รีวิวหนัง เกมเมอร์เกมแม่ – Mother Gamer หนังไทย

นี่น่าจะเป็นหนังไทยเรื่องแรกๆ ที่หยิบเกมมาเป็นธีมในการเล่าเรื่องแบบเต็มรูปแบบ ในยุคที่ e-sport กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว กับเรื่องราวความขัดแย้งระหว่าง เบญ คุณแม่ผู้คาดหวังในตัวลูกชายว่าเขาจะเติบโตไปในแบบที่เธอคาดหวัง กับ โอม ลูกชายผู้มีมุมที่แอบซ่อนนั่นก็คือการเป็นสตรีมเมอร์และเป็นนักกีฬา ROV มืออาชีพสังกัดทีมดัง ความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลให้เบญต้องพยายามขัดขวางการเป็นนักกีฬาอาชีพของลูกเธอทำให้แม่เบญต้องไปรวบรวมเด็กที่เป็นมือฉมังในวงการนี้ตั้งทีมเพื่อโค่นล้มทีมของลูกชายเธอให้ได้

เกมเมอร์เกมแม่

คือถ้ามองจากพล็อตเรื่องคร่าวๆ ผมเชื่อว่าเราอาจจะพอเห็นปัญหาอยู่บ้างนั่นก็คือวิธีการที่หนังผูก conflict หรือความขัดแย้งที่มันอาจจะดูย้อนแย้งไปหน่อยแต่ถ้าได้ดูมันก็มีการลบรอยแผลที่อาจจะทำให้พอเข้าใจได้ สิ่งที่ผมชอบในหนังเรื่องนี้คือมันไปสุดดีนะในเรื่องของการนำเสนอความสนุกในการเล่นเกม การทำซีจี การดีไซน์ฉาก กิมมิคเล็กๆ น้อยๆ อะไรต่างๆ ผมคิดว่าใครก็ตามที่อยู่ในวงการอยู่แล้วอาจจะเข้าใจและสนุกไปกับหนังได้ไม่ยากเลย น่าจะชอบกันมากๆ ด้วยแต่ในขณะเดียวกันแม้ว่าตัวหนังจะดูพยายามอธิบายแล้วก็ตามแต่ผมก็ยังพบว่าหนังเองยังไม่ได้เป็นมิตรหรือ friendly ต่อผู้ชมที่ไม่ได้เข้าใจเรื่องราวในโลก ROV หรือ e-sport อยู่แล้ว เพราะแน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนจะมีสปีดในการปรับตัวหรือพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งต่างๆ เท่ากับตัวละครขอแม่เบญเหมือนในหนังอยู่แล้ว ขนาดตัวผมเองที่เป็นคนเล่นเกมก็ยังพอรู้สึกถึงเรื่องนี้ได้ เรียกได้ว่าถ้าเกิดใครตกขบวนนี้ขึ้นมาสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็จะไม่ได้ทำให้ผู้ชมสนุกอีกต่อไปในทันที ซึ่งตรงนี้เป็นความน่าเสียดายอย่างแรงของหนัง มันอาจจะเป็นข้อเสียที่แทบจะเป็นอย่างเดียวเลยก็ได้ แต่ในขณะเดียวกันมันก็ใหญ่พอที่จะทำให้เรามองข้ามข้อดีอื่นๆ ของหนังไปเลย อย่างเช่นความสนุกความน่าสนใจของโลก e-sport การแสดงของพี่อ้อมที่เล่นดีมาก บทหนังเองก็ไม่ได้ส่งให้ตัวละครของพี่อ้อมเป็นอะไรที่เวอร์วังเกินไปด้วย ซึ่งตรงนี้เลยยิ่งดีมาก

โดยรวมแล้วผมว่าตัวหนังค่อนข้างดูเพลินในระดับนึง ทำออกมาได้น่าสนใจเพียงแต่ว่าถ้าเกิดคุณไม่ใช่คนที่ไม่ได้อินหรือไม่รู้จักวงการ e-sport อาจจะต้องตั้งสมาธิแบบเน้นๆ เพื่อที่จะเก็บข้อมูลต่างๆ ให้ได้ในรอบเดียวเพื่อที่จะไปต่อกับเรื่องราวที่เหลือของหนัง และในขณะเดียวกันหากคุณชอบ e-sport หรือยิ่งเล่น ROV อยู่แล้วผมว่าน่าจะชอบหรือสนุกไปกับหนังเรื่องนี้ได้ไม่ยากนัก

