รีวิว The LEGO Movie 2: The Second Part

เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ The LEGO Movie 2: The Second Part ภาพยนตร์แอนิเมชั่นผจญภัยภาคต่อจาก 5 ปีที่แล้ว ซึ่งหนังทำรายได้ถล่มทลายอย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง กลับมาภาคนี้แน่นอนว่าก็ยังคงได้ คริส แพรตต์ (Chris Pratt) ให้เสียงภาคเป็นพระเอกเหมือนเดิมเช่นเดียวกับตัวละครอื่นๆ เพิ่มเติมคือผู้กำกับคนใหม่ซึ่งได้ ไมค์ มิตเชล (Mike Mitchell) มาสานต่อเรื่องราวของเหล่าเลโก้ฮีโร่ตัวจิ๋วอีกครั้ง

The LEGO Movie 2: The Second Part

The LEGO Movie 2: The Second Part ว่าด้วยเรื่องราวการมารวมตัวกันของฮีโร่บริคส์เบิร์ก ในการผจญภัยที่เต็มไปด้วยการต่อสู้รูปแบบใหม่เพื่อปกป้องเมืองอันเป็นที่รักของพวกเขา ซึ่งเป็นเวลา 5 ปีแล้วที่ทุกสิ่งช่างดูสวยหรู และตอนนี้เหล่าประชาชนต้องพบกับภัยร้ายครั้งใหญ่รูปแบบใหม่จาก เลโก ดูโพล ผู้บุกรุกจากนอกอวกาศ ทำลายล้างทุกอย่างได้รวดเร็วกว่าที่พวกเขาจะกลับมาสร้างใหม่ได้

ในการเอาชนะคู่ต่อสู้และทวงคืนความสามัคคีของจักรวาลเลโก้ เอมเม็ต, ลูซี, แบทแมน และผองเพื่อนของพวกเขาต้องเดินทางไปยังโลกที่ห่างไกลที่ไม่คุ้นตา รวมถึงกาแล็กซีประหลาดที่ทุกอย่างเป็นเสียงดนตรี ซึ่งนี่จะเป็นการทดสอบความกล้าหาญ ความสร้างสรรค์ และความสามารถด้านการก่อสร้างขั้นสูงของพวกเขา และจะได้เห็นกันว่าจริงๆ แล้วพวกเขามีความพิเศษมากขนาดไหน

เรียกได้ว่ากว่าแฟนๆ จะได้ชมภาคต่อก็ต้องรอคอยกันนานถึง 5 ปี เลยทีเดียว สำหรับ The LEGO Movie 2: The Second Part เชื่อว่าบางคนอาจจะจำเรื่องราวในภาคแรกไม่ได้เสียด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่ต้องเป็นกังวลไปเพราะหนังได้ปูเรื่องราวมาให้คร่าวๆ แล้วว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้างและไม่ใช่เรื่องซับซ้อนยากที่จะเข้าใจ ถือได้ว่าการผจญภัยของเหล่าเลโก้ในภาคนี้ได้ยกระดับความอันตรายมากขึ้นไปหลายเท่า เพราะตัวละครทุกตัวนั้นล้วนแล้วแต่ต้องเผชิญหน้ากับอันตรายที่แฝงมาด้วยความบ้องแบ๊ว ทำเอาคนดูอย่างเราอดยิ้มเอ็นดูไม่ได้เลย

นอกจากนั้นหนังก็ยังความขี้แซะไว้เหมือนเดิมแทบไม่มีผิดเพี้ยน เว้ยเสียแต่ว่าจะเพิ่มมุกใหม่ตามจำนวนหนังของ DC Comic, Fox และ Warner Bros. ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากใครที่ไม่เคยดูหนังของค่ายนี้มาก่อนก็อาจจะไม่ค่อยเข้าใจในหลายๆ มุก เพราะแต่ละมุกที่ยิงมานั้นต้องเป็นคนที่เคยดูหนังมาแล้วถึงจะเข้าใจจริงๆ เรียกได้ว่าเป็นหนังขี้แซะแห่งปีเลยก็ว่าได้ ในส่วนของเพลงประกอบภาพยนตร์ก็ถือว่าทำออกมาได้สร้างสรรค์ไม่แพ้ภาคแรก โดยเฉพาะในเอนด์เครดิตที่เชื่อว่าหลายจะต้องดูจนจบแน่นอน

