รีวิวหนัง Monster Hunter – มอนสเตอร์ ฮันเตอร์ หนังต่อสู้แอคชั่น

หนัง Monster Hunter หรือชื่อไทยว่า มอนสเตอร์ ฮันเตอร์ สร้างจากเกมชื่อดังกับเรื่องราวของผู้หมวด Artemis และหน่วยของเธอทหารของ UN ผู้ที่ถูกส่งไปอีกมิตินึงที่เต็มไปด้วยเหล่าสัตว์ประหลาด เธอได้พบกับ Hunter จึงได้รวมทีมกันปราบเหล่าสัตว์ประหลาดและปิดประตูมิติ เพื่อหยุดยั้งไม่ให้มันผ่านประตูมิติเข้าไปโจมตีโลกมนุษย์ได้

Monster Hunter

ต่อให้คนเล่นเกมส์จะด่าแค่ไหน แต่หนังมันประสบความสำเร็จ สามารถทำเงินให้ค่ายหนังได้ ไม่วายก็ต้องได้สร้างต่อ นี่คือนิยามของหนังตระกูล Resident Evil ที่เป็นผลงานของ พอล ดับบลิว.เอส. แอนเดอร์สัน ที่ได้ปิดตำนานผีชีวะไปแล้วเมื่อไม่กี่ปีก่อน มาครั้งนี้เขาได้หยิบเกมส์สุดมันส์อีกชิ้น มาดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์คนแสดง นั่นก็คือ Monster hunter

ต้องบอกกันตามตรงเลยว่า สำหรับหนังเรื่องนี้ถ้าคุณเป็นแฟนเกมส์ ก็คงมีฟีคแบคไม่ต่างจากผีชีวะซักเท่าไหร่ เพราะผู้กำกับเองนั้น ได้ออกมาบอกกล่าวตั้งแต่ต้นแล้วว่า ในหนังของเขานั้นจะหยิบเอาเฉพาะ คาแรคเตอร์ตัวละครต่างๆ รวมไปถึงเหล่ามอนสเตอร์ มาใช้เท่านั้น แต่พล็อตเรื่องต่างๆของหนัง จะเป็นการครีเอทใหม่แทบจะทั้งหมดเลย ดังนั้นก่อนไปชมหนังเรื่องนี้ต้องเข้าใจในข้อนี้ด้วย เพราะเค้าแจ้งไว้ตั้งแต่ต้นแล้วนั่นเองว่าไม่ได้ทำตามเนื้อเรื่องในเกมส์แต่อย่างใด

เรื่องราวในหนังนั้นจะว่าด้วย หน่วยรบพิเศษ ได้ถูกพายุปริศนา พัดพาไปยังอีกโลกนึง ที่ซึ่งมีมอนสเตอร์ไซส์ยักษ์ต่างๆ จ้องจะกิน และทำร้ายพวกเขา ซึ่งจะต้องพยายามหาทางเอาตัวรอด และหาทางกลับมายังโลกปกติให้ได้ ในระหว่างทางนั้นก็ได้เจอกับมนุษย์ที่เป็นนักล่าเหล่ามอนสเตอร์ และได้รวมทีมเพื่อที่จะได้หาทางกลับบ้านให้จงได้

พล็อตหนังของผู้กำกับคนนี้ จะว่าไปก็ไม่ได้มีอะไรที่แปลกใหม่ หรือเซอไพร์สซักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ก็สามารถเดาพล็อตหนังจากตัวอย่างหนังที่ตัดออกมาได้แล้ว เพียงแต่ว่าส่วนตัวผมเองนั้นค่อนข้างที่จะชอบสไตล์งานกำกับของผู้กำกับคนนี้ (และไม่ได้เป็นแฟนเกมส์ Monster Hunter ด้วย) ความที่หนังจะเหมือนหรือไม่เหมือนเกมส์นั้น ไม่มีผลสำหรับผมเลย โดยรวมนั้นตัวหนังเองใส่ฉากแอคชั่นมาให้คนได้ลุ้นกันเป็นช่วงๆ แอคชั่นก็มันส์ใช้ได้ ถ้าคุณชอบหนังสไตล์ผีชีวะ คุณก็จะชอบเรื่องนี้ได้ไม่ยาก

