รีวิวหนัง Liam: As It Was – เลียม กัลลาเกอร์ ตัวตนไม่เคยเปลี่ยน

หนัง As It Was หรือชื่อไทยว่า เลียม กัลลาเกอร์ ตัวตนไม่เคยเปลี่ยน สารคดีชีวิตจริงของชายผู้ไม่เคย “หุบปาก” แต่โลกทั้งใบคงไร้สีสัน หากไม่มีชายคนนี้! พบกับเบื้องหลังชีวิตตลอดทศวรรษที่ผ่านมาของตำนานชาวร็อก “”เลียม กัลลาเกอร์”” อดีตนักร้องนำของวง Oasis ที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน ตั้งแต่การล่มสลายของวงที่เขารัก เหตุที่ทำให้วงใหม่ของเขาต้องหายไปจากวงการ และการกลับมาดุจปาฏิหาริย์ของหนึ่งในตำนานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการเพลง

 Liam: As It Was

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่ามันเป็นหนังเฉพาะกลุ่มจริงๆ เป็นหนังสำหรับแฟนเพลงของเลียมหรือแฟนเพลงของ Oasis ที่ไม่ได้เอนเอียงหรือเกลียดเลียม คือคุณจำเป็นต้องรู้จักวง Oasis รู้จักสองพี่น้อง Gallagher ว่านิสัยใจคอแต่ละคนเป็นยังไง และพวกเขาที่ตีกันทำให้วงแตก มาก่อนในระดับนึง พอให้รู้จักว่าใครเป็นใคร นิสัยเป็นยังไงนั่นแหละ และคุณจะเข้าใจ อินกับหนังเรื่องนี้มากขึ้น

เอาจริงๆ แค่เปิดหนังมา ประโยคแรก ก็โคตรบ่งบอกความเป็นตัวตนของเลียมเลย ว่าเป็นคนยังไง ยโส หยิ่ง จองหอง กวนตีน แต่มุ่งมั่น ตั้งใจ สู้ ไม่ยอมแพ้และทะเยอทะยาน นั่นคือตัวตนของชายที่ชื่อว่า เลียม หนังเริ่มด้วยประเด็นปัญหาวงแตกของ Oasis และแน่นอนผู้รับบาปในหนังเรื่องนี้ กลายเป็นผู้ร้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ โนล เขาโดนโทษไปเต็มๆ จากเลียม จริงหรือไม่จริงไม่รู้ รู้เพียงแต่ว่าในเรื่องนี้ โนล คือคนที่ทำให้วงแตกและเขาคือตัวปัญหา เห็นค่าน้องชายต่ำกว่าดนตรี

แต่หนังไม่ได้ไปโฟกัสความเป็น Oasis เท่าไหร่ อาจแตะแบบผิวเผิน ว่านี่คืออดีตฟรอนต์แมนของ Oasis เท่านั้น ให้เห็นว่าเขารักวงนี้แค่ไหน และตัวตนตอนนั้นเขาเป็นอย่างไร หลังจากนั้นหนังก็เริ่มเข้าสู่จุดเริ่มต้นของการเกิดใหม่ของเลียม ในนามวง Beady Eye ซึ่งเราจะได้เห็นว่าทำไมเขาเลือกทิศทางในชีวิตแบบนั้น ด้วยเหตุผลใด และทำไปทำไม

เราได้เห็นจังหวะช่วงชีวิตของเลียมอย่างที่เราไม่คาดคิดว่าเขาจะเป็นเช่นนั้น เราได้เห็นว่าคนที่โคตรมั่นใจ หยิ่งยโส โอหังอย่างเลียม ก็มีแง่มุมที่ท้อ หดหู่ เศร้า กังวล ตื่นกลัว ไม่รู้จะทำอะไร ทำยังไงต่อในชีวิต แต่เขาก็ลุกขึ้นสู้กลับมาอีกครั้งและโด่งดังแบบสุดๆ แถมหนังยังอธิบายออกมาได้อย่างชัดเจนถึงการกลับมาในครั้งนี้ว่ามันไม่ใช่เพราะใคร หากแต่คือคนรักของเขาเด็บบี้ กวิเธอร์ ซึ่งมันจะทำให้ได้เห็นในแง่มุมของดวงใจเลียมว่าต้องเป็นคนยังไง และเจ๋งแค่ไหนถึงครองใจชายคนนี้ไว้ได้อย่างอยู่หมัดและด้วยเหตุนั้น หนังยังส่งให้เราได้เห็นแง่มุมของเลียมที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนด้วย แง่มุมที่อ่อนโยน รักครอบครัว ใช่ คุณอ่านไม่ผิดหรอก ใครจะไปคิดว่าเลียมจะมีแง่มุมแบบนั้น 555 และอีกหลายๆ แง่มุมที่ถึงกับต้องนึกในใจว่า “เห้ย เลียมก็มีมุมแบบนี้ด้วยหรอวะ” หมายถึงในทางที่ดีนะ คือมีแง่มุมน่ารักๆ ให้เราเห็นอะว่างั้นเถอะ

