รีวิวหนัง Charlie’s Angels – นางฟ้าชาลี

หนัง Charlies Angels หรือชื่อไทยว่า นางฟ้าชาร์ลี Charlies’s Angels หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ นางฟ้าชาร์ลี เฟรนไชส์นักสู้สาวยอดฮิตในอดีตของค่าย Sony Pictures โดยได้ Kristen Stewart จาก แวมไพร์ Twilight, Naomi Scott จาก Power Rangers, และ Ella Balinska จาก Casualty จะมารับบทเป็น 3 สาวนักแสดงหลักในเวอร์ชั่นใหม่นี้ อีกทั้งหนังยังได้ Patrick Stewart และ Elizabeth Banks มาร่วมแสดงสมทบอีกด้วย

Charlie's Angels - นางฟ้าชาลี

สิ่งแรกที่ทำให้ไปดูเลยทั้งๆที่ไม่เคยดูชาลี แองเจิลสักภาคมาก่อนก็คือ Kristen Stewart สาวเท่แววตาเย็นชาที่เด็กเดินตั๋วชื่นชอบมานาน เคยดูเรื่องที่คริสเตียนเล่นแอคชั่นมันส์ๆสายลับบู๊ๆ เท่ห์ๆ มาก่อนก็คือเรื่อง American Ultra (ซึ่งสนุกมาก เล่นกับเจซซี่ ไฮเซนเบิร์ก เรื่องนี้ดีจริงๆ แนะนำให้ดูเลย) สำหรับเรื่องนี้แน่นอนว่าคริสเตียนสวยบู๊ยืนหนึ่งอยู่แล้ว พอดูๆ ไปก็เริ่มปันใจให้น้อง Ella ผิวสีน้ำผึ้งก็สวยดีเหมือนกันแฮะ

ส่วนตัวหนังนั้นค่อนข้างเรื่อยๆ ไม่ค่อยหวือหวามากเท่าไหร่ ดูเรื่อยๆเพลินๆดี มาทรงKingsman แต่แพ้อ่ะ…​Kingsmanสนุกกว่าประมาณนึงเลย ส่วนทางหนังสายลับหญิงบู๊แอคชั่นก็ยังแพ้ทางให้กับ ANNA ของพี่ลุค เบซงที่ทั้งเข้มข้น บู๊ระห่ำมันเดือดและดราม่าจัดจ้านกว่าเยอะมาก(เกือบเท่าจอห์นวิค) ชาร์ลีแองเจิลก็เลยอยู่กลางๆ ในระดับบังเทิงดี ถ้าไม่เปรียบเทียบกับเรื่องใดๆก็สนุกสนานดีอยู่ ไม่ได้ใหม่อะไรมาก

สรุปผลวิจารณ์หนัง
บทหนัง
7
การดำเนินเรื่อง
7.5
ดนตรีประกอบ
8
ฝีมือนักแสดง
8
กราฟฟิก
8
คะแนนเฉลี่ย
7.7

ถือเป็นอาถรรพ์ของค่าย Sony Picture หรือยังไงก็ไม่ทราบ ที่พยายามจะหยิบหนังเก่าคลาสสิคของค่ายตัวเองมารีเมคหรือทำภาคต่อในปีหลังๆ มานี้ แทบจะล้มเหลวไม่เป็นท่า นับตั้งแต่ Ghostbuster/Men In Black จนมาถึงเรื่องนี้

เรื่องราวในนางฟ้าชาร์ลีเวอร์ชั่นนี้ ก็ไม่ได้มีอะไรมากเลย เริ่มต้นด้วย เอเลน่า (Naomi Scott) นักวิทยาศาสตร์หัวกะทิได้ทำการคิดค้นเครื่องสร้างพลังงานไฟฟ้ารูปแบบใหม่ขึ้นมา แต่เกิดเหตุผิดพลาดผลงานของเธอยังไม่สมบูรณ์ดี มันสามารถใช้เป็นอาวุธทำลายล้างได้ แต่บอสใหญ่บริษัทของเธอไม่อยากจะให้เธอเผยแพร่หรือหยุดยั้งการผลิตแต่อย่างใดเธอจึงได้ติดต่อองค์กรณ์ลับบางอย่าง ซึ่งต่อมาเธอก็ได้รับความคุ้มครองจากเหล่านางฟ้าชาร์ลีนั้นเอง

