รีวิวหนัง The Closet – ตู้นรกไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด

หนัง The Closet เกิดอุบัติเหตุคร่าชีวิตภรรยาของ Sang-Won ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับลูกเปลี่ยนไป ทั้งคู่จึงย้ายบ้านใหม่ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ประหลาด โดยจุดเริ่มต้นมันมาจากตู้เสื้อผ้าในบ้านหลังนั้น

The Closet

The Closet – ตู้นรก ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพ่อลูกคู่หนึ่งที่ได้ย้ายมายังบ้านใหม่ แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ประหลาด ในที่สุดลูกของเขาก็หายไปอย่างไร้ร่องลอย จนทำให้เขารู้ว่าเหตุทั้งหมดมันมาจากตู้อาถรรพ์

สารภาพเลยว่าดูตัวอย่างครั้งแรกปุ๊บนึกในหัวเลยว่า “นี่มัน Poltergeist ฉบับเกาหลีใช่มั้ย?” เพราะหลายๆ อย่างมันเหมือนมาก นั่งมองหน้ากับพี่ว่าเห้ย ใช่ปะวะ 555 มันมีหลายอย่างชวนให้นึกถึงสุดๆ และหลังจากได้ดูแล้วก็ยังคงตั้งคำถามเดิม “ใช่ปะวะ 555”

หนังเปิดเรื่องสร้างประเด็นมาอย่างรวดเร็ว ผูกปมปัญหาครอบครัวให้คนสงสัยทันที (อย่างที่ได้เห็นกันในตัวอย่างนั่นแหละ) และหนังก็ไม่รอช้า รีบใส่ความเป็นหนังผี ความหลอน มาถี่ๆ เลย เรียกได้ว่าครีเอทความหลอน จังหวะหลอกอะไรได้ ใส่มาช่วงแรกเยอะเลย ซึ่งมันมีทั้งความแปลกใหม่ และจำเจ แต่มันก็ถือว่าทำงานกับคนดูได้ดีเลยทีเดียว มีฉากไวโอลินเราชอบมาก เสียงไวโอลินมันหลอนดี (ในตัวอย่างมี) แต่น่าเสียดายที่เรื่องนี้เราว่า “ผี” หลอก “น้อย” ไปจริงๆ ถ้าหลอกเยอะกว่านี้มันจะโอเคมาก บรรยากาศ หรือจังหวะการหลอกการดำเนินเรื่องมันได้เลย จริงๆ บางช่วงก็ทำให้เรานึกถึง

หนังเล่าเรื่องไม่น่าเบื่อดี ถึงแม้มันจะเป็นหนังสูตรของหนังผีทั่วไปก็ตาม เจอผี หาที่มาที่ไป ตามหมอผี อะไรทำนองนี้ เดาไม่ยาก แต่มันก็ยังเล่าได้สนุกอยู่ บทของหนังก็ยังมีหลายอย่างไม่เข้าใจ ไม่มีเหตุผลมารองรับที่มากพอ หลายฉากก็ยังสงสัยว่าทำไมกันนะ? หนังมีการพูดถึงประเด็นครอบครัวที่เข้าใจได้ แต่ก็ยังเบาบางไปอยู่ดี รวมถึงประเด็นตัวผีเองด้วย

ทางด้านนักแสดงคนอื่นๆ เราก็มองว่าอยู่ในระดับที่แสดงดีนะ เล่นดีแหละ แต่ที่เราประทับใจที่สุดคือบทลูกสาวของพระเอกในเรื่อง มีฉากนึงแบบ…น้อง! หลอนไป๊! น้องจะหลอนไปไหน!!!

สรุปแล้ว The Closet เป็นหนังผีที่โอเคเลยนะ ดูได้เพลินๆ เล่าสนุก มีความครีเอท เป็นหนังผีที่ไม่เน้นผีหลอก (คือมีฉากผีหลอกน้อยจริงๆ นะ) ไม่ได้เน้นการตุ้งแช่แต่อย่างใด มีบ้าง แต่ไม่เยอะ ยืนยันคำเดิมว่าดูแล้วนึกถึง Poltergeist จริงๆ นะ 555 อาจไม่เหมือนเป๊ะๆ แต่โดยโครงรวมแล้วเหมือนอยู่