หนึ่งในหลายสิ่งที่เซอร์ไพรส์คือเวลาที่เลียมพูดถึงพี่ชายอย่างโนล ถึงแม้จะด่ากราด แค่ไหน แต่สิ่งที่เราสัมผัสได้คือเขาคงไม่ได้เกลียดโนลหรอก เขาแค่โกรธ และแน่นอนเราว่าเลียมยังแคร์โนลอยู่

บทพูดที่ออกมาจากปากเลียมหลายๆ คำนี่ไม่รู้ว่าเป็นบทที่ทางทีมงานให้เลียมพูดหรือเปล่านะ เพราะมันทั้งคม กินใจ และโคตรจริงใจเลย แต่ให้เดาด้วยคาแร็คเตอร์ของเลียมแล้ว เขาน่าจะพูดออกมาด้วยตัวเองแหละ ถ้าจะให้บอกชื่อใครสักคนที่โคตรเป็นตัวเองในวงการบันเทิง เลียม นี่แหละ คือหนึ่งในไม่กี่ชื่อที่โคตรเป็นตัวของตัวเองจริงๆ

อย่างที่บอกไปในตอนต้น เราคิดว่าคนที่เป็นแฟนคลับเลียมและรักเลียม พอดูเรื่องนี้พวกคุณจะรักชายที่ชื่อว่าเลียมมากขึ้น

หนังมีข้อมูลเยอะมาก และเร็วมาก มีข้อมูลถาโถมใส่คนดูแบบไม่ให้หยุดพักให้หยุดหายใจ แต่มันก็ดำเนินเรื่องและร้อยเรียงออกมาได้อย่างดีเข้าใจง่าย เป็นลำดับเวลาที่ชัดเจน แถมหนังยังใส่ใจคนดูอยู่ตลอดเวลา มีการขึ้นชื่อคนพูดก่อนเสมอว่าใครกำลังพูดอยู่ ซึ่งโอเคมาก ถ้าไม่ขึ้นมันก็จะส่งผลต่อหนังอีกแง่ว่าใครจะรู้สึกหรือพูดถึงเลียมยังไง

ตัวหนังไม่ได้มีมุมว้าว หรือภาพสวยๆ เลิศเลออะไรขนาดนั้นหรอก แต่มันถูกถ่ายทอดและร้อยเรียงออกมาได้ดี เข้ากับเพลงของเลียมได้อย่างยอดเยี่ยม

น่าเสียดาย หนังค่อนข้างจบเร็วไปสักหน่อย การที่ผู้กำกับติดตามเลียมขนาดนั้น น่าจะเล่าอะไรออกมาได้มากกว่านี้ ขยายความในหลายๆ ส่วนได้ดีกว่านี้ เท่านั้นเลยจริงๆ

สรุปแล้ว นี่คือหนังสารคดีของเลียม สำหรับคนรักเลียม และโคตรเป็นตัวเลียม เราจะได้เห็นหลายๆ แง่มุม หลายๆ มุมมองของชายที่ชื่อว่าเลียมได้แบบที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ทั้งด้านดนตรี ด้านชีวิตส่วนตัว และด้านครอบครัว สำหรับเราเขาเหมือนชายที่เป็นโรค โรคที่เรียกว่า “โรคดนตรี” คือถ้าไม่เล่นดนตรีไม่รู้จะทำอะไรแล้วอะ ต้องเล่นและทำมันต่อไปเรื่อยๆ มันไม่ใช่หนังซึ้ง หนังดราม่าน้ำตาแตก หรือดูแล้วเกิดแรงบันดาลใจในการอยากเล่นดนตรีแต่อย่างใดหรอกนะ เพราะหนังเรื่องนี้จะพาคุณไปรู้จักกับชายที่ชื่อว่าเลียมล้วนๆ เลย