ถึงแม้ว่าเนื้อเรื่องจะค่อนข้างธรรมดาไปซักหน่อยแต่ก็ยังพอมีจุดหักแห หรือหักมุมอยู่บ้างซึ่งทำให้เวอร์ชั่นนี้ดูดีขึ้นมาอีกนิด แต่ที่ต้องบ่นเลยก็คือ เคมีระหว่าง 3 นักแสดงนำ รวมไปถึงการกำกับของผู้กำกับเอง ที่พยายามจะเน้นความเป็นเพื่อนหญิงพลังหญิง และดรอปความสามารถของตัวละครเพศช่าย มันดูเหมือนจะจงใจเกินไปหน่อย เลยทำให้ดูไปแอบๆขัดใจอยู่บ้างแต่โดยรวมๆก็บันเทิงเกินคาดดี สิ่งที่ดีที่สุดของเวอร์ชั่นนี้น่าจะเพลงประกอบหนังซึ่งขนมาเยอะมากและเพราะมากทุกเพลง ส่วนตัวผมเองคิดว่าหนังน่าะจเละเทะกว่านี้ด้วยซ้ำไป ทำให้ก่อนเข้าชมผมเองก็ไม่ได้คาดหวัง หรือเรียกได้ว่าเลิกคาดหวังกับหนังไปแล้ว ผลสุดท้ายเลยออกมาเพลินๆสนุกๆฆ่าเวลาได้ 7/10

Cr.movie.thaiware.com

รีวิวหนัง Adrift รักเธอฝ่าเฮอร์ริเคน

เชื่อว่าใครที่เป็นหนังของนักแสดงสาวมากความสามารถ ไชลีน วูดลีย์ จะต้องไม่พลาดผลงานเรื่องล่าสุดอย่าง Adrift รักเธอฝ่าเฮอร์ริเคน ของเธอแน่นอน หลังจากที่หายหน้าหายตาไปกว่า 2 ปี ในที่สุดแฟนๆ ก็ได้ชื่นชมผลงานของเธอเสียที แม้ว่างานนี้จะไม่ได้มาในแนวแอคชั่นอย่าง Divergent (2014) หรือระทึกขวัญอย่าง Snowden (2016) และ White Bird in a Blizzard (2014) แต่เชื่อว่าน่าจะออกมาประทับใจไม่แพ้กัน

Adrift

Adrift รักเธอฝ่าเฮอร์ริเคน ว่าด้วยเรื่องราวที่สร้างมาจากเรื่องจริงสุดประทับใจของสองหัวใจอิสระที่พบกันโดยบังเอิญจนเกิดเป็นความรัก นำไปสู่การผจญภัยสุดยิ่งใหญ่ในชีวิตสองนักเดินเรือที่พร้อมจะออกเดินทางข้ามมหาสมุทร แทมี โอลด์แฮม และ ริชาร์ด ชาร์ป ไม่รู้มาก่อนเลยว่าพวกเขากำลังล่องเรือเข้าสู่หนึ่งในพายุเฮอริแคนที่รุนแรงที่สุดลูกหนึ่งในประวัติศาสตร์ หลังจากพายุพัดผ่าน แทมีตื่นขึ้นมาพบว่าริชาร์ดบาดเจ็บสาหัสและเรือของพวกเขาเหลือแต่ซาก เมื่อไม่สามารถหวังให้ใครมาช่วยได้ แทมีต้องหาทางรวบรวมสติและความแข็งแกร่งเพื่อช่วยชีวิตชายคนเดียวที่เธอรัก