สรุปแล้ว ถ้าคุณหวังว่าจะมาดูหนังที่มีสัตว์ประหลาดตัวใหญ่ๆ ออกมาอาละวาด อยากเห็นตัวละครวิ่งเอาชีวิตรอดจากสัตว์ร้าย และแอคชั่นเวอร์ๆมันส์ๆ เรื่องนี้สามารถให้ความบันเทิงแก่คุณได้ครบถ้วนแน่ๆ 7.5/10

ปล.รีวิวนี้ผมได้ดูหนังจากรอบพิเศษ ที่ทางค่ายหนังเมื่อไทยจัดฉายไปเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ที่ผ่านมา

หนัง Wonder Woman 1984 – วันเดอร์ วูแมน 1984 หนังต่อสู้แอคชั่น

หนัง Wonder Woman 1984 หรือชื่อไทยว่า วันเดอร์ วูแมน 1984 ผ่านช่วงเวลาหลายปีจากเหตุการณ์ในภาคแรกมาสู่ช่วงยุคสงครามเย็น ในครั้งนี้ Diana จะได้เผชิญกับภัยคุกคามครั้งใหม่ Cheetah และต้องรับมือกับ Maxwell Lord แถมยังมีเหตุการณ์สุดช็อคกับการกลับมามีชีวิตอีกครั้งของ Steve Trevor

Wonder Woman 1984
ก่อนดูได้ยินแว่วๆว่ากระแสดี หนังดี ‘ตัวร้ายดี’… ตัวร้ายดี? คืออะไร? จะไม่สปอยล์ละกันแต่ปล่อยให้สงสัยและไปดูกันเองว่าตัวร้ายดีคืออะไร แต่ “ดี!!!” ดีจัด กลมกล่อม มีมิติสไตล์ DC จริงๆ หนังโทนจะไม่ดาร์กระดับโจ๊กเกอร์ ยังคงเอ็นจอยกว่า มันส์ บู๊ ระห่ำ แอคชั่นอย่างเท่ห์ เปิดตัวแม่ไดอาน่า (Gal Gadot) ได้อย่างเท่ ไม่ว่าจะเป็นวิธีเปิดตัวตอนแรก หรือเปิดตัวตอนใส่ชุดจะสู้ หรือเปิดตัวตอนใดๆก็ตาม ชอบความ “เปิดตัวแม่อย่างเท่” ตลอดเวลา นึกถึงเพลงธีมของหนังที่จะมีเสียงกีต้าร์ไฟฟ้าร็อคๆหน่อย มาตอนไหนเท่ตอนนั้นเลยอ่ะ ปัง! ปังมาก! ปังสุดๆ!!! คิวบู๊อย่างเท่จัด มุกต่อสู้ครีเอทีฟสุดๆ ส่วนคุณพระเอกคริส ไพน์ในบทสตีฟก็หล่อแม้จะเฮียแกจะเริ่มแก่ขึ้นบ้างแล้วก็ทำให้ดูมาดเท่มีเสน่ห์สไตล์หนุ่มใหญ่ขึ้น (ส่วนตัวรู้สึกเหมือนดูวูล์ฟเวอรีนที่ในบทเป็นอมตะแต่เฮียแจ็คจะดูแก่ขึ้นไปทุกภาคๆ) แต่คุณกัล กาโด(ออกเสียงถูกไหมหว่า)นางพระเอกของเราสวยแกร่งราวสต๊าฟไว้อย่างเดิมเลยฮ้าฟ น่ารักน่าเอาใจช่วยสุดๆ (เขินแม่ตลอดเวลาเลย อิอิ…)

