รีวิวหนัง City Hunter สายลับคาสโนเวอร์

นับว่าเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่ถูกสร้างมาจากการ์ตูนญี่ปุ่นชื่อดังมาหลายครั้งหลายเวอร์ชั่น สำหรับ City Hunter ที่ล่าสุดฝรั่งเศสนำมาสร้างใหม่ในชื่อ Nicky Larson et le parfum de Cupidon หรือชื่อไทยที่ว่า สายลับคาสโนเวอร์ งานกำกับจากฝีมือ ฟิลลิเป ลาโชว์ (Philippe Lacheau) ที่นั่งแท่นกำกับและแสดงนำด้วยตัวเอง โดยงานนี้แฟนชาวไทยไม่ต้องห่วงเรื่องภาษา ไม่ต้องอ่านซับ เพราะสหมงคลฟิล์มได้ น้าต๋อย เซมเบ้ และ พันธมิตร มาร่วมให้เสียงพากย์ในครั้งนี้ เชื่อว่าความตลกไม่แพ้ต้นฉบับแน่นอน

City Hunter

City Hunter สายลับคาสโนเวอร์ ว่าด้วยเรื่องราวของ นิกกี ลาร์สัน บอดี้การ์ดขั้นเทพ และเป็นนักสิบเอกชนฝีมือฉมัง เขาได้รับการติดต่อให้รับภารกิจสุดอันตรายในการนำน้ำหอมแห่งคิวปิดกลับคืนมา ว่ากันว่าน้ำหอมนี้จะทำให้ผู้ใช้เกิดความหลงใหลจนถอนตัวไม่ขึ้น งานนี้ไม่ธรรมดาเพราะต้องพบกับศัตรูฝีมือฉกาจจะฮาและเพี้ยนแค่ไหนมาดูกัน

เรียกได้ว่า City Hunter ในเวอร์ชั่นนี้ถือเป็นเวอร์ชั่นคนแสดงที่สนุกมากที่สุดอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง เนื่องจากองค์ประกอบหลายๆ อย่างนั้นถือว่ามีความพอเหมาะพอดี โดยเฉพาะในเรื่องของความตลกที่ได้จากการพากย์เสียงของ น้าต๋อย เซมเบ้ และ พันธมิตร ที่มีความลงตัวไม่ได้ล้นเกินไป ทำให้ภาพรวมของหนังออกมาฮาอย่างที่หวัง ถึงแม้ว่าบางมุกมันจะเฉิ่มเชยไปบ้างก็ตาม

อีกหนึ่งอย่างที่เป็นจุดขายของเวอร์ชั่นนี้ก็คือ ฉากแอคชั่นที่หลุดโลกหาได้ยากในหนังเรื่องอื่น กฏฟิสิกส์หรือทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ทั้งหลายไม่สามารถนำมาใช้กับหนังเรื่องนี้ได้ รวมทั้งของสำคัญในเรื่องอย่างน้ำหอมที่เรียกได้ว่าเป็นตัวชูโรงสร้างความเพลิดเพลินได้มากโข เรียกว่าเป็นความบ้าบอที่มาพร้อมความสนุกแบบไม่สนความเป็นจริง เชื่อว่าใครที่อยากคลายเครียดไปดูเรื่องนี้แล้วจะดีขึ้นอย่างแน่นอน

และสิ่งสำคัญหนังยังคงคาแรคเตอร์ของพระเอกผู้เป็นสายลับไว้อย่างดี ค่อนข้างเคารพต้นฉบับ โดยเฉพาะความเจ้าชู้ประตูดินและหื่นฮาแบบจัดเต็ม เว้นเสียแต่รูปลักษณ์ของตัวละครที่ขึ้นอยู่กับชาติพันธุ์ ซึ่งหากมองข้ามประเด็นนี้ไปเชื่อว่าแฟนหนังน่าจะสนุกไปกับเรื่องราวป่วนๆ เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี ขอแนะนำว่าอย่าไปคิดอะไรมาก ดูเอาแค่สนุกก็ตอบโจทย์สุดๆ แล้ว

