รีวิวหนัง Dreamgirls มายาแห่งความฝัน

บิล คอนดอน มือเขียนบทจาก Chicago ขยับมารับหน้าที่กำกับเองใน Dreamgirls หนังเพลงที่เดินสายกวาดรางวัลทั่วอเมริกาช่วงปลายปีที่ผ่านมา และกำลังรอลุ้นออสการ์ในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ เรื่องราวการไต่เต้าในวงการของนักร้องอเมริกันชนผิวสี ที่ดัดแปลงจากบทละครบรอดเวย์ชื่อเดียวกัน โดยมี บียองเซ่ โนว์ลส์ นักร้องสาวผิวสีคนดังแห่งยุคสวมบทนำ ดีน่า โจนส์ สาวสวยเสียงดีพอใช้ และ เจมี่ ฟ็อกซ์ พระเอกออสการ์ มารับบท ป๋าดัน ที่ทำทุกวิถีทางทั้งบนดินใต้ดินเพื่อดันทีมนักร้องแบ็คอัพสามสาวให้เป็นดาราหน้าเวที

Dreamgirls มายาแห่งความฝัน

ตามเนื้อเรื่อง Dreamgirls ว่าด้วยสามสาวที่ใฝ่ฝันสักวันจะได้เป็นศิลปินตัวจริงกับเขาบ้าง เริ่มต้นจากการเข้าประกวดร้องเพลงตามเวทีต่างๆ จนกระทั่งวันหนึ่งก่อนที่พวกเธอจะหมดหวัง ล้มเลิกความฝันไป ก็มีแมวมอง เคอร์ติส เทย์เลอร์ จูเนียร์ (เจมี่ ฟ็อกซ์ แสดง) มองเห็นแววรุ่งของพวกเธอ และตั้งใจปลุกปั้นให้เป็นศิลปินเบอร์ใหญ่ในค่ายเพลงของเขาเอง เริ่มด้วยการเป็นนักร้องแบ็คอัพชื่อวง เดอะ ดรีมเม็ตส์ ให้กับ เจมส์ เออร์ลีย์ (เอ็ดดี้ เมอร์ฟีย์ แสดง) นักร้องหนุ่มที่แสนเร่าร้อน ที่ฉุดกระชากลากเพลงโซลไปสู่ฟังค์กี้

ช่วงชีวิตไต่เต้าของสาวๆ จากนักร้องแบ็คอัพ สู่ศิลปินอัดแผ่นเสียง ระหว่างทางมีทั้งการต่อสู้กับตัวเอง ต่อสู้กับสภาวะทางสังคม ที่หนังสอดแทรกให้เห็นตามยุคสมัยตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1950 จนถึงปลายปี 1980

เรื่องสุขเศร้า ความใฝ่ฝันและความทะเยอทะยานที่ต้องแลกด้วยความเจ็บปวดในบางครั้ง หรือการได้มาซึ่งชื่อเสียงแต่สูญเสียตัวตน และการหลงทางของคนกลางแสงไฟสปอตไลท์ของวงการมายา ซึ่งการเป็นหนังเพลง โดยใช้เพลงในการเล่าเรื่องนั้น สามารถส่งทอดอารมณ์อันสุดโต่งในหลายๆ ตอนๆ ได้อย่างเข้มข้น

การแสดงอันกลมกลืนและการถ่ายทอดเสียงร้องที่บอกความรู้สึกของนักแสดงทีมดารานำ ทำให้ Dreamgirls เดินเรื่องได้อย่างสะดุด ไม่นับความสวยเพลินตาทุกท่วงท่าของดารานำอย่างบียองเซ่ แล้ว ดาวเด่นที่คุมอารมณ์ผู้ชมและทำให้หนังมีชีวิตชีวาอย่างมากต้องยกให้ เจนนิเฟอร์ ฮัดสัน ดาราดาวรุ่งในบท เอฟฟี่ สาวร่างท้วมเสียงทรงพลัง ที่ความหยิ่งทระนงในตัวเธอ ทำให้เธอถูกเบียดลงจากเวที และต้องต่อสู้ในเส้นทางขนานกับเพื่อนสาวอีกสองคนในวงเดอะ ดรีมเม็ตส์

