไม่ถึง พวกเขาต้องร่วมทีมกับนักต่อสู้ที่แข็งแกร่ง ชาวทุ่งได้เข้ายึดอำนาจอันยิ่งใหญ่ของ WCKD และได้พบกับแผนการที่ทำให้ทุกคนถึงกับช็อค

Maze Runner 2

ถือเป็นอีกเรื่องที่สานต่อจาก The Maze Runner ภาคแรกที่ฉายไปเมื่อปีที่แล้ว กระแสตอบรับค่อนข้างไปทางไม่ปลื้มซักเท่าไหร่ แต่จากรายได้ที่พอไปวัดไปวาได้ ทางค่ายเลยไฟเขียวสร้างภาคต่อทันทีเพราะหวังว่าการตีเหล็กในช่วงที่ยังร้อนๆน่าจะพอช่วยพยุงตัวหนังภาคต่อเอาไว้บ้าง ซึ่งส่วนตัวก็แอบหวั่นๆ เพราะค่ายนี้ทำแฮททริคหนังป่วยติดๆกันมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น F4 เวอร์ชั่นล่าสุด หรือแม้กระทั่ง Hitman รีบูท

จากภาพและโปสเตอร์ที่ปล่อยออกมา (โดยเฉพาะโปสเตอร์อันล่าสุดที่ใช้กันแพร่หลายทั่วไป) ถึงขั้นกุมขมับว่าทำไมฝ่าย AW เรื่องนี้ถึงได้ออกแบบโปสเตอร์หลักออกมาได้ห่วยคงเส้นคงวามาก จนทำให้ก่อนไปชมถึงกับทำใจให้ว่างทิ้งทุกอย่างไว้บ้านแล้วไปสนุกกับตัวหนังเลยทีเดียว ก่อนชมแอบไปส่องความยาวหนังมา ร่วมๆ 2 ชั่วโมงครึ่ง (หูยแม่เจ้า) ภาคแรกชั่วโมงกว่าๆเอง สงสัยภาคนี้ถ้าหนังบทไม่แน่นจริง คงเป็นอีก 1ความล้มเหลวของค่ายนี้แน่นอน

หลังจากที่ได้ชมตัวหนังทั้งเรื่อง ต้องขอบอกเลยว่า ตัวหน้ากล้าที่จะเปลี่ยนโทนหนังมาทางแนวนี้จริงๆเพราะเป็นแนวที่ตลาดกลาดเกลื่อนมากโดยเฉพาะหนังยุคหลังๆ แต่!มันเป็นความตลาดๆที่น่าติดตามตลอดทั่งเรื่อง ไม่ปฏิเสธเลยว่าฉากไล่ล่า หรือวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากพวกแคร้งนั้น ทำเอาหัวใจเต้นแรงๆทุกฉากไปเลย ตัวหนังเดินเครื่องแบบเต็มสูบมากตลอดทั้งเรื่อง เนื้อหาเน้นๆมาเต็มๆ ไม่น่าเบื่อ (ส่วนตัวคิดว่ามันNon-Stopระดับน้องๆ Mad max 2015 เลยทีเดียว)
ถึงแม้จะดูดีเพอร์เพคในความเป็นหนังตลาดๆที่แฟนๆคนไทยต้องชอบแน่ๆ แต่ไม่วาย การวางปมการเฉลยปมในเรื่องนั้น มันดูแห้งๆมากเลยทีเดียว ไม่เหมือนภาคแรกที่ทำได้ดีในส่วนนี้ ซึ่งการผูกปมของเนื้อเรื่องน่าจะเว้นระยะให้คนดูสงสัยและติดตามพร้อมเดาเนื้อเรื่องล่วงหน้าไปก่อนซักพักก่อนที่จะตบท้ายด้วยการเฉลยปมต่างๆให้หายข้องใจ กลับกลายเป็นว่าในภาคนี้ ผูกปมปุ๊ป แป๊ปๆก็เฉลยปั้บแบบให้มันผ่านๆไป สุดท้ายหนังตัดจบได้แบบว่า ลองนึกถึงฟิลคนดูที่พึ่งชม Hunger Games Catching Fire หรือ Hobbit Desolation of Smaug จบเลยทีเดียว อยากให้ภาค 3 ฉายต่อไว้ๆ

ด้าน 3D และ CG ภาคนี้ถือเป็นภาคแรกที่มีการฉายในระบบนี้ ต้องขอบอกเลยว่า คุ้มจริงๆ เพราะแค่ฉากแรก เกล็ดหิมะก็ลอยออกมากระแทกตากันแล้ว ส่วนเอฟเฟค 4DX ถ้าใครชอบการกระแทกๆของเก้าอี้อาจจะไม่พอใจเท่าไหร่เพราะมีพอประมาณไม่ได้เยอะแยะแบบเรื่องอื่นๆ ที่เรียกได้ว่าเขย่าซะตกเก้าอี้เลยทีเดียว

สรุปเรื่องนี้ถึงแม้จะไม่เพอร์เฟคสุดๆในแบบที่น่าจับตามอง แต่มันก็ตอบโจทย์หนังที่ให้ความบันเทิงได้ดีทีเดียว ซึ่งมีเปอร์เซนที่จะทำรายได้ชนะภาคแรกได้ไม่ยาก 8/10 สาววายไม่ต้องห่วง หนุ่มๆจากภาคแรกยังมีโมเม้นท์ให้สาววายจิ้นได้เสมอ