ปล. เข้าไปฟังเพลงของเลียมแต่ละเพลง ก็คุ้มอยู่นะ 555

ปล2. ลูกเลียมหล่อมว๊ากกก โคตรจะเหมือนเลียม ยังกะโคลนนิ่งกันมา แถมวิธีเลี้ยงลูกของเฮียแกโคตรสุดโต่ง 555

รีวิวหนัง The Closet – ตู้นรกไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด

หนัง The Closet เกิดอุบัติเหตุคร่าชีวิตภรรยาของ Sang-Won ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับลูกเปลี่ยนไป ทั้งคู่จึงย้ายบ้านใหม่ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ประหลาด โดยจุดเริ่มต้นมันมาจากตู้เสื้อผ้าในบ้านหลังนั้น

The Closet

The Closet – ตู้นรก ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพ่อลูกคู่หนึ่งที่ได้ย้ายมายังบ้านใหม่ แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ประหลาด ในที่สุดลูกของเขาก็หายไปอย่างไร้ร่องลอย จนทำให้เขารู้ว่าเหตุทั้งหมดมันมาจากตู้อาถรรพ์

สารภาพเลยว่าดูตัวอย่างครั้งแรกปุ๊บนึกในหัวเลยว่า “นี่มัน Poltergeist ฉบับเกาหลีใช่มั้ย?” เพราะหลายๆ อย่างมันเหมือนมาก นั่งมองหน้ากับพี่ว่าเห้ย ใช่ปะวะ 555 มันมีหลายอย่างชวนให้นึกถึงสุดๆ และหลังจากได้ดูแล้วก็ยังคงตั้งคำถามเดิม “ใช่ปะวะ 555”

หนังเปิดเรื่องสร้างประเด็นมาอย่างรวดเร็ว ผูกปมปัญหาครอบครัวให้คนสงสัยทันที (อย่างที่ได้เห็นกันในตัวอย่างนั่นแหละ) และหนังก็ไม่รอช้า รีบใส่ความเป็นหนังผี ความหลอน มาถี่ๆ เลย เรียกได้ว่าครีเอทความหลอน จังหวะหลอกอะไรได้ ใส่มาช่วงแรกเยอะเลย ซึ่งมันมีทั้งความแปลกใหม่ และจำเจ แต่มันก็ถือว่าทำงานกับคนดูได้ดีเลยทีเดียว มีฉากไวโอลินเราชอบมาก เสียงไวโอลินมันหลอนดี (ในตัวอย่างมี) แต่น่าเสียดายที่เรื่องนี้เราว่า “ผี” หลอก “น้อย” ไปจริงๆ ถ้าหลอกเยอะกว่านี้มันจะโอเคมาก บรรยากาศ หรือจังหวะการหลอกการดำเนินเรื่องมันได้เลย จริงๆ บางช่วงก็ทำให้เรานึกถึง

หนังเล่าเรื่องไม่น่าเบื่อดี ถึงแม้มันจะเป็นหนังสูตรของหนังผีทั่วไปก็ตาม เจอผี หาที่มาที่ไป ตามหมอผี อะไรทำนองนี้ เดาไม่ยาก แต่มันก็ยังเล่าได้สนุกอยู่ บทของหนังก็ยังมีหลายอย่างไม่เข้าใจ ไม่มีเหตุผลมารองรับที่มากพอ หลายฉากก็ยังสงสัยว่าทำไมกันนะ? หนังมีการพูดถึงประเด็นครอบครัวที่เข้าใจได้ แต่ก็ยังเบาบางไปอยู่ดี รวมถึงประเด็นตัวผีเองด้วย

ทางด้านนักแสดงคนอื่นๆ เราก็มองว่าอยู่ในระดับที่แสดงดีนะ เล่นดีแหละ แต่ที่เราประทับใจที่สุดคือบทลูกสาวของพระเอกในเรื่อง มีฉากนึงแบบ…น้อง! หลอนไป๊! น้องจะหลอนไปไหน!!!