บทของเอฟฟี่ โดดเด่นความหลากหลายทางอารมณ์ ซึ่งฮัดสันสามารถสวมบทนี้ได้อย่างที่ดารานำอย่างบียองเซ่ กลายเป็นดาวประดับจอไปเลยทีเดียว อีกคนที่โดดเด่นเป็น เอ็ดดี้ เมอร์ฟีย์ ที่เอาตัวตนความกร่างของดาราดังมาใช้กับบทบาท เจมส์ นักร้องจอมเจ้าชู้ ติดยา และอารมณ์ร่าเริงสุดขีดพอๆ กับความเศร้าเหงาลึกๆ ที่ทำให้เขาอ่อนแอกว่าใครๆ ในแวดวงการต่อสู้ ที่ต้องแข่งขันของธุรกิจดนตรี

เค้าโครงเรื่องที่ใกล้เคียงกับชีวิตของไดอานา รอสส์ วงเดอะ สุพรีมม์ และตัวละครหลายตัวที่อิงจากบุคคลในวงการเพลงอเมริกัน แต่หนังเป็นเรื่องแต่งและตัวละครชื่อแต่งทั้งหมด ไม่ใช่ชีวประวัติของใคร

นอกเหนือจากดราม่าเหล่านี้ ส่วนของการต่อเพลงและเรื่องราวการเปลี่ยนยุคสมัย อาจจะให้ความเพลิดเพลินมากเป็นพิเศษสำหรับคนที่สนใจจะเดินทางท่องไปในการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยของวงการดนตรีอเมริกัน ซึ่งได้เห็นอิทธิพลดนตรีของคนผิวดำ รวมทั้งการฉกฉวยช่วงชิงระหว่างคนดำและคนขาวที่หนังแทรกวาทะเด็ดของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ‘Tonight, I have a dream’ ที่ประกาศความเท่าเทียมระหว่างสีผิวในสังคมอเมริกัน ไว้เป็นบริบทอ้างอิง ให้เห็นมุมมืดและมุมสว่างของการดิ้นรน แม้แต่ในวงการเพลง ที่ควรจะเป็นความบันเทิงของสังคมก็ไม่ต่างกัน

รีวิวหนัง เรื่อง The Last Legion ซีซาร์ ซวอร์ด

หนังแอ็คชั่นแฟนตาซี พาผู้ชมย้อนไปยังที่มาของดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ ดาบทรงพลังคู่บารมีของกษัตริย์อาเธอร์ ผู้ยิ่งใหญ่ของชาวอังกฤษในช่วงยุคกลาง และ ตำนานพ่อมดเมอร์ลินที่คู่มากับดาบ The Last Legion จึงใช้ชื่อภาษาไทย ‘ตำนานดาบคิงอาเธอร์’

The Last Legion

เรื่องราวว่าด้วยเส้นทางของดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ ก่อนจะตกทอดมาถึงกษัตริย์อาเธอร์ หนังเปิดเรื่องที่กรุงโรมปีค.ศ.486 ซึ่งกำลังเกิดวิกฤติการเมืองแย่งชิงอำนาจระหว่างเหล่าขุนนาง ที่อยากล้มล้างระบบจักรพรรดิครองอำนาจหรือซีซาร์ และยกพวกวุฒิสมาชิกขึ้นมาเป็นใหญ่ครองอาณาจักรโรมัน ซีซาร์องค์สุดท้าย เป็นเด็กชายวัย 13 ขวบ ชื่อ โรมิวลุส ออกุสตุส ผู้สืบสายเลือดซีซาร์มาโดยตรง แต่หลังจากที่เด็กชายได้รับการสถาปนาขึ้นมาเป็นซีซาร์เพียงไม่นาน เกิดกบฏ ซีซาร์น้อยเสียพระบิดา-พระมารดาและต้องหนีจากการถูกสังหาร

โรมิวลุส มีผู้ช่วยคนสำคัญสองคน ได้แก่ ออเรเลียส ราชองครักษ์หน้าและปราชญ์ผู้เฒ่า ที่เป็นทั้งอาจารย์สอนวิชาความรู้และเป็นกึ่งๆ เทพพิทักษ์ซีซาร์องค์น้อย พร้อมด้วยเพื่อนพ้องที่อยู่ในฝ่ายจงรักภักดีอีกจำนวนหนึ่ง เมื่อซีซาร์ถูกวุฒิสมาชิกก่อกบฏ และถูกจับไปกักขังไว้ที่ป้อมปราการบนเกาะคาปรี กลางทะเลลึก เกาะที่จูเลียส ซีซาร์ผู้ยิ่งใหญ่สร้างไว้ และบนเกาะแห่งนี้เองที่เขาได้รู้ชะตาฟ้าลิขิต ตามคำทำนาย