ปล. หนังอาจจะไม่เหมาะสำหรับเด็กและเยาวชน เพราะมีความรุนแรงและโป๊เปลือยมากทีเดียว

City Hunter สายลับคาสโนเวอร์ 7/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.mthai.com

รีวิว The LEGO Movie 2: The Second Part

เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ The LEGO Movie 2: The Second Part ภาพยนตร์แอนิเมชั่นผจญภัยภาคต่อจาก 5 ปีที่แล้ว ซึ่งหนังทำรายได้ถล่มทลายอย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง กลับมาภาคนี้แน่นอนว่าก็ยังคงได้ คริส แพรตต์ (Chris Pratt) ให้เสียงภาคเป็นพระเอกเหมือนเดิมเช่นเดียวกับตัวละครอื่นๆ เพิ่มเติมคือผู้กำกับคนใหม่ซึ่งได้ ไมค์ มิตเชล (Mike Mitchell) มาสานต่อเรื่องราวของเหล่าเลโก้ฮีโร่ตัวจิ๋วอีกครั้ง

The LEGO Movie 2: The Second Part

The LEGO Movie 2: The Second Part ว่าด้วยเรื่องราวการมารวมตัวกันของฮีโร่บริคส์เบิร์ก ในการผจญภัยที่เต็มไปด้วยการต่อสู้รูปแบบใหม่เพื่อปกป้องเมืองอันเป็นที่รักของพวกเขา ซึ่งเป็นเวลา 5 ปีแล้วที่ทุกสิ่งช่างดูสวยหรู และตอนนี้เหล่าประชาชนต้องพบกับภัยร้ายครั้งใหญ่รูปแบบใหม่จาก เลโก ดูโพล ผู้บุกรุกจากนอกอวกาศ ทำลายล้างทุกอย่างได้รวดเร็วกว่าที่พวกเขาจะกลับมาสร้างใหม่ได้

ในการเอาชนะคู่ต่อสู้และทวงคืนความสามัคคีของจักรวาลเลโก้ เอมเม็ต, ลูซี, แบทแมน และผองเพื่อนของพวกเขาต้องเดินทางไปยังโลกที่ห่างไกลที่ไม่คุ้นตา รวมถึงกาแล็กซีประหลาดที่ทุกอย่างเป็นเสียงดนตรี ซึ่งนี่จะเป็นการทดสอบความกล้าหาญ ความสร้างสรรค์ และความสามารถด้านการก่อสร้างขั้นสูงของพวกเขา และจะได้เห็นกันว่าจริงๆ แล้วพวกเขามีความพิเศษมากขนาดไหน

เรียกได้ว่ากว่าแฟนๆ จะได้ชมภาคต่อก็ต้องรอคอยกันนานถึง 5 ปี เลยทีเดียว สำหรับ The LEGO Movie 2: The Second Part เชื่อว่าบางคนอาจจะจำเรื่องราวในภาคแรกไม่ได้เสียด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่ต้องเป็นกังวลไปเพราะหนังได้ปูเรื่องราวมาให้คร่าวๆ แล้วว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้างและไม่ใช่เรื่องซับซ้อนยากที่จะเข้าใจ ถือได้ว่าการผจญภัยของเหล่าเลโก้ในภาคนี้ได้ยกระดับความอันตรายมากขึ้นไปหลายเท่า เพราะตัวละครทุกตัวนั้นล้วนแล้วแต่ต้องเผชิญหน้ากับอันตรายที่แฝงมาด้วยความบ้องแบ๊ว ทำเอาคนดูอย่างเราอดยิ้มเอ็นดูไม่ได้เลย