รีวิวหนัง The Last Full Measure หนังใหม่ หนังสนุก

หนัง The Last Full Measure 34 ปีหลังจากการตายของ William H. Pitsenbarger Jr. ทหารอากาศผู้ช่วยชีวิตเพื่อนทหารที่เขาไม่รู้จักกว่า 60 ชีวิต แต่เขากลับกลายเป็นวีรบุรุษที่โลกไม่รู้จัก ทำให้เหล่าเพื่อนทหารตามเรื่องเรียกร้องความยุติธรรมให้กับเขาได้รับเหรียญเกียรติยศสูงสุดของทหาร

The Last Full Measure

The Last Full Measure เป็นหนังที่สร้างมาจากเรื่องจริงของวีรกรรมจากวีรบุรุษที่โลกลืม William H. Pitsenbarger ทหารอากาศที่ยอมสละชีวิตตนเองโรยตัวลงมาเพื่อช่วยชีวิตทหารราบกว่า 60 นายท่ามกลางสงครามเวียดนาม แต่วีรกรรมเขาก็ถูกลืมเลือน จนทำให้สหายร่วมรบและทหารที่รอดจากเหตุการณ์นั้นต่างใช้เวลาเกิน 30 ปี เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับวีรบุรุษผู้นี้ ด้วยการเสนอชื่อให้เขาได้รับเหรียญแห่งเกียรติยศชั้นสูงสุด

จริงๆ The Last Full Measure มาจากประโยคในสุนทรพจน์ Gettysburg Address ของประธานาธิบดี Abraham Lincoln ที่พูดไว้เพื่อสดุดีแก่ทหารที่เสียชีวิตในสมรภูมิ Gettyburg ใจความว่า

แปลประมาณว่า “…นั่นมาจากผู้วายชนม์อันทรงเกียรติทั้งหลายที่ยอมสละทุกอย่างสำหรับการจงรักภักดีอย่างเต็มภาคภูมิในวาระสุดท้ายของชีวิต”

หนังดำเนินเรื่องผ่านตัวละครสมมุตินามว่า Scott Huffman (Sebastian Stan) เจ้าหน้าที่ระดับกลางของเพนตากอน ที่ได้รับเรื่องให้ไปตามเรื่องราวการรายงานขอเลื่อนขั้นเหรียญกล้าหาญเป็นเหรียญแห่งเกียรติยศ ทำให้เขาต้องไปเจอกับเพื่อนทหารหาญทั้งหลาย ร้อยเรียงข้อมูล ตัดสลับกับการเล่าเหตุการณ์ในช่วงที่เกิดเหตุจริงๆ เลยทำให้ความน่าสนใจหนังเพิ่มขึ้นมา

แต่ในความน่าสนใจนั้นก็มีความน่าเบื่ออยู่เช่นกัน ด้วยความที่หนังคล้ายกับสารคดีไปสัมภาษณ์คน นั่งพูดๆ เล่าเหตุการณ์ ซ้ำไป วนไป วนมา ตามหาความจริง มันเลยกลายเป็นหนังเรื่อยๆ ไปสักหน่อย

ถึงแม้จะมีความ “ลับ” บางอย่างของเหตุการณ์จริงในครั้งนี้ที่ทำให้เหตุการณ์มันน่าเคลือบแคลงใจ และตัวเอกต้องเอาหน้าที่การงานเข้าแลก ไอ้ส่วนนี้แหละ ที่มันดูเหมือนจะมีอะไร แต่เอาเข้าจริงมันไม่ได้เห็นความเสี่ยงหรือจุดอันตรายจากเหตุการณ์นี้สักเท่าไหร่เลย เลยกลายเป็นอุปสรรคเล็กๆ ที่ผ่านมาและผ่านไป

ถึงแม้หนังจะตัดสลับเล่าเหตุการณ์ปัจจุบันกับเหตุการณ์ในสนามรบที่ผ่านมา 30 ปี แต่ในพาร์ทของสนามรบดูไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ ไม่ได้เห็นความยิ่งใหญ่ น่าทึ่งหรือน่าประทับใจของการช่วยชีวิตของ William H. Pitsenbarger สักเท่าไหร่เลย รู้เพียงแต่ว่ามันมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเท่านั้น พาร์ทนี้ถ้าทำออกมาดีๆ มันจะทำให้หนังอินมากกว่านี้เยอะ

