รีวิวหนัง Fantastic Beasts : The Crimes of Grindelwald

สิ้นสุดการรอคอยมานานกว่า 2 ปีกันแล้ว สำหรับภาพยนตร์ภาคต่อจากโลกเวทย์มนต์ Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald อาชญากรรมของกรินเดลวัลด์ เรื่องราวจากปลายปากกาของ เจ.เค. โรว์ลิง (J.K. Rowling) ที่ในภาคนี้ยังคงได้ เดวิด เยตส์ (David Yates) มาสานการผจญภัยครั้งใหม่ของ นิวท์ สคามันเดอร์ ซึ่งรับบทโดย เอ็ดดี เรดเมย์น (Eddie Redmayne) กับเหล่าสัตว์วิเศษ โดยในภาคนี้เน้นไปที่เรื่องราวของพ่อมดเลื่องชื่อ เกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์ รับบทโดย จอห์นนี เดปป์ (Johnny Depp) และการปกป้องชีวิตและการไขปริศนาที่มาของ ครีเดนซ์ รับบทโดย เอซรา มิลเลอร์ (Ezra Miller)

Fantastic Beasts

อย่างที่กล่าวมาข้างต้นว่าในภาคนี้นั้นมีเรื่องราวสำคัญๆ อยู่สองประการก็คือตามติดชีวิตของ เกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์ และตามหาครอบครัวของ ครีเดนซ์ ผู้เป็นออบสคูเรียล (คนที่มีพลังงานด้านมืดอยู่ในร่างกาย) ว่ากันตามตรงหากใครที่เป็นสาวกโลกเวทย์มนต์มาตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter จนมาสู่เรื่องราวภาคแยกของสัตว์วิเศษนั้นเป็นต้องตั้งตารอคอยชมโลกสมมตินี้อย่างแน่นอน และเชื่อว่ามันจะไม่ทำให้ผิดหวัง ถึงแม้ว่าหนังจะได้คำวิจารณ์จากเมืองนอกที่ได้ดูก่อนบ้านเราซึ่งไม่ค่อยสู้ดีนัก แต่เมื่อได้ไปสัมผัสเรื่องราวในต่างๆ กลับพบว่ามันไม่ได้แย่อย่างที่คิด

ด้วยความที่สร้างการเรื่องราวในภาคแยกนี้ล้วนแต่มีตัวละครที่เป็นผู้ใหญ่แทบทั้งสิ้น อีกทั้งอารมณ์ของหนังก็ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความสดใสเหมือน Harry Potter จึงทำให้ภาพรวมออกมาค่อนข้างดาร์กและหม่น ซึ่งจะว่าไปมันก็มีอารมณ์นี้มาตั้งแต่ภาคแรกแล้ว ในส่วนของการดำเนินกับความยาวของหนัง 2 ชั่วโมงกว่า หลายคนอาจจะคิดว่ามันนานเกินไปหรือเปล่า ขอบอกเลยว่าเมื่อได้ดื่มด่ำไปกับเรื่องราวเหล่านี้จะพบว่าเวลาแค่นี้ไม่ได้นานเลย

แม้ว่าการผจญภัยครั้งใหม่ของ นิวท์ สคามันเดอร์ จะทำให้เราได้ตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์นานาชนิดที่ทยอยอวดโฉมพร้อมความสามารถพิเศษดาหน้ามาให้เราได้เพลิดเพลิน โดยเฉพาะเจ้านิฟเฟลอร์ที่ออกมาขโมยซีนสุดๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังไม่ได้ทำให้เราจดจ่อกับประเด็นสำคัญจริงๆ เนื่องจากว่าทีมผู้สร้างมักจะใส่เรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ คอยดึงดูความสนใจของเราไปจากเนื้อเรื่องหลักเสมอ ซึ่งหากใครไม่ได้คิดมากกับเรื่องราวปลีกย่อยเหล่านี้ก็เชื่อว่าน่าจะไม่มีปัญหาอะไรนอกเสียจากว่าจะเก็บสะสมข้อมูลต่างๆ ไว้ในคลังเพื่อที่จะดูภาคต่อๆ ไปได้อย่างเต็มอรรถรส

ในส่วนอาชญากรรมของกรินเดลวัลด์ตามชื่อภาคนี้นั้นก็ไม่ได้มีความหวือหวาอย่างที่คิดมากนัก เพราะหนังบอกเพียงแค่การเริ่มต้นที่จะปฏิบัติภารกิจของตัวร้ายตัวนี้เท่านั้น ซึ่งวีรกรรมโหดๆ ที่เราคาดว่าจะได้เห็นแบบจัดหนักจัดเต็มนั้นก็ไม่ได้ตอบโจทย์ในส่วนนี้มากนัก เสมือนว่าเรื่องราวต่างๆ ในภาคนี้เป็นการปูเนื้อหาเพื่อที่จะเข้าสู่ภาคต่อเสียมากกว่า แต่ก็ยังดีที่เราได้เห็นอดีตของตัวละครหลักซึ่งมีความเกี่ยวโยงกันทำให้แฟนๆ ได้ฟินไปกับเหตุการณ์ในหลายๆ เรื่อง