นอกจากนั้นหนังก็ยังความขี้แซะไว้เหมือนเดิมแทบไม่มีผิดเพี้ยน เว้ยเสียแต่ว่าจะเพิ่มมุกใหม่ตามจำนวนหนังของ DC Comic, Fox และ Warner Bros. ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากใครที่ไม่เคยดูหนังของค่ายนี้มาก่อนก็อาจจะไม่ค่อยเข้าใจในหลายๆ มุก เพราะแต่ละมุกที่ยิงมานั้นต้องเป็นคนที่เคยดูหนังมาแล้วถึงจะเข้าใจจริงๆ เรียกได้ว่าเป็นหนังขี้แซะแห่งปีเลยก็ว่าได้ ในส่วนของเพลงประกอบภาพยนตร์ก็ถือว่าทำออกมาได้สร้างสรรค์ไม่แพ้ภาคแรก โดยเฉพาะในเอนด์เครดิตที่เชื่อว่าหลายจะต้องดูจนจบแน่นอน

แน่นอนว่าหนังไม่ได้ให้แค่ความสนุกและตลกโปกฮาอย่างเดียว แต่ยังแฝงเรื่องราวความสัมพันธ์ของเหล่าเลโก้ที่มีความทับซ้อนกับโลกมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง รวมทั้งยังได้เห็นถึงพัฒนาการ, ความเปลี่ยนของชีวิตที่มีทั้งเรื่องดีและร้าย ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่ให้บทเรียนให้เรานั้นได้เรียนรู้ที่จะยอมรับและสิ่งไหนที่ไม่ดีก็ต้องหาทางป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก

The LEGO Movie 2: The Second Part 7.5/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com

รีวิวหนัง ๙ ศาสตรา

นับเป็นเวลาหลายปีแล้วที่วงการภาพยนตร์แอนิเมชั่นไทยไม่ค่อยมีผลงานออกมาให้แฟนหนังได้ชมเท่าที่ควร จนไม่กี่ปีมานี้ค่ายหนังน้องใหม่อย่าง เอ็กซ์ฟอร์แมท ฟิล์มส์ ได้สร้างโปรเจกต์ยักษ์ที่ใช้เวลานานกว่า 4 ปี กับทุนสร้างกว่า 200 ล้านบาท เพื่อให้กำเนิดแอนิเมชั่น ๙ ศาสตรา ฝีมือผู้กำกับรุ่นใหม่ไฟแรง กันย์ พันธ์สุวรรณ และ ณัฐ ยศวัฒนานนท์ แน่นอนว่าตอนนี้ก็เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ไปเมื่อไม่กี่วันมานี่เอง

๙ ศาสตรา

๙ ศาสตรา ว่าด้วยเรื่องราวการผจญภัยของ อ๊อด เด็กหนุ่มที่ชะตาลิขิตให้เป็นส่วนหนึ่งในการกอบกู้อาณาจักร รามเทพนคร แผ่นดินเกิดของเขาให้รอดพ้นอำนาจของ เทหะยักษา เจ้าแห่งยักษ์ผู้เข้ามายึดครองอาณาจักร และก่อความทุกข์เข็ญให้กับเหล่าประชาชน ซึ่ง อ๊อด ได้ฝึกฝนเคี่ยวกรำร่ำเรียนศิลปะการต่อสู้มวยไทยที่เคยหายสาบสูญไปจากครูมวยอันดับหนึ่งของแผ่นดิน

อ๊อด มีภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการนำสุดยอดศาสตราวุธ ๙ ศาสตรา ไปมอบให้องค์ชายรัชทายาทแห่ง รามเทพนคร เพื่อใช้ในการกอบกู้อาณาจักร พร้อมกับพลพรรคเพื่อนพ้อง ไม่ว่าจะเป็น เสี่ยวหลาน โจรสลัดอากาศสาวงามชาวจีน พร้อมด้วยลิงทะโมน วาตะ เจ้าชายแห่งอาณาจักรลิง รวมถึง อสูรสีชาด ยักษ์สีแดงร่างใหญ่ใจดี