แน่นอนว่าหนังไม่ได้ให้แค่ความสนุกและตลกโปกฮาอย่างเดียว แต่ยังแฝงเรื่องราวความสัมพันธ์ของเหล่าเลโก้ที่มีความทับซ้อนกับโลกมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง รวมทั้งยังได้เห็นถึงพัฒนาการ, ความเปลี่ยนของชีวิตที่มีทั้งเรื่องดีและร้าย ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่ให้บทเรียนให้เรานั้นได้เรียนรู้ที่จะยอมรับและสิ่งไหนที่ไม่ดีก็ต้องหาทางป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก

The LEGO Movie 2: The Second Part 7.5/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com

รีวิวหนัง ๙ ศาสตรา

นับเป็นเวลาหลายปีแล้วที่วงการภาพยนตร์แอนิเมชั่นไทยไม่ค่อยมีผลงานออกมาให้แฟนหนังได้ชมเท่าที่ควร จนไม่กี่ปีมานี้ค่ายหนังน้องใหม่อย่าง เอ็กซ์ฟอร์แมท ฟิล์มส์ ได้สร้างโปรเจกต์ยักษ์ที่ใช้เวลานานกว่า 4 ปี กับทุนสร้างกว่า 200 ล้านบาท เพื่อให้กำเนิดแอนิเมชั่น ๙ ศาสตรา ฝีมือผู้กำกับรุ่นใหม่ไฟแรง กันย์ พันธ์สุวรรณ และ ณัฐ ยศวัฒนานนท์ แน่นอนว่าตอนนี้ก็เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ไปเมื่อไม่กี่วันมานี่เอง

๙ ศาสตรา

๙ ศาสตรา ว่าด้วยเรื่องราวการผจญภัยของ อ๊อด เด็กหนุ่มที่ชะตาลิขิตให้เป็นส่วนหนึ่งในการกอบกู้อาณาจักร รามเทพนคร แผ่นดินเกิดของเขาให้รอดพ้นอำนาจของ เทหะยักษา เจ้าแห่งยักษ์ผู้เข้ามายึดครองอาณาจักร และก่อความทุกข์เข็ญให้กับเหล่าประชาชน ซึ่ง อ๊อด ได้ฝึกฝนเคี่ยวกรำร่ำเรียนศิลปะการต่อสู้มวยไทยที่เคยหายสาบสูญไปจากครูมวยอันดับหนึ่งของแผ่นดิน

อ๊อด มีภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการนำสุดยอดศาสตราวุธ ๙ ศาสตรา ไปมอบให้องค์ชายรัชทายาทแห่ง รามเทพนคร เพื่อใช้ในการกอบกู้อาณาจักร พร้อมกับพลพรรคเพื่อนพ้อง ไม่ว่าจะเป็น เสี่ยวหลาน โจรสลัดอากาศสาวงามชาวจีน พร้อมด้วยลิงทะโมน วาตะ เจ้าชายแห่งอาณาจักรลิง รวมถึง อสูรสีชาด ยักษ์สีแดงร่างใหญ่ใจดี

อ๊อดและพรรคพวกจะสามารถทำภารกิจนี้ให้สำเร็จได้อย่างไร เขาจะคว้าชัยชนะในศึกครั้งใหญ่กับกองทัพโหดทมิฬมหึมาของเหล่ายักษาได้หรือไม่ ใครคือวีรบุรุษที่จะมาช่วยปลดปล่อยประชาชนที่ตกเป็นทาสจากอำนาจมืดนี้

ต้องยอมรับว่าการสร้างภาพยนตร์แอนิเมชั่นในบ้านเรานั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเสี่ยงพอสมควร ที่สำคัญที่สุดคือรายได้ของหนังที่ส่วนมากนอกจากจะไม่ได้กำไรแล้ว ซ้ำมีน้อยเรื่องนักที่จะได้ทุนคือ อีกทั้งเรื่องราวของหนังยังเป็นส่วนสำคัญที่ดึงดูดใจให้ผู้ชมอยากดู และ ๙ ศาสตราก็ถือว่ามาได้จังหวะพอดิบพอดี ทั้งกำหนดการเข้าฉายตอนรับวันเด็กแห่งชาติ แน่นอนว่าน่าจะมีผู้ปกครองไม่น้อยต้องพาลูกหลานไปดูหนังฉลองวันเด็ก