อย่างไรก็ตาม ยังดีที่หนังมีความหักมุมทำให้คนดูอย่างได้ลุ้นกันหลายต่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแปรพักตร์เลือกข้างของคนที่เราคาดไม่ถึง รวมทั้งเรื่องครอบครัวและชาติกำเนิดของ ครีเดนซ์ ที่ถูกเฉลยในจบ บอกได้เลยว่าแทบอยากจะดูภาค 3 ต่อเสียเดี๋ยวนี้เลย เรียกได้ว่าแอบช็อกเบาๆ กันเลยทีเดียว

จากเรื่องราวทั้งหมดทั้งมวลนี้ที่ได้ชมกัน เชื่อว่านอกเหนือไปจากการได้เพลิดเพลินท่องไปในโลกเวทย์มนต์แล้ว สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่หนังเรื่องนี้สื่อให้เห็นอย่างชัดเจนมากที่สุดก็คือ ความเป็นครอบครัว ที่ตัวละครของจักรวาลนี้มักจะขาดสิ่งนี้เสมอ ใครที่ได้ดูเรื่องราวในเรื่องนี้น่าจะสามารถตกผลึกอะไรได้หลายๆ อย่าง และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตได้อย่างแน่นอน

Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald 8.5/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภายพนตร์

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com

รีวิวหนัง Europe Raiders พยัคฆ์สำอาง กระแทกยุโรป

หลังจากไปออกลีลาบู๊ผจญภัยปนตลกแบบเบาๆใน Monster Hunt 2 ไปเมื่อต้นปี ล่าสุดซูเปอร์สตาร์จากฮ่องกง เหลียงเฉาเหว่ย ก็มีผลงานออกมาติดให้แฟนๆ ได้ชมกันต่อใน Europe Raiders พยัคฆ์สำอาง กระแทกยุโรป ซึ่งเป็นภาคต่อจาก Seoul Raiders (2005) และ Tokyo Raiders (2000) ที่ในภาคนี้ไปปฏิบัติภารกิจไกลถึงอิตาลี ภายใต้การกำกับของ จิงเกิล หม่า เหมือนเดิม

Europe Raiders

Europe Raiders พยัคฆ์สำอาง กระแทกยุโรป ว่าด้วยเรื่องราวการปฏิบัติภารกิจสุดอันตราย และเสี่ยงตายกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา สายลับมือฉกาจอย่าง หลินกุ้ยเหยิน จึงต้องรวบรวมสมาชิกทีมสุดยอดฝีมืออย่างสายลับคู่ปรับ มิสหวาง แฮกเกอร์ฝีมือระดับโลก ร็อกกี และสาวนักสู้ผู้เต็มไปด้วยความลับ โซฟี เพื่อดำเนินภารกิจตามล่าค้นหา หัตถ์เทวะ เทคโนโลยีสอดแนมระดับพระกาฬ โดยทีมของเขามีเวลาเพียง 72 ชั่วโมงเท่านั้น ก่อนที่หัตถ์เทวะจะตกไปอยู่ในมือขององค์กรลึกลับที่หมายจะใช้มันเพื่อเปิดโปงผู้คนทั่วโลก

นับเป็นภาพยนตร์แอคชั่นภาคต่อที่มีอายุมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว สำหรับ Europe Raiders ด้วยเวลาเกือบ 20 ปี นับตั้งแต่มีภาคแรกจนได้มีภาคต่อๆ มา เชื่อว่าบางคนอาจจะเกิดไม่ทันด้วยซ้ำ แต่หนังอันเปรียบเสมือนภาษาสากลที่ไม่ว่าจะชนชาติใด หรืออยู่ในวัยใดก็สามารถเข้าใจและสนุกไปกับเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดออกมาได้ เช่นเดียวกันกับสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้

ด้วยความที่เป็นหน้าหนังเป็นแนวแอคชั่นบวกกับมีดรามาผสมการจารกรรมหน่อยๆ จึงค่อนข้างคาดหวังว่ามันน่าจะสนุกและสร้างความเพลิดเพลินได้ไม่น้อย (การันตีจากการสร้างมาหลายภาค) แต่เมื่อได้เข้าไปชมภาพยนตร์แล้วกลับพบว่า มันไม่ได้สนุกมากอย่างที่คิด อาจเป็นเพราะช่วงหลังๆ มานี้ได้ชมภาพยนตร์แนวนี้มาค่อนข้างบ่อย จึงอยากเห็นความแตกต่างไปจากเรื่องอื่นบ้าง ซึ่งก็ไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร

แต่ด้วยการออกแบบดีไซน์ฉากแอคชั่นและลีลาบู๊ที่ค่อนข้างดี ก็ถือว่าพอจะลดความน่าเบื่อลงไปบ้าง ประกอบกับการสร้างเรื่องราวที่ใช้เทคโนโลยีที่เวอร์วังอลังการ ถึงขนาดแฮ็กข้อมูลลับกันแบบง่ายๆ ระเบิดภูเขาเผากระท่อมกันด้วยปลายนิ้ว ลิปติกที่ทาแล้วดักฟังได้ (?) และไม่นับความไฮเทคอีกหลายต่อหลายอย่าง แถมยังมีการหักมุมปิดท้ายได้แบบสวยๆ ไปอีกซึ่งมันสามารถทำให้เราสนุกไปกับความเกินจริงเหล่านี้ได้ดีมากๆ

แถมงานนี้เรายังได้เห็นฝีไม้ลายมือของดาวบู๊สาวไทย จีจ้า ญานิน มาร่วมออกลีลาแอคชั่นด้วย หากมองในภาพรวมของภาพยนตร์ก็ถือว่าสร้างความบันเทิงได้เป็นอย่างดี เชื่อว่าแฟนๆ น่าจะสนุกไปกับการปฏิบัติภารกิจของตัวละครทั้งหลายได้ จะว่าไปก็สามารถเทียบชั้นกับ พยัคฆ์ร้าย 007 หรือ Mission Impossible ได้เลย (อย่าบอกเชียวว่าทั้งสองเรื่องนั้นสมเหตุสมผลไปเสียทุกอย่าง) หากจะเรียกว่าเป็นแนวสายลับฉบับเอเชียก็คงไม่ผิดนัก จะเชื่อหรือไม่ต้องไปพิสูจน์ด้วยตาด้วยเอง

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com

รีวิวหนัง Dark Crimes – วิปริตจิตฆาตกร

Dark Crimes หรือวิปริตจิตฆาตกร “ทาเด็ค” เป็นนักสืบที่รับหน้าที่สืบสวนคดีฆาตกรรมนักธุรกิจคนหนึ่ง แต่ที่เขาและคนอื่นๆ ต้องประหลาดใจมากก็คือ เรื่องราวมันเหมือนกับเรื่องในนิยายฆาตกรรมของนักเขียนคนหนึ่งที่ชื่อ “คอซโลว์” ขณะที่คดีนี้น่าจะเปิดและปิดได้ง่ายๆ เหมือนคดีทั่วๆ ไป ทาเด็คดูเหมือนจะสืบพบเรื่องในมุมมืดของคดีนี้ขึ้นมา นั่นเป็นเหมือนชนวนที่ทำให้ทาเด็คดำดิ่งสู่อีกโลกที่มืดบอด และทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล

วิปริตจิตฆาตกร

หนังสืบสวนสอบสวนที่จะพาผู้ชมลงไปแตะต้องความดำมืดของมนุษย์ นำแสดงโดย จิม แครี่ ซึ่งสลัดคราบนักแสดงตลกไปจนหมดสิ้น และท้าทายตัวเองด้วยการนำความรู้สึกซึมเศร้า เครียด กดดันออกมาโลดแล่นบนหนังสไตล์ยุโรปที่เต็มไปด้วยคำถามเชิงศีลธรรม และความหนักหนาของความเป็นมนุษย์ หนังไม่เหมาะกับความบันเทิงปกติ มีความกดดันสูง ใช้เสียงโทนต่ำขับเคลื่อนอารมณ์ ถ้าชื่นชอบความดำมืด คำถามเชิงศีลธรรมหนักๆ หนังเรื่องนี้เหมาะเป็นอย่างดีที่จะเข้าไปสำรวจจากแก่นของมัน เพราะสร้างมาจากเรื่องจริงรสประหลาดของความเป็นมนุษย์ที่สุดขั้ว