Cr.movie.thaiware.com

รีวิวหนัง Child’s Play – คลั่งฝังหุ่น

หนัง Childs Play หรือชื่อไทยว่า คลั่งฝังหุ่น “Child’s Play” หนังสยองขวัญอันเป็นที่จดจำของแฟน ๆ ด้วยที่สุดแห่งความระทึก ซึ่งสำหรับในเวอร์ชันใหม่นี้จะถือเป็นการกำเนิดใหม่ของ “ชัคกี้” สู่ตุ๊กตาโหดขีดสุดที่จะไม่ใช่วิญญาณของฆาตกรมาสิงอยู่ในตุ๊กตาอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องราวของ “แคเรน” (ออเบรย์ พลาซา จากซีรีส์ Legion) แม่ที่ได้ซื้อตุ๊กตาไฮเทคเป็นของขวัญให้ “แอนดี้” (กาเบรียล เบตแมน จาก Lights Out) ผู้เป็นลูกชาย แต่แล้วความสยองเต็มขั้นกลับเริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าตุ๊กตาตัวนี้เหมือนจะเกิดความผิดพลาดขึ้นในระบบการทำงานจนทำให้มันคลั่งและออกมาไล่เชือดผู้คนให้ต้องตกเป็นเหยื่อมากมาย! การันตีความหลอนติดตาตรึงใจโดยทีมผู้อำนวยการสร้างจาก “It” หนังสยองที่ฮิตถล่มบ็อกซ์ออฟฟิศและกวาดรีวิวความผวาอย่างเป็นเอกฉันท์ รวมทั้งอีกหนึ่งความพิเศษในฉบับรีบูตใหม่นี้คือการได้ “มาร์ก แฮมิลล์” นักแสดงชื่อดังจากหนังชุด “Star Wars” มาให้เสียงพากย์สุดสะพรึงเป็นตุ๊กตาชัคกี้

Child’s Play

Child’s Play – คลั่งฝังหุ่น คือการกลับมาของ ชัคกี้ ตุ๊กตาสุดโหด ที่ในภาคนี้คือการรีบูท ไม่ได้ทำต่อจากภาคเก่าแต่อย่างใด (อาจจะเพราะมันเลอะเทอะมากไป 555) คราวนี้ชัคกี้เปลี่ยนจากตุ๊กตาที่มีวิญญาณของฆาตกรสิงสู่ เป็นความอันตรายของการเรียนรู้ที่ผิดพลาดของ AI

ต้องบอกว่าคาดหวังพอสมควรกับการกลับมาในครั้งนี้ ถึงแม้ 7 ภาคแรกมันจะกาวแค่ไหนก็ตาม แต่มันก็ยังคงสนุกและให้ความบันเทิงอยู่ดี ในภาคนี้เรียกได้ว่าไม่ได้แปลกใหม่ซะทีเดียว เพราะว่าเนื้อเรื่องในภาครีบูทนี้มีการหยิบเค้าโครงเรื่องเดิมต้นฉบับของชัคกี้ ที่ไม่ได้เอามาใช้ ที่ชื่อว่า Blood Buddy มาปรับปรุงใหม่ โดยเติมแต่งเข้าไปบางส่วน

ต้นฉบับใน Blood Buddy คือการทำสัญญาเลือดระหว่างตุ๊กตาและเด็กขี้แพ้ ที่เวลาเด็กโดนแกล้ง ตุ๊กตาตัวนี้ก็จะไปตามไล่ฆ่าอย่างโหดเหี้ยม และในเรื่องนี้ก็หยิบเอาความอันตรายของ AI มาใส่เสริมเพิ่มเติมเข้าไปอย่างลงตัว และโครงเรื่องโดยรวมมันดูโอเคมากเลยนะ

สิ่งที่ชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้คือการให้เสียงพากย์ชัคกี้ของ Mark Hamill ที่ทั้งน่ารัก? ตลก กวนตีน น่ากลัว อาจจะไม่เหมือนต้นฉบับอย่าง Brad Dourif แต่ก็ดีกันคนละแบบ คือชัคกี้ทั้งสองเวอร์ชั่นนี้ไม่เหมือนกันเลย เวอร์ชั่นนี้จะดูใจดีกวนตีนแบบใสๆ อธิบายไม่ถูก แต่ในเวอร์ชั่นเก่าจะน่ากลัวกว่า กวนตีนแบบจิตๆ และโหดกว่า ถ้าถามว่าชอบเวอร์ชั่นไหนมากกว่า ก็คงตอบเวอร์ชั่นเก่าๆ แหละ (โดยเฉพาะเสียงหัวเราะจิตมาก)