ส่วนบทหนังก็ดีเลย ประเด็นที่เล่าก็อินกำลังดี แม้จะดูซุปเปอร์ฮีโร่ประมาณนึงเลยแต่ก็โอเคฮะ มีฉากรักหวานซึ้ง ฉากสุขก็มี ฉากเศร้าก็มี ฟีลคล้ายๆภาคก่อน ส่วนงานสร้าง ซีจีอะไรก็ทำได้อลังการดี ในเรื่องย้อนยุคไปเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว ก็ทำออกมาได้ดีเลย ทั้งฉาก เครื่องแต่งตัว พร๊อพต่างๆใดๆก็ดูดีดูเก๋ไปหมด

จะมีติดหน่อยๆ เป็นส่วนตอนจบ ใครอยากรู้ก็กดดูเนื้อหาส่วนนี้เอาละกัน ไม่ถึงกับสปอยล์แต่ก็ไม่อยากรบกวน….

ดูจนจบจะมี End Credit อยู่หนึ่งทีหลังจบชื่อนักแสดง ไม่มี End Credit ตอนหลังจบเครดิตสุดท้ายไม่ต้องรอจนจอดับนะ จบend scene แรกก็ลุกออกได้เลย ออกมาก็ยังอินรู้สึกวู้ว้าใจเต้นรัวอยู่ อันนี้ดูจอธรรมดา แต่คิดว่าถ้าได้ดู IMAX ก็น่าจะฟินหนัก คุ้มชัวร์ เพราะแค่จอนี้รู้สึกว่าเอ็นฯประมาณนึงแล้ว ถ้าจอยักษ์น่าจะฟินกว่านี้ในหลายๆฉาก

รีวิวหนัง Invasion – มหาวิบัติเอเลี่ยนล้างโลก หนังต่อสู้แอคชั่น

หนัง Invasion หรือชื่อไทยว่า มหาวิบัติเอเลี่ยนล้างโลก สามปีหลังจากที่โลกมนุษย์ถูกโจมตีจากนอกโลกเป็นครั้งแรก แม้เหล่ามวลมนุษยชาติจะสามารถเอาชนะศึกในครั้งนั้น และค่อยๆ กลับมาดำเนินชีวิตตามปกติ แต่ทว่าความสงบสุขกำลังจะหายไป เมื่อเหล่าเอเลี่ยนยกทัพมาบุกเพื่อทำลายล้างเผ่าพันธุ์อีกครั้ง และที่ใดมีน้ำไหลผ่าน ที่นั่นจะไม่ปลอดภัยอีกต่อไป!

Invasion

Invasion – มหาวิบัติเอเลี่ยน บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเอเลี่ยนที่ได้เดินทางกลับมายังโลกเพื่อกลับมาหาหญิงสาวที่เขาหลงรัก แต่มันขัดต่อยานแม่ที่หมายจะฆ่าเธอทิ้งซะ ทำให้เขาต้องร่วมมือกับมนุษย์โลกต่อกรกับภัยพิบัติในครั้งนี้

พอตอนหนังเริ่มฉาก เราเริ่มรู้สึกเอะใจแล้วว่าทำไมช่วงแรกมันนานจัง มีฉากนู่นนี่นั่นบอกเล่าถึงเหตุการณ์ต่างๆ ราวกับว่ามันเคยมีหนังมาก่อนหน้านี้แล้ว และมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ Invasion คือ “หนังภาคต่อ” ภาคต่อจากหนังที่ชื่อว่า Attraction (2017) ซึ่งจริงๆ ในเรื่องนี้ตอนจบมันใช้ชื่อว่า Attraction 2 เสียด้วยสิ

ใช่ครับ ผมเข้าไปดูหนังเรื่องนี้โดยที่ไม่รู้เลยว่ามันคือหนังภาคต่อ ทั้งตัวอย่างและเรื่องย่อไม่ได้เอะใจสักนิดเลยว่ามันคือภาคต่อ และการที่หนังบอกเล่าตอนแรกมานั้นก็ไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใจอะไรมากพอที่จะรับรู้ความสำคัญหลักของเรื่องราวในภาคนี้ได้เลย