ซีซาร์น้อยและไพร่พลที่ยังจงรักภักดี ล่าถอยจากศูนย์กลางอาณาจักรโรม ไปยังสุดเขตแดนของการครอบครอง บนเกาะขนาดใหญ่ที่รู้จักในชื่อ บริทาเนีย และที่นั่นกองพันสุดท้ายจะช่วยพิทักษ์ซีซาร์น้อยให้อยู่รอดเป็นใหญ่ต่อไปได้หรือไม่ นั่นคือโจทย์

หนังดัดแปลงมาจากนิยายเรื่องเดียวกัน ที่เอาประวัติศาสตร์และตำนานมาต่อเติมเรื่อง ตั้งใจให้ตื่นเต้นและดื่มด่ำกับตำนานที่เด็กในโลกตะวันตกทุกคนคุ้นเคย แต่เนื้อหนังที่ขาดทั้ง ความ ‘อลังการ’ งานสร้าง และวิธีการเล่าเรื่องที่ด้อยชั้นเชิง ยังไม่รวมตัวละครเอก ที่ควรจะเป็นผู้ชูคบเพลิงวิ่งนำผู้ชมเข้าสู่ดินแดนแห่งจินตนาการ ก็อ่อนด้อยทั้งพลังในตัวแสดงและตัวบท

ขณะที่ดนตรีประกอบหรือ score กับโหมกระหน่ำจนล้นเกินภาคภาพการแสดง เนื้อหนังกับอ่อนเบาทั้งด้านเหตุผลและแรงจูงใจ ในการ ‘สู้เพื่อ’ สิ่งที่ยิ่งใหญ่เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไป ซึ่งในหนังตั้งใจชู ‘ซีซาร์น้อย’ ผู้ถูกโชคชะตากำหนดให้มาเป็น ‘the one’ เป็นสัญลักษณ์ของอาณาจักรและเป็นเหตุผลที่เหล่าทหารไพร่พลต้องพลีชีพจนลมหายใจสุดท้าย ทว่าตัวแสดงเป็นซีซาร์น้อย (โธมัส แซงสเตอร์ จาก Love Actually) นอกจากจะไม่ฉายแวว the one ให้น่าพลีชีพเชิดชูแล้ว หลายครั้งที่หนังทำให้ตัวละครนี้กลายเป็นส่วนด้อย อย่างเช่น ในสถานการณ์ฝ่ายกบฏบุกเข้าวังและสังหารพ่อแม่ของเขา แทนที่ซีซาร์น้อยจะแสดงความเฉลียวฉลาด ปราดเปรียว แต่กลับยืนเป็น ‘ผัก’ (อาการอ่อนปวกเปียก) รอให้ฝ่ายตรงข้ามเข้ามาคุกคามได้ง่ายดาย (เกินไป)

นอกจากองค์ประกอบงานสร้าง ฉากและอื่นๆ แล้ว ตัวละครกับความ ‘น่าเชื่อถือ’ น่าจะเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องแนว ‘เชิดชูวีรบุรุษ’ เพราะถ้าเราไม่เชื่อ

ในตัววีรบุรุษที่สถานการณ์ประกอบสร้างขึ้นมาได้แล้วละก็ ดูเหมือนเรื่องราวทั้งหมดก็ดูไร้สาระไปได้ในทันที

กรณีนี้เกิดขึ้นใน The Last Legion และดูเหมือนหนึ่งเดียวที่พอจะพยุงสถานการณ์ไว้ได้ คือบทบาทนักรบสาวสวยเซ็กซี่ ที่แสดงโดย ไอศวรรยา ไร อดีตมิสเวิลด์นางเอกซูเปอร์สตาร์จากบอลลีวู้ด การปรากฏตัวในบทแอ็คชั่นครั้งแรกในหนังฝั่งตะวันตกของเธอ นับว่าไม่เลวทีเดียว แต่ก็ยังไม่ ‘แจ่ม’ เท่าที่ควร ด้วยวิธีการนำเสนอตัวละครสาวสวยแกร่งจากอินเดียใต้คนนี้ ที่ชวนให้นึกถึงสาวบอนด์ในหนังชุดเจมส์ บอนด์ มากกว่าจะเป็นมือสังหารในยุคโรมัน ทั้งฉากเปิดตัวละคร ที่เราเห็นไอศวรรยาในชุดผ้าสีครีมแนบเนื้อโผล่ขึ้นมาจากใต้น้ำ และตลอดเรื่องที่เธอเป็นคู่กัดกับ ‘ออเรเลียส’มาดเข้ม (โคลิน เฟิร์ธ ในบทบาทที่ยังสลัดภาพ มิสเตอร์ดาร์ซี่ ของสาวบริดเจ็ท โจนส์ ไม่หลุด) ก่อนจะลงเอยในที่สุด