หนังดำเนินเรื่องแบบรวดเร็ว มีความตลกแต่ไม่ตลอด แต่มีความแซะภาคเก่าๆ ของตัวเอง และหนังเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย แล้วก็หลายๆ เหตุการณ์เกิดขึ้นอารมณ์แบบ “ก็จะให้เป็นแบบนี้อะ” หลายๆ อย่างให้อารมณ์แบบนั้นเยอะมาก แต่มันก็ฮานะ พยายามดิ้น แถให้เป็นอย่างที่อยากจะเป็นให้ได้อะ 555

แต่น่าเสียดายที่ตอนจบของหนังรีบมากถึงมากที่สุด อะไรๆ ลงล็อคและง่ายไปหมด แถมตัวชัคกี้ส่วนตัวคิดว่ายังแสดงความโหดออกมาได้ไม่มากเท่าไหร่

Cr.movie.thaiware.com

รีวิวหนัง The Grudge ตำนานบทใหม่ของผีจูออน

หนัง Grudge การกลับมาอีกครั้งของ “ผีดุ” กับเรื่องราวบ้านต้องคำสาปที่มีวิญญาณร้ายอาศัยอยู่และมันหมายเอาชีวิต!

Grudge

คงไม่มีใครไม่รู้จักหนังผีญี่ปุ่น ที่สร้างมาหลายภาคมากอย่าง Ju-On ซึ่งด้วยความที่ได้รับความนิยมขนาดนี้ทำให้ฮอลีวูดซื้อไปรีเมคมาแล้ว 2 ภาค ในช่วงต้นยุค 2000 ซึ่งเวอร์ชั่นนั้นค่อนข้างไม่ค่อยติดตาคนดูซักเท่าไหร่ แม้จะดันทุกรังทำภาค 3 เป็นหนังแผ่นก็ตาม (ซึ่งภาค 3 นี้บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเคยมีการสร้างอยู่) จนปี 2020 ฮอลลีวูด ได้เวลาเอามารีเมคอีกครั้ง ซึ่งมันจะกลายเป็นหนังรีเมคที่สร้างจากหนังที่รีเมคมาจากเวอร์ชั้นต้นฉบับอีกทีนึง เรียกง่ายๆเลยคือรีเมคแบบอินเซปชั่นนั่นเอง 555

เรื่องราวในภาคนี้ว่าด้วยเมื่อปี 2004 ฟีโอน่า พยาบาลสาวลูกหนึ่งที่พึ่งจะเสร็จธุระจากการต้องไปดูแลคนไขที่บ้างหลังหนึ่งในญี่ปุ่น เธอได้เดินทางกลับบ้านในอเมริกา แต่แล้วทั้งครอบครัวนี้ก็ได้เสียชีวิตอย่างลึกลับ จากนั้นไม่นานมีผู้ย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ก็เกิดคดีฆ่าตกรรมอีกเช่นกัน จนเวลาล่วงเลยไปกว่า 2 ปี นักสืบมอลดูน ที่พึ่งย้ายมาใหม่พร้อมกับลูกชายของเธอ ต้องมาทำคดีที่ยิ่งสืบสาวเรื่องราวลึกลงไปเรื่อยๆ ต่างเชื่อมโยงกับคดีของครอบครัว ฟีโอน่าเมื่อ 2 ปีก่อน ณ บ้านเลขที่ 44 และหลังจากที่มอลดูนได้เข้าไปสืบเรื่องราวในบ้านหลังนั้น ดูเหมือนว่าเธอจะถูกบางอย่างติดตามออกมาด้วย

จะว่าไปแล้วส่วนตัวผมค่อนข้างที่จะชอบเรื่องราวใน Ju-On เวอร์ชั่นนี้นะที่มีความพยายามจะเชื่อมโยงอาถรรพ์ของบ้านเจ้าปัญหาในญี่ปุ่น ที่แพร่เชื้อร้ายมาสู่บ้านเลขที่ 44 ในอเมริกา รวมไปถึงการตัดต่อที่เล่าเรื่อง 3 ไทมไลน์สลับไปมาพร้อมๆกัน (ซึ่งอาจจะดูงงๆในช่วงแรก แต่พอดูๆไปแล้วก็จะค่อยๆเข้าใจมากขึ้น) ส่วนตัวผมเองนั้นคิดว่าเวอร์ชั่นนี้มันก็ไมได้เลวร้ายอะไรนะ ฉากตุ้งแช่ก็ทำงานกับคนดูดีทีเดียว เพียงแต่หนังมันยังหาความกลมกล่อม และบทสรุปที่น่าพึงพอได้ให้กับคนดูยังไม่ได้เท่านั้นเอง 6.5/10

Cr.movie.thaiware.com