แม้ว่าตัวอย่างหนังรวมไปถึงข้อมูลคร่าวๆ จะไม่ได้ทำออกมาให้น่าสนใจมากนัก เมื่อได้ไปดูหนังจริงๆ ก็พบว่าเซอร์ไพรส์พอสมควร เริ่มตั้งแต่งานสร้างที่มีความสมจริงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะฉากที่อยู่ในทะเลนั้นทำออกมาได้ดีแทบไม่มีที่ติ ฉากพายุก็น่ากลัวเหมือนของจริงรวมไปถึงบรรยากาศในเกาะที่เต็มไปด้วยธรรมชาติที่มีความแปลกตาเห็นแล้วก็อยากตามรอยเที่ยวเลยทีเดียว

ด้วยความที่หนังสร้างมาจากเรื่องจริงของคู่รักนักเดินเรือหากเล่าเรื่องตามไทม์ไลน์ก็ออกจะน่าเบื่อไม่น้อย ยังดีที่หนังใช้วิธีการเล่าตัดสลับไปมาระหว่างเหตุการณ์ก่อนเกิดพายุและหลังเกิดพายุที่ตัวเอกต้องดิ้นรนเอาชีวิตให้รอดจากสถานการณ์คับขัน หนังได้ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตรักของพระนางออกมาได้เรียบง่าย ไม่มีอะไรหวือหวา อาจจะน่าเบื่อไปบ้าง แต่พอมาถึงจุดไคล์แม็กซ์ของเรื่องที่ถือว่าพีคพอสมควร ซึ่งมันแสดงให้เห็นถึงความโดดเดียวที่ตัวละครต้องเผชิญจนอดเศร้าไม่ได้

อีกทั้งการแสดงของ ไชลีน วูดลีย์ นั้นก็สามารถดึงอารมณ์คนดูได้อยู่หมัด เธอกลายร่างเป็นสาวสวยผู้รักการเดินทางและเข้มแข็งได้อย่างไม่น่าเชื่อ เรียกได้ว่าในเรื่องนี้เธอปล่อยของออกมาอย่างเต็มที่ ไม่มีหมกเม็ด ซึ่งก็ทำเอา แซม คลาฟลิน กลายเป็นตัวประกอบไปเลย แต่ก็เป็นตัวประกอบที่มีคุณภาพเพราะสามารถถ่ายทอดความเป็นคนรัก นักผจญภัย และที่เติมพลังใจได้ดีกว่าที่คิด

เอาเป็นว่าหากใครอยากหาหนังรักไว้ดูกับแฟน เชื่อว่า Adrift รักเธอฝ่าเฮอร์ริเคน ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน แม้หนังอาจจะมีความดรามาผสมกับการเอาชีวิตแต่ก็สอนใจได้ดีไม่น้อย ซึ่งการใช้ชีวิตก็เหมือนการลอยเรืออยู่ในทะเล บางครั้งเราอาจจะเจอปัญหาเหมือนพายุเฮอร์ริเคนถาโถมเข้ามาจนทำให้ต้องสูญเสียอะไรบางอย่าง แต่เมื่อคลื่นลมสงบเราก็ได้เห็นท้องฟ้าที่สดใสอีกครั้ง ยังมีความหวังและสู้ต่อไป

Adrift รักเธอฝ่าเฮอร์ริเคน 7/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com