จากตัวอย่างหนังก็พอจะทราบกันดีว่าพล็อตเรื่องไม่ได้มีความซับซ้อนอะไร ออกจะเชยไปนิดนึง เพราะด้วยการเลือกใช้ตัวละคย้อนยุค วิธีการพูดของตัวละคร แต่ไม่ได้หมายความว่ามันไม่ดี ด้วยการดีไซน์ตัวละครนั้นทำออกมาได้ดีมาก ค่อนข้างละเอียด ดูแล้วไม่ลอย สัดส่วนดูเป็นธรรมชาติ ในเรื่องของการฉากแอ็คชั่นก็มีความสนุกและทันสมัยคล้ายกับเกมที่เล่นกัน อาวุธที่สำคัญในเรื่องอย่าง ๙ ศาสตรา ก็ดูน่าสนใจมีที่มาที่ไป

สิ่งที่ไม่ค่อยคาดหวังมากนักก็คือเรื่องการพากย์เสียง ซึ่งในเรื่องได้ ไต้ฝุ่น เคพีเอ็น, โบว์ สาวิตรี, มิวสิค เอเอฟ และ น็อต วรฤทธิ์ มาให้เสียงตัวละครหลักนับว่าเป็นเรื่องค่อนข้างเกินความคาดหมาย ทุกคนทำออกมาได้ดี เนียนไปกับตัวละครนั้นๆ ส่วนเรื่องของเพลงประกอบภาพยนตร์ก็เข้ากับหนัง แต่อาจจะมีบางฉากที่ใส่เพลงประกอบเข้าไปแล้วทำให้ไม่เข้ากันอย่างมาก แต่โดยรวมก็ถือว่าดี

แน่นอนว่าสิ่งที่ดีที่สุดในภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องนี้ก็คืองานภาพที่มีความละเอียด คาแร็คเตอร์ตัวละครชัดเจน ทั้งยังใส่สถานที่ท่องเที่ยวอันเป็นแลนด์มาร์กสำคัญเอาไว้ด้วย เชื่อว่าใครที่ได้ชมน่าจะอยากไปสถานที่จริงกันบ้าง

และแม้ว่าหนังจะใช้ข้อคิดและคำสอนบางอย่างที่ออกจะเป็นการยัดเยียดให้คนดูพอสมควร จึงทำให้รู้สึกแปลกๆ เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ๙ ศาสตรา ก็ถือเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นเปี่ยมไปด้วยคุณภาพอีกเรื่องหนึ่ง อาจจะมีบางจุดที่ไม่ได้ดี 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เชื่อว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและผู้ชมน่าจะได้อะไรหลายๆ มากกว่าที่คิดแน่นอน

๙ ศาสตรา 8/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

ขอบคุณข้อมูลจาก mthai.com

รีวิวหนัง Fantastic Beasts : The Crimes of Grindelwald

สิ้นสุดการรอคอยมานานกว่า 2 ปีกันแล้ว สำหรับภาพยนตร์ภาคต่อจากโลกเวทย์มนต์ Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald อาชญากรรมของกรินเดลวัลด์ เรื่องราวจากปลายปากกาของ เจ.เค. โรว์ลิง (J.K. Rowling) ที่ในภาคนี้ยังคงได้ เดวิด เยตส์ (David Yates) มาสานการผจญภัยครั้งใหม่ของ นิวท์ สคามันเดอร์ ซึ่งรับบทโดย เอ็ดดี เรดเมย์น (Eddie Redmayne) กับเหล่าสัตว์วิเศษ โดยในภาคนี้เน้นไปที่เรื่องราวของพ่อมดเลื่องชื่อ เกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์ รับบทโดย จอห์นนี เดปป์ (Johnny Depp) และการปกป้องชีวิตและการไขปริศนาที่มาของ ครีเดนซ์ รับบทโดย เอซรา มิลเลอร์ (Ezra Miller)

Fantastic Beasts

อย่างที่กล่าวมาข้างต้นว่าในภาคนี้นั้นมีเรื่องราวสำคัญๆ อยู่สองประการก็คือตามติดชีวิตของ เกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์ และตามหาครอบครัวของ ครีเดนซ์ ผู้เป็นออบสคูเรียล (คนที่มีพลังงานด้านมืดอยู่ในร่างกาย) ว่ากันตามตรงหากใครที่เป็นสาวกโลกเวทย์มนต์มาตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter จนมาสู่เรื่องราวภาคแยกของสัตว์วิเศษนั้นเป็นต้องตั้งตารอคอยชมโลกสมมตินี้อย่างแน่นอน และเชื่อว่ามันจะไม่ทำให้ผิดหวัง ถึงแม้ว่าหนังจะได้คำวิจารณ์จากเมืองนอกที่ได้ดูก่อนบ้านเราซึ่งไม่ค่อยสู้ดีนัก แต่เมื่อได้ไปสัมผัสเรื่องราวในต่างๆ กลับพบว่ามันไม่ได้แย่อย่างที่คิด

