รีวิวหนัง Mirai : มิไร มหัศจรรย์วันสองวัย

กินเวลาไปนานกว่า 3 ปี เลยทีเดียวที่ผู้กำกับคนเก่งอย่าง มาโมรุ โฮโซดะ จะผลิตผลงานแอนิเมชั่นเรื่องล่าสุด Mirai มิไร มหัศจรรย์วันสองวัย ออกมาให้แฟนๆ ได้ชมกัน หลังจากผลงานเรื่องล่าสุด The Boy and the Beast (2015) ที่ได้สร้างความประทับใจไม่แพ้ผลงานเรื่องอื่น การกลับมาคราวนี้เจ้าตัวก็ขอหยิบยกเอาเรื่องใกล้ตัวของคนในครอบครัวมาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวสุดแสนน่ารัก เชื่อว่าจะสนุกและได้รับความสุขเช่นเคย

Mirai

Mirai มิไร มหัศจรรย์วันสองวัย ว่าด้วยเรื่องราว คุน เด็กชายตัวน้อยวัย 4 ขวบ ที่ถูกเลี้ยงแบบตามใจได้เข้าไปในสวนเวทมนตร์ สวนที่ทำให้เด็กชายตัวน้อยข้ามผ่านกาลเวลาไปพบกับ มิไร สาววัยรุ่นวัยเรียน ซึ่งเป็นน้องสาวของเขาที่เดินทางมาจากอนาคตเพื่อกลับมาพบคุนอีกครั้ง ทั้งสองได้ออกผจญภัยด้วยกันเพื่อช่วยคุนเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับน้องสาวอย่างมีความสุข

ตั้งแต่ได้เห็นตัวอย่างหนังครั้งแรกกับลายเส้นที่คุ้นเคยก็รู้เลยว่าต้องไม่พลาดหนังแอนิเมชั่นเรื่องนี้แน่นอน ประกอบกับเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของคนครอบครัวด้วยแล้วยิ่งอยากดูซ้ำแล้วซ้ำอีก ซึ่งผู้กำกับ มาโมรุ โฮโซดะ ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง โดยหนังเผยให้เห็นมุมมองของ คุน เด็กชายวัย 4 ขวบ ออกมาได้อย่างสมจริง เป็นธรรมชาติ และเต็มไปด้วยความน่ารัก

ด้วยธรรมชาติของเด็กที่ไม่ได้มีแค่ความน่ารักอย่างเดียว หนังยังใส่ความดื้อรั้น เอาแต่ใจ ที่มักจะเกิดขึ้นกับเด็กในวัยนี้ ยิ่งเมื่อมีน้องสาวตัวน้อยเพิ่มเข้ามาในครอบครัวอีกคน ก็ยิ่งเหมือนถูกดึงความสนใจจากพ่อแม่ คล้ายกับว่าถูกแย่งความรักที่เคยได้เพียงคนเดียวไปหมด ซึ่งในจุดนี่เองหากใครที่เคยมีพี่น้องก็เชื่อว่าน่าจะเข้าใจหัวอกคนเป็นพี่ที่เกิดก่อนได้เป็นอย่างดี

เมื่อมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น หนังก็ได้ใส่มุมมองของคนเป็นพ่อแม่ด้วยเช่นกัน ทำให้เราได้เห็นความเป็นจริงที่ว่าทุกคนพยายามทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุดแล้ว แม้กระทั้งสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขที่เคยได้รับความรัก การเอาใจใส่จากครอบครัวนี้ก่อนเด็กๆ จะเกิด ต่างก็มีความต้องการของตัวเองเช่นกัน ซึ่งมันทำให้เราเข้าใจบทบาทของแต่ละคนได้เป็นอย่างดี

เรียกได้ว่า คุนจัง อาจจะโชคดีกว่าเด็กคนอื่นด้วยซ้ำที่สามารถล่วงรู้ความคิดของคนรอบกายก่อนที่จะเกิดปัญหาจนการเรียนรู้ซึ้งถึงคุณค่าความสำคัญของคนในครอบครัว และแม้ว่าหนังจะนำเสนอเรื่องราวเล็กๆ ที่สุดของสังคม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถาบันครอบครัวเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ ส่วนหนึ่งของความเป็นคนดีหรือไม่ดี ก็มักจะขึ้นอยู่กับส่วนเล็กๆ ส่วนนี้เอง นี่จึงเป็นหนังแอนิเมชั่นเรื่องหนึ่งที่สามารถสร้างความสุขอิ่มเอมใจได้เป็นอย่างดี เชื่อว่าใครที่เป็นคอหนังแอนิเมชั่นไม่พลาดแน่นอน