อ๊อดและพรรคพวกจะสามารถทำภารกิจนี้ให้สำเร็จได้อย่างไร เขาจะคว้าชัยชนะในศึกครั้งใหญ่กับกองทัพโหดทมิฬมหึมาของเหล่ายักษาได้หรือไม่ ใครคือวีรบุรุษที่จะมาช่วยปลดปล่อยประชาชนที่ตกเป็นทาสจากอำนาจมืดนี้

ต้องยอมรับว่าการสร้างภาพยนตร์แอนิเมชั่นในบ้านเรานั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเสี่ยงพอสมควร ที่สำคัญที่สุดคือรายได้ของหนังที่ส่วนมากนอกจากจะไม่ได้กำไรแล้ว ซ้ำมีน้อยเรื่องนักที่จะได้ทุนคือ อีกทั้งเรื่องราวของหนังยังเป็นส่วนสำคัญที่ดึงดูดใจให้ผู้ชมอยากดู และ ๙ ศาสตราก็ถือว่ามาได้จังหวะพอดิบพอดี ทั้งกำหนดการเข้าฉายตอนรับวันเด็กแห่งชาติ แน่นอนว่าน่าจะมีผู้ปกครองไม่น้อยต้องพาลูกหลานไปดูหนังฉลองวันเด็ก

จากตัวอย่างหนังก็พอจะทราบกันดีว่าพล็อตเรื่องไม่ได้มีความซับซ้อนอะไร ออกจะเชยไปนิดนึง เพราะด้วยการเลือกใช้ตัวละคย้อนยุค วิธีการพูดของตัวละคร แต่ไม่ได้หมายความว่ามันไม่ดี ด้วยการดีไซน์ตัวละครนั้นทำออกมาได้ดีมาก ค่อนข้างละเอียด ดูแล้วไม่ลอย สัดส่วนดูเป็นธรรมชาติ ในเรื่องของการฉากแอ็คชั่นก็มีความสนุกและทันสมัยคล้ายกับเกมที่เล่นกัน อาวุธที่สำคัญในเรื่องอย่าง ๙ ศาสตรา ก็ดูน่าสนใจมีที่มาที่ไป

สิ่งที่ไม่ค่อยคาดหวังมากนักก็คือเรื่องการพากย์เสียง ซึ่งในเรื่องได้ ไต้ฝุ่น เคพีเอ็น, โบว์ สาวิตรี, มิวสิค เอเอฟ และ น็อต วรฤทธิ์ มาให้เสียงตัวละครหลักนับว่าเป็นเรื่องค่อนข้างเกินความคาดหมาย ทุกคนทำออกมาได้ดี เนียนไปกับตัวละครนั้นๆ ส่วนเรื่องของเพลงประกอบภาพยนตร์ก็เข้ากับหนัง แต่อาจจะมีบางฉากที่ใส่เพลงประกอบเข้าไปแล้วทำให้ไม่เข้ากันอย่างมาก แต่โดยรวมก็ถือว่าดี

แน่นอนว่าสิ่งที่ดีที่สุดในภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องนี้ก็คืองานภาพที่มีความละเอียด คาแร็คเตอร์ตัวละครชัดเจน ทั้งยังใส่สถานที่ท่องเที่ยวอันเป็นแลนด์มาร์กสำคัญเอาไว้ด้วย เชื่อว่าใครที่ได้ชมน่าจะอยากไปสถานที่จริงกันบ้าง

และแม้ว่าหนังจะใช้ข้อคิดและคำสอนบางอย่างที่ออกจะเป็นการยัดเยียดให้คนดูพอสมควร จึงทำให้รู้สึกแปลกๆ เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ๙ ศาสตรา ก็ถือเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นเปี่ยมไปด้วยคุณภาพอีกเรื่องหนึ่ง อาจจะมีบางจุดที่ไม่ได้ดี 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เชื่อว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและผู้ชมน่าจะได้อะไรหลายๆ มากกว่าที่คิดแน่นอน

๙ ศาสตรา 8/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

ขอบคุณข้อมูลจาก mthai.com