ด้วยความที่สร้างการเรื่องราวในภาคแยกนี้ล้วนแต่มีตัวละครที่เป็นผู้ใหญ่แทบทั้งสิ้น อีกทั้งอารมณ์ของหนังก็ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความสดใสเหมือน Harry Potter จึงทำให้ภาพรวมออกมาค่อนข้างดาร์กและหม่น ซึ่งจะว่าไปมันก็มีอารมณ์นี้มาตั้งแต่ภาคแรกแล้ว ในส่วนของการดำเนินกับความยาวของหนัง 2 ชั่วโมงกว่า หลายคนอาจจะคิดว่ามันนานเกินไปหรือเปล่า ขอบอกเลยว่าเมื่อได้ดื่มด่ำไปกับเรื่องราวเหล่านี้จะพบว่าเวลาแค่นี้ไม่ได้นานเลย

แม้ว่าการผจญภัยครั้งใหม่ของ นิวท์ สคามันเดอร์ จะทำให้เราได้ตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์นานาชนิดที่ทยอยอวดโฉมพร้อมความสามารถพิเศษดาหน้ามาให้เราได้เพลิดเพลิน โดยเฉพาะเจ้านิฟเฟลอร์ที่ออกมาขโมยซีนสุดๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังไม่ได้ทำให้เราจดจ่อกับประเด็นสำคัญจริงๆ เนื่องจากว่าทีมผู้สร้างมักจะใส่เรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ คอยดึงดูความสนใจของเราไปจากเนื้อเรื่องหลักเสมอ ซึ่งหากใครไม่ได้คิดมากกับเรื่องราวปลีกย่อยเหล่านี้ก็เชื่อว่าน่าจะไม่มีปัญหาอะไรนอกเสียจากว่าจะเก็บสะสมข้อมูลต่างๆ ไว้ในคลังเพื่อที่จะดูภาคต่อๆ ไปได้อย่างเต็มอรรถรส

ในส่วนอาชญากรรมของกรินเดลวัลด์ตามชื่อภาคนี้นั้นก็ไม่ได้มีความหวือหวาอย่างที่คิดมากนัก เพราะหนังบอกเพียงแค่การเริ่มต้นที่จะปฏิบัติภารกิจของตัวร้ายตัวนี้เท่านั้น ซึ่งวีรกรรมโหดๆ ที่เราคาดว่าจะได้เห็นแบบจัดหนักจัดเต็มนั้นก็ไม่ได้ตอบโจทย์ในส่วนนี้มากนัก เสมือนว่าเรื่องราวต่างๆ ในภาคนี้เป็นการปูเนื้อหาเพื่อที่จะเข้าสู่ภาคต่อเสียมากกว่า แต่ก็ยังดีที่เราได้เห็นอดีตของตัวละครหลักซึ่งมีความเกี่ยวโยงกันทำให้แฟนๆ ได้ฟินไปกับเหตุการณ์ในหลายๆ เรื่อง

อย่างไรก็ตาม ยังดีที่หนังมีความหักมุมทำให้คนดูอย่างได้ลุ้นกันหลายต่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแปรพักตร์เลือกข้างของคนที่เราคาดไม่ถึง รวมทั้งเรื่องครอบครัวและชาติกำเนิดของ ครีเดนซ์ ที่ถูกเฉลยในจบ บอกได้เลยว่าแทบอยากจะดูภาค 3 ต่อเสียเดี๋ยวนี้เลย เรียกได้ว่าแอบช็อกเบาๆ กันเลยทีเดียว

จากเรื่องราวทั้งหมดทั้งมวลนี้ที่ได้ชมกัน เชื่อว่านอกเหนือไปจากการได้เพลิดเพลินท่องไปในโลกเวทย์มนต์แล้ว สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่หนังเรื่องนี้สื่อให้เห็นอย่างชัดเจนมากที่สุดก็คือ ความเป็นครอบครัว ที่ตัวละครของจักรวาลนี้มักจะขาดสิ่งนี้เสมอ ใครที่ได้ดูเรื่องราวในเรื่องนี้น่าจะสามารถตกผลึกอะไรได้หลายๆ อย่าง และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตได้อย่างแน่นอน

Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald 8.5/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภายพนตร์

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com