ส่วนบทของปราชญ์เฒ่าที่ควรจะเป็นพลังขับเคลื่อนความมหัศจรรย์ทั้งมวล ความรัก ความศรัทธาและพลังอำนาจ เนื่องจากเขาเป็นผู้กุมปริศนาดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ (อันถูกสร้างโดยจูเลียส ซีซาร์) และกำหนดให้ผู้บารมีถึงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่จะเป็นทายาทดาบเล่มนั้น ก็ไม่สามารถพาผู้ชมเข้าถึงเช่นกัน บทบาทการแสดงโดย เบน คิงสลีย์ ในเรื่องนี้ ทำให้นึกเสียดายและหวน ‘คิดถึงคานธี’ (ที่ คิงสลีย์ สวมบทอย่างยอดเยี่ยมใน Gandhi ปี 1981)

หลายฉากหรือกระทั่งกลุ่มตัวละคร มีเค้ารางของหนัง ‘อภิหารแหวนครองพิภพ’ ให้เห็นเป็นจุดด่างขัดใจแฟนหนัง อยู่ไม่น้อย ความอ่อนด้อยที่ว่ามาเหล่านี้ ร่ำๆ จะทำให้หนังมหัศจรรย์ ซีซาร์ ซวอร์ด (Cesar’s Sword) กลายเป็นโชว์เสิร์ฟ ‘ซีซาร์ สลัด’ ซะงั้น

Tomorrowland : โลกสวยด้วยมือเรา ของผกก. แบรด เบิร์ด

หลังจากเลื่อนฉายจากปีที่แล้ว จนมาลงเอยที่ปีนี้เพราะต้องการทำซีจีให้สวยกว่าเดิม สำหรับ Tomorrowland หนังคนแสดงเรื่องที่ 2 ของผกก. แบรด เบิร์ด ที่โด่งดังจากอนิเมชั่นค่ายพิกซาร์อย่าง The Incredibles ตอนนี้ก็เข้าฉายมาให้เราชมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Tomorrowland

เรื่องราวของ แฟรงค์ – อดีตเด็กอัจฉริยะ (คลูนีย์) ผู้เหนื่อยหน่ายและท้อแท้ และ เคซี่ (บริตต์ โรเบิร์ตสัน) สาวน้อยผู้ปราดเปรื่อง, มองโลกในแง่ดี,และมีความกระหายใคร่รู้ทางวิทยาศาสตร์ ต้องร่วมภารกิจสุดอันตรายในการไขปริศนาของ­สถานที่ลึกลับที่อยู่ที่ไหนซักแห่งในห้วงเ­วลาและอวกาศที่รู้จักแค่ชื่อที่ถูกเรียกขา­นว่า “ทูมอโรว์แลนด์” สิ่งที่เขาต้องทำที่นั่นจะเปลี่ยนแปลงโลก และพวกเขาไปตลอดกาล

โดยแน่นอนว่าหลังจากหันไปทำหนังสายลับจนได้รับคำยกย่องจนแทบเหลือคราบผู้กำกับ อนิเมชั่น สดใส มาคราวนี้เขาถูกดึงตัวกลับบ้านที่ ดิสนี่ย์ อีกครั้ง เพื่อกำกับหนังเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นจึงแน่นอนว่าคงไม่แปลกใจถ้าหากโทนหนังเรื่องนี้จะออกมาหวานแหววในสไตล์ดิสนี่ย์เสียเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นทั้งในแง่ของการสร้างโลกอนาคต, การพูดถึงประเด็นหนัง และ ระดับความสนุกที่หนังมอบให้เรา โดยที่กล่าวมาทั้งหมดก็ไม่ใช่ว่าจะบอกว่าตัวหนังนั่นแย่ เพียงแต่ส่วนตัวผมกลับคิดว่า ถ้าหากใครที่มีอายุอานามเกิน 15 ปีขึ้นไปแล้ว น่าจะค่อนข้างสนุกกับหนังได้ไม่เต็มที่เท่าไหร่นัก เพราะทุกอย่างในหนังเรื่องนี้ดูเหมือนจะทำมาเพื่อเด็กไปเสียทุกอย่าง

