Tomorrowland : โลกสวยด้วยมือเรา ของผกก. แบรด เบิร์ด

หลังจากเลื่อนฉายจากปีที่แล้ว จนมาลงเอยที่ปีนี้เพราะต้องการทำซีจีให้สวยกว่าเดิม สำหรับ Tomorrowland หนังคนแสดงเรื่องที่ 2 ของผกก. แบรด เบิร์ด ที่โด่งดังจากอนิเมชั่นค่ายพิกซาร์อย่าง The Incredibles ตอนนี้ก็เข้าฉายมาให้เราชมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Tomorrowland

เรื่องราวของ แฟรงค์ – อดีตเด็กอัจฉริยะ (คลูนีย์) ผู้เหนื่อยหน่ายและท้อแท้ และ เคซี่ (บริตต์ โรเบิร์ตสัน) สาวน้อยผู้ปราดเปรื่อง, มองโลกในแง่ดี,และมีความกระหายใคร่รู้ทางวิทยาศาสตร์ ต้องร่วมภารกิจสุดอันตรายในการไขปริศนาของ­สถานที่ลึกลับที่อยู่ที่ไหนซักแห่งในห้วงเ­วลาและอวกาศที่รู้จักแค่ชื่อที่ถูกเรียกขา­นว่า “ทูมอโรว์แลนด์” สิ่งที่เขาต้องทำที่นั่นจะเปลี่ยนแปลงโลก และพวกเขาไปตลอดกาล

โดยแน่นอนว่าหลังจากหันไปทำหนังสายลับจนได้รับคำยกย่องจนแทบเหลือคราบผู้กำกับ อนิเมชั่น สดใส มาคราวนี้เขาถูกดึงตัวกลับบ้านที่ ดิสนี่ย์ อีกครั้ง เพื่อกำกับหนังเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นจึงแน่นอนว่าคงไม่แปลกใจถ้าหากโทนหนังเรื่องนี้จะออกมาหวานแหววในสไตล์ดิสนี่ย์เสียเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นทั้งในแง่ของการสร้างโลกอนาคต, การพูดถึงประเด็นหนัง และ ระดับความสนุกที่หนังมอบให้เรา โดยที่กล่าวมาทั้งหมดก็ไม่ใช่ว่าจะบอกว่าตัวหนังนั่นแย่ เพียงแต่ส่วนตัวผมกลับคิดว่า ถ้าหากใครที่มีอายุอานามเกิน 15 ปีขึ้นไปแล้ว น่าจะค่อนข้างสนุกกับหนังได้ไม่เต็มที่เท่าไหร่นัก เพราะทุกอย่างในหนังเรื่องนี้ดูเหมือนจะทำมาเพื่อเด็กไปเสียทุกอย่าง

ไม่ว่าจะเป็นการที่มันเปรียบเสมือนการเป็นโฆษณาในทางอ้อมสำหรับปลุกปั้นให้เด็กรุ่นใหม่ หันมามีความคิดสร้างสรรค์ในการเปลี่ยนแปลงโลกให้น่าอยู่ขึ้น หรือแม้แต่ฉากแอ็คชั่นที่เต็มไปด้วยหุ่นยนต์ตบตี และความเป็นไซไฟเนิร์ดจ๋า ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าเจตนาในการสร้างของผู้กำกับจะไม่ดี หรือโลกสวยขนาดนั้น เพียงแต่ว่าถ้าหากเทียบกับผลงานเรื่องก่อนๆ โดยเฉพาะตอนที่ทำกับอนิเมชั่นในพิกซาร์ เรายังกลับรู้สึกว่ามีการพูดถึงประเด็นที่ค่อนข้างใหญ่ และมีวิธีการสร้างเอนเตอร์เทนให้คนดูได้ดีกว่านี้

ซึ่งนี้นับว่าเป็นปัญหาหลักจริงๆกับการที่ผกก.สายอนิเมชั่น หันมากำกับหนังคนแสดง แบบกรณีเดียวกับ พีท ด็อกเตอร์ ตอน John Carter มันจะยังมีหลายส่วนที่ผู้กำกับดูจะไม่รู้ว่าควรเลือกที่จะหยิบเอาประเด็นไหน มาใส่ในคาแรกเตอร์ของนักแสดงคนไหนบ้าง เพื่อที่ให้มันนำสารมาส่งสู่คนดูได้อย่างถูกต้อง โดยในกรณีนี้คือการพูดถึงโลกอนาคตที่ถูกตัดสินไว้ล่วงหน้า พร้อมทั้งความถูกครอบงำจนหน้ามืดตามัวของ AI นั่นเอง