ซึ่งจุดอินจริงๆ จากในหนังเรื่องนี้มาจากบทพูดต่างๆ ของตัวละครที่เกี่ยวข้องกับ William H. Pitsenbarger ทั้งนั้น ถึงแม้มันจะค่อนข้างเป็นคำคม จุก กระแทกใจ น่าประทับใจมากเกินจริงไปหน่อย แต่มันก็ทำให้เราได้ซาบซึ้งถึงวีรกรรมอันหาญกล้าของ William H. Pitsenbarger ได้ดีจริงๆ หลายฉากนี้น้ำตาคลอตามเลยทีเดียว

โดยเฉพาะฉากตอนท้ายเรื่องที่ประธานาธิบดีกล่าว เล่นเอาซึ้งจนเกือบน้ำตาไหล กินใจสุดๆ แถมยังเกือบทำให้เรายืนขึ้นในโรงเลยทีเดียว (อยากรู้ว่าทำไมต้องลองไปดูด้วยตัวเอง).

ทัพนักแสดงนี่เด่นๆ ดังๆ ทั้งนั้น แต่ที่โดดเด่นมากๆ คือ การแสดงของ William Hurt, Ed Harris และ Christopher Plummer ที่ฉากดราม่าทีไรแทบจะเล่นเอาเราน้ำตาคลอได้แทบทุกฉากเลย แต่การแสดงที่เฉยๆ จนน่าเสียดายคือการแสดงของ Sebastian Stan ในบท Scott Huffman และการแสดงของ Jeremy Irvine ในบท William H. Pitsenbarger

สรุปแล้ว The Last Full Measure คือหนังที่บอกเล่าวีรกรรมสุดยิ่งใหญ่ที่โลกไม่เคยรู้ บอกเล่าการต่อสู้เพื่อให้ความยุติธรรมแก่ฮีโร่ในสนามรบ บอกเล่าความจริงเบื้องหลังสงครามนั้น แต่บอกเล่าออกมาได้ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ มีความน่าเบื่ออยู่บ้าง แต่มันถูกประคับประคองด้วยบทพูดอันคมคาย ชวนซึ้ง และการแสดงอันยอดเยี่ยม

รีวิวหนัง The Last Full Measure หนังแอคชั่น ดราม่า

The Last Full Measure 34 ปีหลังจากการตายของ William H. Pitsenbarger Jr. ทหารอากาศผู้ช่วยชีวิตเพื่อนทหารที่เขาไม่รู้จักกว่า 60 ชีวิต แต่เขากลับกลายเป็นวีรบุรุษที่โลกไม่รู้จัก ทำให้เหล่าเพื่อนทหารตามเรื่องเรียกร้องความยุติธรรมให้กับเขาได้รับเหรียญเกียรติยศสูงสุดของทหาร

The Last Full Measure

The Last Full Measure เป็นหนังที่สร้างมาจากเรื่องจริงของวีรกรรมจากวีรบุรุษที่โลกลืม William H. Pitsenbarger ทหารอากาศที่ยอมสละชีวิตตนเองโรยตัวลงมาเพื่อช่วยชีวิตทหารราบกว่า 60 นายท่ามกลางสงครามเวียดนาม แต่วีรกรรมเขาก็ถูกลืมเลือน จนทำให้สหายร่วมรบและทหารที่รอดจากเหตุการณ์นั้นต่างใช้เวลาเกิน 30 ปี เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับวีรบุรุษผู้นี้ ด้วยการเสนอชื่อให้เขาได้รับเหรียญแห่งเกียรติยศชั้นสูงสุด

จริงๆ The Last Full Measure มาจากประโยคในสุนทรพจน์ Gettysburg Address ของประธานาธิบดี Abraham Lincoln ที่พูดไว้เพื่อสดุดีแก่ทหารที่เสียชีวิตในสมรภูมิ Gettyburg ใจความว่า

แปลประมาณว่า “…นั่นมาจากผู้วายชนม์อันทรงเกียรติทั้งหลายที่ยอมสละทุกอย่างสำหรับการจงรักภักดีอย่างเต็มภาคภูมิในวาระสุดท้ายของชีวิต”