ด้วยความที่เป็นภาคต่อ หลายๆ อย่างในภาคนี้เลยกลายเป็นจุดชวนสงสัยไปเสียหมด ทำไมคนนั้นสำคัญ ไอ้นี่ใคร ไอ้นั่นใคร ไอ้นั่นอะไร มีทำไม แล้วยังไง มันก็เกิดคำถามหลายเรื่องแบบสุดๆ อาจจะเพราะด้วยความที่เป็นภาคต่อ เราจึงงงกับความสัมพันธ์ของเหล่าตัวเอกเสียเหลือเกิน และไม่เพียงแต่งงเท่านั้น เรายังไม่เชื่อว่าทั้งคู่รักกันเลย มันดูแบบไม่ใช่อะ

อะไม่เป็นไร เรามาโฟกัสเรื่องราวองหนังว่ามันจะสนุกมากพอมั้ยกันดีกว่า

หนังมีคำโปรยที่น่าสนใจมากๆ กับคำกล่าวที่ว่า

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า ‘น้ำ’ ที่คิดเป็นสัดส่วน 80 เปอร์เซ็นต์ของโลกมนุษย์ ถูกเอเลี่ยนใช้เป็นอาวุธ! ความสงบสุขกำลังจะหายไป เมื่อเหล่าเอเลี่ยนยกทัพมาบุกเพื่อทำลายล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ และที่ใดมีน้ำไหลผ่าน ที่นั่นจะไม่ปลอดภัยอีกต่อไป!

เอาเข้าจริงๆ ความวิบัติก็คือ “น้ำ” นั่นแหละ แต่ภาพที่เราเห็นที่เราคิดมันไม่ใช่แบบนี้อะ นึกว่าแบบน้ำจะฆ่าคน เอเลี่ยนโผล่มาจากน้ำ หรือใช้น้ำเป็นพลังในการยึดครองโลก แต่นี่แค่แบบสร้างโดมแล้วทำให้น้ำท่วมอะนะ แค่นั้นอะนะ!?

รวมถึงในต้นเรื่องหนังมีการทดลองของนางเอกให้เห็นเหมือนมีพลังบางอย่าง รวมถึงไอ้หุ่นสุดเท่ทรงพลังนั่น แต่ทั้งเรื่องก็ใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นน้อยเหลือเกิน รวมถึงความวิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในหนังก็ “อิหยังวะ” การตัดสินใจของตัวละครต่างๆ ก็แบบอะไรวะ, เอเลี่ยนมีการแฮคเข้าระบบดิจิทัลปลุกปั่นคนผ่านข่าว ผ่านมือถือต่างๆ เพื่อให้กำจัดนางเอก แต่ก็เท่านั้นอะ ในหัวนี่วาดภาพว่านางเอกจะโดนชาวเมืองไล่ล่าไล่ฆ่าหนีหัวซุกหัวซุน แต่นี่เปล่าเลย ปล่อยข่าวให้กำจัดนางเอกแล้วไงต่ออะ?, อีกจุดนึงที่ปูมาซึ้งๆ ทำไมไม่ก็ไม่รู้ กับการเสียสละของพ่อนางเอกที่ปูมาแบบมืงตายแน่ๆ แต่สุดท้ายก็รอด! ทำแบบนั้นเพื่ออะไร!!!

สรุปแล้ว นอกเหนือจากเอฟเฟคที่อลังกาลงานสร้างแล้ว เราก็ไม่เอ็นจอยกับอะไรในหนังเลยแม้แต่นิดเดียว ถ้าใครหวังจะเห็นเอเลี่ยนประหลาดบุกทำลายล้างโลก บอกเลยว่าไม่มีสักตัว! อ๋อมีตัวนึง…พระเอก