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com

รีวิว Papillon ปาปิยอง หนีตายแดบดิบ

นับว่าเป็นหนังอีกเรื่องที่เหมาะกับคอหนังสายดรามามากเลยทีเดียว สำหรับ Papillon ปาปิยอง หนีตายแดบดิบ ที่สร้างมาจากหนังสือชื่อดังที่มีเค้าโครงมาจากเรื่องจริงจากชีวประวัติของ อองรี ปาปิยอง ชาร์เรียร์ ชายผู้หลบหนีออกจากคุกกลางมหาสมุทรที่ไม่มีใครเชื่อว่าจะมีใครสามารถหนีออกมาได้ จนได้กลายเป็นตำนานเล่าขานตราบจนถึงยุคปัจจุบัน

Papillon ปาปิยอง หนีตายแดบดิบ

โดยหนังได้พระเอกหนุ่ม ชาร์ลี ฮันแนม (Charlie Hunnam) จาก King Arthur (2017) มาแสดงนำ ร่วมด้วย รามิ มาเล็ก (Rami Malek) ผู้โด่งดังจากซีรีส์สุดฮิตอย่าง Mr. Robot (2015) และกำลังจะก้าวไปรับบทบาท เฟรดดี เมอร์คิวรี นักร้องผู้ล่วงลับในภาพยนตร์อัตถชีวประวัติ อย่าง Bohemian Rhapsody ที่มารับบท หลุยส์ เดกา ตัวละครสำคัญในเรื่อง ภายใต้การกำกับของ ไมเคิล นัวร์ (Michael Noer) ผู้กำกับชาวเดนมาร์กที่เคยฝากผลงานไว้ใน R (2010), Nordvest (2013)

หลายคนอาจจะไม่รู้มาก่อนว่าเรื่องราวของ Papillon นั้นเคยถูกสร้างมาแล้วในปี 1973 ซึ่งก็ผ่านมาแล้วกว่า 45 ปี คาดว่าเรื่องราวคงไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก เว้นเสียแต่อาจจะมีเพิ่มเติมเรื่องเทคนิคการสร้างการถ่ายทำที่มีความทันสมัยมากขึ้น ด้วยความที่ส่วนตัวไม่ได้ตั้งความหวังกับหนังเรื่องนี้ไว้มากนัก ทำให้ถึงเวลาได้ดูหนังจริงๆ แล้วพบว่ามันยังคงเป็นเรื่องราวที่ดี และให้อะไรมากกว่าที่คิด

นอกจากเราจะได้สภาพความเป็นอยู่และวิถีชีวิตของคนที่อยู่ในคุกที่หาสิ่งดีๆ แทบไม่ได้แล้ว เรายังได้เห็นมิตรภาพของมนุษย์ที่แม้ว่าจะไม่ได้เริ่มด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ก็เป็นสิ่งเดียวที่ช่วยเยียวยาชีวิตและจิตใจให้มีความหวังอยู่รอดต่อไป ประกอบกับการแสดงของพ่อหนุ่ม ชาร์ลี ฮันแนม (Charlie Hunnam) ที่เห็นได้ชัดว่าเขาทุ่มเทแรงกายแรงใจในการรับบทบาทนี้ โดยเฉพาะเรื่องกายภาพที่เห็นพัฒนาการทางด้านร่างกายอย่างชัดเจน ตั้งแต่ก่อนติดคุกที่มีหุ่นล่ำอย่างหล่อ จนค่อยๆ ผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกให้สมกับกับเป็นนักโทษติดคุกมืดหลายปี ยอมใจในความทุ่มเทนี้จริงๆ

ฝ่ายนักแสดงมากความสามารถอย่าง รามิ มาเล็ก (Rami Malek) ก็ถือว่าถ่ายทอดบทบาทออกมาได้ดีไม่แพ้กัน โดยเฉพาะฉากที่ทั้งคู่ตัวติดกัน ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด อาจจะทำให้แฟนหนังสายวายหรือชาย-ชาย คิดเกินเลยไปบ้าง เพราะบางทีก็แอบคิดว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองตัวละครนั้นน่าจะมีอะไรมากกว่าแค่เป็นเพื่อนกัน (แต่จริงๆ มันไม่มีอะไรเลย) อีกทั้งหนังยังแฝงนัยยะไว้หลายอย่าง ใครที่ได้ดูน่าจะพอตีความออกมาได้ ส่วนจะเหมือนหรือไม่เหมือนกันนั้นก็ต้องแล้วแต่ประสบการณ์ของแต่ละคน