รีวิวหนัง Ford v. Ferrari – ใหญ่ชนยักษ์ ซิ่งทะลุไมล์ 1

หนัง Ford v Ferrari หรือชื่อไทยว่า ใหญ่ชนยักษ์ ซิ่งทะลุไมล์ จากเรื่องจริงสุดเหลือเชื่อ! สู่ภาพยนตร์แอคชั่น-ชีวประวัติ “Ford v Ferrari” เรื่องจริงของการแข่งขันเพื่อชิงความเป็นที่หนึ่งของสองยักษ์ใหญ่แห่งวงการรถยนต์อย่าง ฟอร์ด (Ford) และเฟอร์รารี่ (Ferrari) ในการแข่งขันรถซิ่งระดับโลก เลอม็องส์ (Le Mans) เมื่อปี 1966 “Ford v Ferrari” กำกับฯโดย เจมส์ แมนโกลด์ ที่นอกจากนี้ยังได้ร่วมเขียนบทภาพยนตร์กับ เจสัน เคลเลอร์, เจส บัตเตอร์เวิร์ธ และจอห์น-เฮนรี่ บัตเตอร์เวิร์ธ โดยได้ คริสเตียน เบล และแมตต์ เดมอน มารับบทนำ พร้อมด้วยนักแสดงอีกคับคั่ง อาทิ จอน เบิร์นธัล, ไคทริโอน่า เบลฟ์, เทรซี่ เลตต์, จอช ลูคัส เป็นต้น

Ford v Ferrari

Ford v Ferrari ยอมรับว่าครั้งแรกที่ดูตัวอย่างหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่สไตล์หนังที่ชอบดูเลยจริงๆ แต่ด้วยความที่หาอ่านรีวิวจากนักวิจารณ์แล้วคะแนนเทไปทางดีมาก ดีจริงๆ จนเป็นส่วนที่จุดประกายให้ซื้อตั๋วเข้าไปชมเรื่องนี้

เรื่องราวว่าด้วยสมัยนั้นเจ้าแห่งรถแข่งอย่าง Ferrari มีผลประกอบการที่ย่ำแย่ จน Ford อย่างจะเทคโอเวอร์แต่สุดท้ายแล้วก็โดน Ferrari ปั่นราคาแล้วไปขายให้บริษัทอื่นทำให้ตัวเจ้าของ Ford เองนั้นเสียหน้าเป็นอย่างมากจนอยากจะเอาคืน ด้วยการสร้างรถแข่งขึ้นมาแข่งในนามเพื่อให้ชนะ Ferrari ให้จงได้ นี่คือชนวนสงครามชิงเจ้ารถแข่งในยุคนั้น

หลังจากได้ดูจบแล้วรู้สึกได้เลยว่าเรื่องนี้มีความตั้งใจนำเรื่องราวจริงๆ มาถ่ายทอดให้สนุกขึ้นในมุมมองของภาพยนตร์ ทำให้น่าติดตามและเอาใจช่วยทีมงานของ Ford ให้สร้างรถแข่งให้สำเร็จ รวมไปถึงหมั่นไส้นายทุน หรือผู้บริหารบางคนที่พยายามที่จะเตะตัดขา หรือดิสเครดิตทีมงานผู้อยุ่เบื้องหลังการพัฒนารถแข่งให้ Ford ในยุคนั้น จนบางครั้งอาจมีเอาเรื่องราวในหนังไปเทียบกับชีวิตจริงของแต่ละคนได้เลยก็มี ทำให้ในส่วนนี้คนดูอินจัดและอินหนักมากจริง (ผมเองก็อิน 55) ยิ่งทำให้ดูหนังสนุกขึ้นถึงแม้ว่าจะไม่ใช่หนังสไตล์ที่ชอบดูก็ตาม

สรุปแล้ว Ford v Ferrari เป็นหนังที่อ้างอิงจากเหตุการณ์จริงที่เอามาดัดแปลงให้เกิดความสนุก (แต่ก็ไม่ทิ้งเรื่องราวจริงๆ ออกไปมาก) ซึ่งสามารถทำให้คนดูลุ้น อิน เอาใจช่วยตัวละครตลอด 2 ชั่วโมงที่หนังเล่า และปิดท้ายด้วยความอึ้งเบาๆ ก่อนหนังจบ ที่บางคนอาจจะเสียน้ำตาให้ในพาร์ทนี้ของหนังเลยทีเดียว 9/10

Cr.movie.thaiware.com