หนังดำเนินเรื่องผ่านตัวละครสมมุตินามว่า Scott Huffman (Sebastian Stan) เจ้าหน้าที่ระดับกลางของเพนตากอน ที่ได้รับเรื่องให้ไปตามเรื่องราวการรายงานขอเลื่อนขั้นเหรียญกล้าหาญเป็นเหรียญแห่งเกียรติยศ ทำให้เขาต้องไปเจอกับเพื่อนทหารหาญทั้งหลาย ร้อยเรียงข้อมูล ตัดสลับกับการเล่าเหตุการณ์ในช่วงที่เกิดเหตุจริงๆ เลยทำให้ความน่าสนใจหนังเพิ่มขึ้นมา

แต่ในความน่าสนใจนั้นก็มีความน่าเบื่ออยู่เช่นกัน ด้วยความที่หนังคล้ายกับสารคดีไปสัมภาษณ์คน นั่งพูดๆ เล่าเหตุการณ์ ซ้ำไป วนไป วนมา ตามหาความจริง มันเลยกลายเป็นหนังเรื่อยๆ ไปสักหน่อย

ถึงแม้จะมีความ “ลับ” บางอย่างของเหตุการณ์จริงในครั้งนี้ที่ทำให้เหตุการณ์มันน่าเคลือบแคลงใจ และตัวเอกต้องเอาหน้าที่การงานเข้าแลก ไอ้ส่วนนี้แหละ ที่มันดูเหมือนจะมีอะไร แต่เอาเข้าจริงมันไม่ได้เห็นความเสี่ยงหรือจุดอันตรายจากเหตุการณ์นี้สักเท่าไหร่เลย เลยกลายเป็นอุปสรรคเล็กๆ ที่ผ่านมาและผ่านไป

ถึงแม้หนังจะตัดสลับเล่าเหตุการณ์ปัจจุบันกับเหตุการณ์ในสนามรบที่ผ่านมา 30 ปี แต่ในพาร์ทของสนามรบดูไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ ไม่ได้เห็นความยิ่งใหญ่ น่าทึ่งหรือน่าประทับใจของการช่วยชีวิตของ William H. Pitsenbarger สักเท่าไหร่เลย รู้เพียงแต่ว่ามันมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเท่านั้น พาร์ทนี้ถ้าทำออกมาดีๆ มันจะทำให้หนังอินมากกว่านี้เยอะ

ซึ่งจุดอินจริงๆ จากในหนังเรื่องนี้มาจากบทพูดต่างๆ ของตัวละครที่เกี่ยวข้องกับ William H. Pitsenbarger ทั้งนั้น ถึงแม้มันจะค่อนข้างเป็นคำคม จุก กระแทกใจ น่าประทับใจมากเกินจริงไปหน่อย แต่มันก็ทำให้เราได้ซาบซึ้งถึงวีรกรรมอันหาญกล้าของ William H. Pitsenbarger ได้ดีจริงๆ หลายฉากนี้น้ำตาคลอตามเลยทีเดียว

โดยเฉพาะฉากตอนท้ายเรื่องที่ประธานาธิบดีกล่าว เล่นเอาซึ้งจนเกือบน้ำตาไหล กินใจสุดๆ แถมยังเกือบทำให้เรายืนขึ้นในโรงเลยทีเดียว (อยากรู้ว่าทำไมต้องลองไปดูด้วยตัวเอง).

ทัพนักแสดงนี่เด่นๆ ดังๆ ทั้งนั้น แต่ที่โดดเด่นมากๆ คือ การแสดงของ William Hurt, Ed Harris และ Christopher Plummer ที่ฉากดราม่าทีไรแทบจะเล่นเอาเราน้ำตาคลอได้แทบทุกฉากเลย แต่การแสดงที่เฉยๆ จนน่าเสียดายคือการแสดงของ Sebastian Stan ในบท Scott Huffman และการแสดงของ Jeremy Irvine ในบท William H. Pitsenbarger

สรุปแล้ว The Last Full Measure คือหนังที่บอกเล่าวีรกรรมสุดยิ่งใหญ่ที่โลกไม่เคยรู้ บอกเล่าการต่อสู้เพื่อให้ความยุติธรรมแก่ฮีโร่ในสนามรบ บอกเล่าความจริงเบื้องหลังสงครามนั้น แต่บอกเล่าออกมาได้ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ มีความน่าเบื่ออยู่บ้าง แต่มันถูกประคับประคองด้วยบทพูดอันคมคาย ชวนซึ้ง และการแสดงอันยอดเยี่ยม