ไม่ว่าจะเป็นการที่มันเปรียบเสมือนการเป็นโฆษณาในทางอ้อมสำหรับปลุกปั้นให้เด็กรุ่นใหม่ หันมามีความคิดสร้างสรรค์ในการเปลี่ยนแปลงโลกให้น่าอยู่ขึ้น หรือแม้แต่ฉากแอ็คชั่นที่เต็มไปด้วยหุ่นยนต์ตบตี และความเป็นไซไฟเนิร์ดจ๋า ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าเจตนาในการสร้างของผู้กำกับจะไม่ดี หรือโลกสวยขนาดนั้น เพียงแต่ว่าถ้าหากเทียบกับผลงานเรื่องก่อนๆ โดยเฉพาะตอนที่ทำกับอนิเมชั่นในพิกซาร์ เรายังกลับรู้สึกว่ามีการพูดถึงประเด็นที่ค่อนข้างใหญ่ และมีวิธีการสร้างเอนเตอร์เทนให้คนดูได้ดีกว่านี้

ซึ่งนี้นับว่าเป็นปัญหาหลักจริงๆกับการที่ผกก.สายอนิเมชั่น หันมากำกับหนังคนแสดง แบบกรณีเดียวกับ พีท ด็อกเตอร์ ตอน John Carter มันจะยังมีหลายส่วนที่ผู้กำกับดูจะไม่รู้ว่าควรเลือกที่จะหยิบเอาประเด็นไหน มาใส่ในคาแรกเตอร์ของนักแสดงคนไหนบ้าง เพื่อที่ให้มันนำสารมาส่งสู่คนดูได้อย่างถูกต้อง โดยในกรณีนี้คือการพูดถึงโลกอนาคตที่ถูกตัดสินไว้ล่วงหน้า พร้อมทั้งความถูกครอบงำจนหน้ามืดตามัวของ AI นั่นเอง

แต่เอาเข้าจริงๆ ไม่ว่าตัวหนังมันจะออกมาอย่างไรก็ตาม สิ่งเดียวที่ผมเห็นว่าเฉิดฉายมาตั้งแต่ตัวอย่าง และพอมาดูในหนังเต็มผมก็คาดหวังอย่างมากที่จะได้รับความรู้สึกดีๆกลับไป ก็ไม่ได้ผิดหวังเลยจริงๆ กับนางเอกสาวหน้าใหม่อย่าง บริตต์ โรบินสัน ที่สามารถรับบทนางเอกของเรื่องนี้ได้ออกมาเป็นดาวเด่นยิ่งกว่า จอร์จ คลูนี่ย์ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ตลกรั่ว ล้น เธอก็ต่างสร้างสรรค์ตัวละครนี้ออกมาได้อย่างไม่น่ารำคาญ แถมยังน่าเอ็นดูยิ่งกว่าเด็กวัยรุ่นทั่วไปอีกด้วย เช่นเดียวกับ ราฟฟี่ แคสซิดี้ ที่สามารถพิสูจน์ได้แล้วว่า การมีออร่ามาตั้งแต่เด็กนั่นเป็นเช่นไรกัน

เพราะฉะนั้น โดยสรุปแล้ว Tomorrowland คงจะมีดีตรงที่นักแสดง ที่ยังคงสามารถคุมความเฉิดฉายของหนังได้เกินหน้าเกินตาโลกอนาคตไปมาก ในทางกลับกันทางด้านของตัวหนัง กลับยังดูแล้วออกมาไม่ตรงเป้าสักเท่าไหร่ แต่มันก็ไม่ได้ถึงขั้นเลวร้ายจนเสียดายค่าตั๋วหรือเวลา เพราะแท้จริงแล้วนี่มันก็เป็นหนังไซไฟ ไร้พิษภัย ที่เหมาะจะใช้เวลาว่างไปดูกับครอบครัวได้ดีในระดับนึง

เรื่องนี้ผมให้ 6.5/10 ครับ

Cr.movie.mthai.com