แต่เอาเข้าจริงๆ ไม่ว่าตัวหนังมันจะออกมาอย่างไรก็ตาม สิ่งเดียวที่ผมเห็นว่าเฉิดฉายมาตั้งแต่ตัวอย่าง และพอมาดูในหนังเต็มผมก็คาดหวังอย่างมากที่จะได้รับความรู้สึกดีๆกลับไป ก็ไม่ได้ผิดหวังเลยจริงๆ กับนางเอกสาวหน้าใหม่อย่าง บริตต์ โรบินสัน ที่สามารถรับบทนางเอกของเรื่องนี้ได้ออกมาเป็นดาวเด่นยิ่งกว่า จอร์จ คลูนี่ย์ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ตลกรั่ว ล้น เธอก็ต่างสร้างสรรค์ตัวละครนี้ออกมาได้อย่างไม่น่ารำคาญ แถมยังน่าเอ็นดูยิ่งกว่าเด็กวัยรุ่นทั่วไปอีกด้วย เช่นเดียวกับ ราฟฟี่ แคสซิดี้ ที่สามารถพิสูจน์ได้แล้วว่า การมีออร่ามาตั้งแต่เด็กนั่นเป็นเช่นไรกัน

เพราะฉะนั้น โดยสรุปแล้ว Tomorrowland คงจะมีดีตรงที่นักแสดง ที่ยังคงสามารถคุมความเฉิดฉายของหนังได้เกินหน้าเกินตาโลกอนาคตไปมาก ในทางกลับกันทางด้านของตัวหนัง กลับยังดูแล้วออกมาไม่ตรงเป้าสักเท่าไหร่ แต่มันก็ไม่ได้ถึงขั้นเลวร้ายจนเสียดายค่าตั๋วหรือเวลา เพราะแท้จริงแล้วนี่มันก็เป็นหนังไซไฟ ไร้พิษภัย ที่เหมาะจะใช้เวลาว่างไปดูกับครอบครัวได้ดีในระดับนึง

เรื่องนี้ผมให้ 6.5/10 ครับ

Cr.movie.mthai.com

รีวิว Magic Mike XXL : กลับคืนสู่บาร์แห่งฝัน

หลังจากระยะเวลาเกือบ 2 ปี ในที่สุดตัวหนังภาคต่อเรื่องนี้ที่ แชนนิ่ง เททั่ม โปรดปรานนักหนา ก็ได้ออกมาแล้ว สำหรับ Magic Mike XXL ถึงแม้จะไม่ใช่ผลงานการกำกับของ สตีเว่น โซเดอร์เบิร์ก จากภาคแรก แต่เขาก็มานั่งแท่นเป็น เอ็กคลูซีฟ โปรดิวเซอร์ ให้ พร้อมดันผกก.หน้าใหม่อย่าง เกรกอรี่ เจค็อบส์ ที่ตัว เททั่ม เลือกมากำกับเองให้นั่งแท่นแทนครับ

Magic Mike XXL

ภาพยนตร์เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับไมค์ 3 ปีต่อมาหลังจากที่เขาลาวงการเต้นเปลื้องผ้­าที่เขาได้สร้างตำนานเอาไว้ ภาพยนตร์เรื่อง “Magic Mike XXL” สมาชิกที่หลงเหลือ Kings of Tampa พร้อมสลัดผ้าแล้ว แต่พวกเขาอยากทำในสิ่งที่เป็นตัวของตัวเอง นั่นคือการปลุกความเร่าร้อนขึ้นมาในสุดยอด­การแสดงครั้งสุดท้ายที่หาดไมร์ เทิล พร้อมด้วยหัวหน้าคณะ Magic Mike ตำนานที่จะมาสร้างสีสันให้ผู้ชมกันอีกครั้ง

โดยผมต้องยอมรับเลยว่า ส่วนตัวเป็นคนที่ค่อนข้างชื่นชอบในภาคแรกมากๆ ทั้งในแง่ของตัวประเด็นที่หนังนำมาเสนอ และรวมไปถึงฉากเต้นโยกย้ายของเหล่านักแสดง ที่ถึงแม้คุณจะเป็นชายแท้ แต่ก็ต้องตื่นตะลึงไปกับความสามารถ และลีลาของพวกเขาแน่นอน เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกถ้าหากผมจะค่อนข้างคาดหวังกับภาคต่อเรื่องนี้มากพอสมควร ถึงแม้จะไม่ใช่ในตัวเรื่องโดยตรง แต่ก็กับฉากเต้นที่หวังว่าจะเร่าร้อนเช่นเคย

ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นก็ต้องยอมรับว่าค่อนข้างน่าพอใจ เพราะถึงแม้ตัวหนังอาจจะค่อนข้างลดทอนประเด็นเรื่องของ ชีวิตวัยกลางคน และชีวิตกลางแสงไฟ ลงไปกลายเป็นหนัง Road Movie ขนาดย่อม แต่สิ่งที่ตัวหนัง Magic Mike XXL สามารถมอบให้คนดูได้อย่างเต็มพิกัดคือเรื่องของ สิ่งของตอบสนองทางเพศ ที่ดุเดือดกว่าภาคแรก กับการวางตัวให้ผู้ชายเป็นเหมือนของเล่นสำหรับผู้ ด้วยเหล่านักเต้นเปลื้องผ้า ที่แน่นอนว่ามันสามารถสร้างความกระอักกระอ่วนให้แก่ผู้ชมเพศชายได้อย่างมาก เมื่อต้องเห็นเพศของตนเองถูกเหล่าเพศตรงข้ามลวนลาม และตกเป็นทาส ซึ่งในกรณีนี้หนังสามารถตั้งคำถามกลับกับคนดูได้อย่างดีอีกด้วยว่า แล้วทีเวลาเพศหญิงโดนกระทำชำเราในหนังเรื่องอื่นๆ ใยเราถึงไม่ได้มีความรู้สึกเช่นเดียวกันบ้างหล่ะ?

โดยนอกจากเรื่องเหล่านั้น หนังก็ยังมีการพยายามพูดถึงจุดมุ่งหมายของชีวิตคนเลข 40 ที่ต้องหางานการทำ เพื่อให้มีชีวิตต่อไปแบบไร้สีสันคล้ายภาคแรก แต่สิ่งที่ดูเหมือนน่าจะโดนใจผู้ชมเพศหญิง และอาจจะเพศชายบางส่วนมากที่สุด คงหนีไม่พ้นการที่ตัวหนังภาคต่อนี้มีฉากเต้นมากกว่า 30-40% ต่างจากภาคแรกที่มีน้อยมากๆ ซึ่งนั้นน่าจะทำให้เหล่าผู้หญิงฟินกันอย่างเต็มอิ่มแน่นอน โดยเฉพาะช่วงไคล์แมกซ์ที่เรียกได้ว่า แชนนิ่ง เททั่ม และผองเพื่อน ปล่อยพลังกันอย่างสุดฤทธิ์ เลื้อยส่ายเอว และสะโพกกันแบบไม่กลัวหลุดเลยทีเดียว

เพราะฉะนั้นโดยรวมแล้วจึงอย่างที่บอก ถึงแม้ว่าความเข้มข้นในด้านบทของตัวหนังจะลดลงจากภาคแรกค่อนข้างมาก แต่มันก็สามารถถูกทดแทนด้วยสิ่งอื่นๆ โดยเฉพาะฉากเต้นเปลื้องผ้า ที่สามารถขนเอาลีลา และแสงสีกลับมาจัดเต็มให้กับคนดูได้อย่างชื่นใจ

เรื่องนี้ผมให้ 8/10 ครับ

รีวิวหนัง As Above So Below – แดนสยองใต้โลก

นิเวอร์แซล พิคเจอร์ส และ เลเจนดารี พิคเจอร์ส ขอนำทุกท่านดำดิ่งลงไปใต้นครปารีส พร้อมกับสการ์เล็ต (รับบทโดย เพอร์ดิตา วีคส์) นักศึกษาโบราณคดีซึ่งลงไปในสุสานใต้ดิน เพื่อค้นหาปริศนาสำคัญที่หายไปในประวัติศาสตร์ ในภาพยนตร์ไซโคทริลเลอร์ As Above So Below แดนหลอนสยองใต้โลก

แดนสยองใต้โลก

สการ์เล็ตและเหล่านักสำรวจ เดินทางลงไปสู่สุสานใต้ดินที่อยู่ใต้ท้องถนนในกรุงปารีส ซึ่งเต็มไปด้วยกองกระดูกมนุษย์และเป็นที่สิงสถิตของวิญญาณนับล้าน การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการผจญภัยเพื่อค้นหาปริศนาสำคัญที่หายไปในประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่กลับกลายเป็นการเดินทางสู่นครแห่งความตายที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและความสยดสยอง พวกเขาต้องเผชิญกับบางสิ่งบางอย่างที่ตามหลอกหลอนและจ้องจะพรากชีวิตของพวกเขา

ภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นผลงานจากการเขียนบทโดยสองพี่น้อง จอห์น เอริค ดาวเดิล และดรูว์ ดาวเดิล (จาก Quarantine, Devil) ซึ่ง จอห์น เอริค รับหน้าที่กำกับการแสดงด้วย โดยมีนักแสดงนำ คือ เพอร์ดิตา วีคส์ (จาก The Invisible Woman, Prowl), เบน เฟลด์แมน (จาก Mad Men, Friday the 13th) และ เอ็ดวิน ฮอดจ์ (จาก Red Dawn, The Purge) ภาพยนตร์มีกำหนดเข้าฉาย 18 กันยายน นี้

ถ้าเอาความสนุกเข้าว่าแล้วมองผ่านความเป็นไปได้และความเป็นเหตุเป็นผลไปโดยเฉพาะความคิดแบนเรียบรวมถึงสัญชาตญาณของตัวละครเหล่าหนุ่มสาวที่บ้าบิ่นบ้าบอพวกนี้มันก็สนุกตื่นเต้นใจหายใจคว่ำได้มากทีเดียว มันเป็นการผจญภัยที่คาดเดาได้ยากเพราะมันแอบซ่อนหลายๆ อย่างที่ไม่ได้บอกชัดเจนจนเราสงสัยแล้วสงสัยอีกกระทั่งหนังพาเราไปเห็นด้วยตาตัวเอง ระหว่างทางก็เกิดการมั่วบ้างแต่ดีที่มันยังวุ่นวายอยู่ระหว่างเส้นตรรกะที่ครอบเรื่องทั้งเรื่องเอาไว้อยู่ ถึงแม้มันจะเป็นเหตุผลที่บางเบาจนเราเข้าไม่ถึง แต่การได้ดูคนโลภกลุ่มหนึ่งรนหาที่ตายค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้หลุมฝังศพตัวเองเรื่อยๆ มันก็สนุกดีในการเอาใจช่วยให้รอดระคนกับการสมน้ำหน้ามันรายตัว

จังหวะมันสนุกขึ้นเรื่อยๆ กับความลึกลับซับซ้อนถึงแม้ว่ามันจะไม่เก็บรายละเอียดหลายๆ อย่างที่ปูทางเรี่ยราดทิ้งไว้อย่างไม่น่าให้อภัย แต่บรรยากาศความมืดและอับชื้นในที่แคบนั้นบีบคั้นให้รู้สึกอึดอัดหวั่นกลัวได้ตลอดรอดฝั่งทั้งเรื่อง ความรู้สึกหลายๆ ช่วงคล้ายตอนที่ดู ‘Cloverfield’ กับ ‘Mr.Jones’เหมือนเรากำลังเดินเข้าบ้านผีสิงไปเรื่อยๆ ในเขาวงกต โดนผีหลอกตัวแล้วตัวเล่าแต่ก็หาทางหนีทีไล่ไม่เจอ

มุกผีที่เชื่อมโยงกับความผิดบาปของแต่ละคนก็ไม่มีหมุดหมายผลของการกระทำชัดเจนดูมั่วซั่วแต่ไปๆ มาๆ ก็สนุกดีนะ ตอนที่นางเอกทำภาระกิจสุดท้ายที่วิ่งฝ่าผีได้พรึงพรืดมากๆ ไม่รู้ว่าคนทำจงใจให้บาปบางอย่างอ่อนเปลี้ยมากไปหรือเปล่า อย่างเช่น นางเอกที่ไม่ได้รับสายพ่อก่อนที่พ่อจะฆ่าตัวตาย หรือพระเอกที่ช่วยน้องที่จมน้ำตายไม่ได้เพราะวิ่งหลงทางไปเรียกให้คนมาช่วยไม่ทัน ซึ่งมันไร้สาระดี ขณะเดียวกันมันก็ทำให้ได้ฉุกคิดว่าการกระทำของคนพวกนี้ขณะนี้ต่างหากที่เป็นบาปหนัก คนที่มีความเชื่อเรื่องประวัติศาสตร์แต่โบราณก็คงคิดว่ามันเกิดจากบาปแห่งการเหลื่อมล้ำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พอมองในมุมของเราเองก็ได้คำถามว่าบาปเล็กบาปน้อยของพวกเขานั้นควรได้รับลงโทษถึงขั้นตกนรกหมกไหม้หรือไม่