หนังว่าด้วยเรื่องการตายผู้ชายคนหนึ่งเมื่อ 1 ปีก่อน ถูกมัดไพร่หลังด้วยเงื่อนพิเศษ และโยนลงน้ำ ดิคเคทนักสืบมือสะอาดผู้คิดว่าเกร์เกอร์ ผบ.ตำรวจคนปัจจุบันมีส่วนรู้เห็น ทำการสืบสวนโดยพุ่งเป้าไปทางนั้น แต่การสอบสวนถูกระงับด้วยอำนาจด้านบน ดิคเคทต้องผจญกับความอยุติธรรมทั้งหลาย ทั้งเรื่องหน้าที่การงาน ทั้งเรื่องครอบครัว จนต้องถูกบังคับให้เกษียณ แต่เขาก็ไม่อาจหลุดพ้นจากมัน ด้วยความเจ็บปวดกดดันเหล่านั้น ก็นำดิคเคทไปสู่การสอบสวนลับๆ ในอีกหนึ่งปีต่อมา ไม่ว่าจะเป็นการตามตัวเกรเกอร์ตลอดเวลา หรือการฟังนิยายของผู้ต้องสงสัยจนท่องได้ขึ้นใจ เขาต้องเผชิญหน้ากับทั้งผู้ต้องหาที่เต็มไปด้วยความดำมืดที่เงียบสงบ และเกรเกอร์ผู้พยายามทำทุกอย่างให้การสืบสวนนี้พังลง การดิ้นรนของดิคเคทแสดงให้เห็นว่าดิคเคทหมกมุ่นจนไม่อาจถอนตัวออกจากมันได้ และไม่สามารถมองเห็นสิ่งอื่นๆ นอกจากคดีที่เขาสืบสวน ไม่…แม้กระทั่งแม่ หรือครอบครัวของเขา

หนังพาเราเข้าไปสำรวจโครงสร้างของมนุษย์นอกรีต ผ่านกระบวนการอันสุดโต่งทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับ เดอะ เคจ สถานเริงรมย์สำหรับคนซาดิสต์ที่เกียวข้องกับการตายของเหยื่อ ความโลภของเงิน ความยโสของความยุติธรรม ความมักมากในกามที่เต็มไปด้วยสิ่งที่ผิดเพี้ยน ความริษยา การโค่นล้มอำนาจ และการไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย หนังตั้งคำถามกับความจริงและความเป็นมนุษย์ได้อย่างมืดหม่น เพราะสุดท้ายแล้วความสุขของมนุษย์วางอยู่รอบๆ ตัวพวกเขาเอง แต่การแสวงหาอำนาจ แสวงหาความพึงใจทำให้เราทำลายทุกอย่างลง แสงอยู่ใกล้มากๆ แต่เราพึงพอใจที่จะมืดบอดในเงามือมากกว่า โดยที่มีมีนัยยะของไม้กางแขน และกรงขังอยู่เสมอว่ามันใกล้กันมากแค่ไหน

หนังไม่มีความโหด อาจดิบหม่น แต่ก็หลีกเลี่ยงความรุนแรงแบบจะจะ หนังเลือกใช้การเล่าที่นิ่งเงียบทรงเสน่ห์ การวางภาพที่เนี๊ยบมากๆ ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้อ่านหนังสือซักเล่ม หากสังเกตเราจะพบว่าตัวละครจะถูกแบ่งเฟรมจากซ้ายไปขวาเหมือนพลิกหน้ากระดาษ จนกระทั่งจุดพลิกผันกลางเรื่องที่ตัวละครจะค่อยๆ ถูกเล่าย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นของมัน นอกจากนี้หนังยังมีอาร์ตที่จัดว่าจัดจ้าน การใช้แสงเงาในระดับเพอร์เฟ็ค เรียกได้ว่าเป็นหนังที่มีโทนสีดำที่สวดหยาดเยิ้มและเย็นชาแบบสุดๆ โดยระหว่างการเล่าเรื่องที่เรียบง่ายและดำมืด ก็จะใช้เสียงโทนต่ำในการขับเคลื่อนอารมณ์ แทบจะไม่ตกแต่งเสียงเลยด้วยซ้ำ

จิม แครี่แสดงได้ทรงพลัง ความเครียด ความกดดัน ความหมกมุ่น ถูกขับผ่านมาทางนักแสดงได้เป็นอย่างดี ส่วนตัวร้ายอื่นๆ ไม่ค่อยโดดเด่นมากนัก แต่จิม แครี่แบกเรื่องได้ และทำให้เราสนุกกับสิ่งที่เขาต้องเผชิญผ่านความดำมืดของมนุษย์ที่ประดังเข้ามาท้าทายความรู้สึกของเขาจนแตกพัง

แม้ว่าโครงสร้างเรื่องจะเก่า แต่การเล่าที่เนี๊ยบและเพอร์เฟ็ค ผ่านองค์ประกอบที่คิดมาเป็นอย่างดีและปราณีต ทำให้หนังโดดเด่นในเชิงกำกับ ภาพ อาร์ต และการตัดต่อที่น่าสนใจ เหมาะกับการศึกษา หรือพยายามขบคิดเรื่องศีลธรรมที่สุดขั้ว เป็นหนังสืบสวนดีๆ อีกเรื่องที่ใกล้ชิดกับความดำมืดของมนุษย์มากๆเลยทีเดียว

ขอบคุณเนื้อหา thaiware.com