แน่นอนว่าใครที่คาดหวังความดิบเถื่อนจากหนังเรื่องนี้นั้นไม่มีผิดหวังจริงๆ เพราะหนังเสิร์ฟความดิบ เถื่อน โหด จัดเต็มชนิดที่ว่าถ้าเราเป็นตัวละครในเรื่องคงยอมตายด้วยกิโยตินไปเสียดีกว่า แต่อย่างที่บอกหนังได้สื่อให้เห็นถึงเรื่องความหวังออกมาเป็นหลัก ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ลำบากลำบนแค่ไหน เชื่อว่าใครที่ได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างแน่นอน

Papillon ปาปิยอง หนีตายแดบดิบ 7.5/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com

รีวิวหนัง Black Panther แบล็ค แพนเธอร์ หนังปี 2018

รีวิวหนัง Black Panther แบล็ค แพนเธอร์ ส่วนผสมหนังมาร์เวลที่ลงตัว

Black Panther หนังจากค่าย Marvel เป็นหนังที่นำเอาจุดเด่นของหนังมาร์เวลแต่ละเรื่องก่อนหน้ามาใช้แบบขึงขังและดราม่าจริงจัง สืบทอดแนวทางหลัง Captain America: Civil War ได้ออกมาอย่างลงตัวสุดๆ

Black Panther 2018

เรื่องย่อ Black Panther แบล็ค แพนเธอร์

เรื่องราวต่อมา ของกษัตริย์องค์ใหม่ต้องรับมือกับศัตรูคนใหม่และศัตรูทางการเมืองเพื่อปกป้องประเทศ Wakada ของเขาให้รอดพ้นจากสงครามโลกครั้งใหม่ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ได้นักแสดงผิวสีมากมายฝีมือ เช่น Michael B. Jordan, Danai Gurira Forest Whitaker นอกจากนี้ยังได้นักแสดงดีกรีรางวัลออสการ์อย่าง Lupita Nyong’o มาร่วมแสดงในเรื่องนี้ด้วย กำกับโดย Ryan Coogler

Black Panther มิติใหม่ของจักวรวาลหนังมาร์เวล

นับตั้งแต่ปี 2008 Marvel Studio ได้เริ่มฉาย Iron Man ภาคแรกในโรงภาพยนตร์ และเป็นปฐมบทของ Marvel Cinematic Universe ที่ปัจจุบันมาฐานแฟนๆ แข็งแกร่งมาก พร้อมทั้งพล็อตเรื่องทุกอย่างที่ถูกปูมาจะถูกคลี่คลายสู่การต่อสู้ครั้งใหญ่ใน Avengers Infinity Wars นั่นเอง

Black Panther

ซึ่ง แบล็ค แพนเธอร์ ถือเป็นเส้นเรื่อง หรือจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายก่อนมหากาพ 10 ปี Marvel Cinematic Universe ถือเป็นไฟท์บังคับที่ทุกคนต้องดู ทีแรกผมก็กลัวๆ เหมือนกันว่าเนื้อเรื่องจะเป็นเพียงแค่การเล่าเหตุการณ์เล็กๆ และทิ้งเชื้อไว้ไปคลี่คลายใน Avengers Infinity Wars

แต่หลังจากที่ได้ชมแล้ว ต้องบอกเลยว่าเป็นหนังมาร์เวลที่มีเสน่ห์อันดับต้นๆ ของผมเลยก็ว่าได้ เนื้อเรื่องเอาเข้าจริงมีความเล่าง่ายย่อยง่ายไปหมด แต่เพราะด้วยโปรดักชั่นดีไซน์ การออกแบบองค์ประกอบฉาก ชุด ต่างๆ ที่ดูใหม่แลกตา การผสมผสานของวัฒธรรมของชนเผ่าแอฟริกา กับเทคโนโลยีสุดไฮเทคได้อย่างลงตัว และมีเสน่ห์ ทำให้เรื่องนี้ขึ้นมาอยู่ในอันดับ Top ของหนังมาร์เวลในใจผมเลยก็ว่าได้

Black Panther

อีกอย่างที่ต้องชมเลยก็คือ เป็นหนังที่มีเพลงประกอบภาพยนตร์ติดหูมากจริงๆ การผสมผสานธรรมนองเพลงแบบแอฟริกาเข้ากับเพลงสมัยใหม่ทำให้หนังดูสนุก บิ้วคนดูให้อินกับหนังได้ดีมากๆ เลยทีเดียว

เอาเป็นว่า แบล็ค แพนเธอร์ เป็นหนังที่ดูฟอร์มแล้วน่าจะเป็นหนังฟอร์มเล็ก ที่ไม่ได้เล็กเลยจริงๆ ทุกอย่างในเรื่องดูดี ดูน่าค้นหา ถ้าประเทศวาคานด้าในเรื่องมีอยู่จริงก็น่าไปเที่ยวจริงๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก คุณ Pop_Arch, movie.thaiware.com