สรุปแล้ว The Closet เป็นหนังผีที่โอเคเลยนะ ดูได้เพลินๆ เล่าสนุก มีความครีเอท เป็นหนังผีที่ไม่เน้นผีหลอก (คือมีฉากผีหลอกน้อยจริงๆ นะ) ไม่ได้เน้นการตุ้งแช่แต่อย่างใด มีบ้าง แต่ไม่เยอะ ยืนยันคำเดิมว่าดูแล้วนึกถึง Poltergeist จริงๆ นะ 555 อาจไม่เหมือนเป๊ะๆ แต่โดยโครงรวมแล้วเหมือนอยู่

Cr.movie.thaiware.com

รีวิวหนัง Child’s Play – คลั่งฝังหุ่น

หนัง Childs Play หรือชื่อไทยว่า คลั่งฝังหุ่น “Child’s Play” หนังสยองขวัญอันเป็นที่จดจำของแฟน ๆ ด้วยที่สุดแห่งความระทึก ซึ่งสำหรับในเวอร์ชันใหม่นี้จะถือเป็นการกำเนิดใหม่ของ “ชัคกี้” สู่ตุ๊กตาโหดขีดสุดที่จะไม่ใช่วิญญาณของฆาตกรมาสิงอยู่ในตุ๊กตาอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องราวของ “แคเรน” (ออเบรย์ พลาซา จากซีรีส์ Legion) แม่ที่ได้ซื้อตุ๊กตาไฮเทคเป็นของขวัญให้ “แอนดี้” (กาเบรียล เบตแมน จาก Lights Out) ผู้เป็นลูกชาย แต่แล้วความสยองเต็มขั้นกลับเริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าตุ๊กตาตัวนี้เหมือนจะเกิดความผิดพลาดขึ้นในระบบการทำงานจนทำให้มันคลั่งและออกมาไล่เชือดผู้คนให้ต้องตกเป็นเหยื่อมากมาย! การันตีความหลอนติดตาตรึงใจโดยทีมผู้อำนวยการสร้างจาก “It” หนังสยองที่ฮิตถล่มบ็อกซ์ออฟฟิศและกวาดรีวิวความผวาอย่างเป็นเอกฉันท์ รวมทั้งอีกหนึ่งความพิเศษในฉบับรีบูตใหม่นี้คือการได้ “มาร์ก แฮมิลล์” นักแสดงชื่อดังจากหนังชุด “Star Wars” มาให้เสียงพากย์สุดสะพรึงเป็นตุ๊กตาชัคกี้

Child’s Play

Child’s Play – คลั่งฝังหุ่น คือการกลับมาของ ชัคกี้ ตุ๊กตาสุดโหด ที่ในภาคนี้คือการรีบูท ไม่ได้ทำต่อจากภาคเก่าแต่อย่างใด (อาจจะเพราะมันเลอะเทอะมากไป 555) คราวนี้ชัคกี้เปลี่ยนจากตุ๊กตาที่มีวิญญาณของฆาตกรสิงสู่ เป็นความอันตรายของการเรียนรู้ที่ผิดพลาดของ AI

ต้องบอกว่าคาดหวังพอสมควรกับการกลับมาในครั้งนี้ ถึงแม้ 7 ภาคแรกมันจะกาวแค่ไหนก็ตาม แต่มันก็ยังคงสนุกและให้ความบันเทิงอยู่ดี ในภาคนี้เรียกได้ว่าไม่ได้แปลกใหม่ซะทีเดียว เพราะว่าเนื้อเรื่องในภาครีบูทนี้มีการหยิบเค้าโครงเรื่องเดิมต้นฉบับของชัคกี้ ที่ไม่ได้เอามาใช้ ที่ชื่อว่า Blood Buddy มาปรับปรุงใหม่ โดยเติมแต่งเข้าไปบางส่วน

ต้นฉบับใน Blood Buddy คือการทำสัญญาเลือดระหว่างตุ๊กตาและเด็กขี้แพ้ ที่เวลาเด็กโดนแกล้ง ตุ๊กตาตัวนี้ก็จะไปตามไล่ฆ่าอย่างโหดเหี้ยม และในเรื่องนี้ก็หยิบเอาความอันตรายของ AI มาใส่เสริมเพิ่มเติมเข้าไปอย่างลงตัว และโครงเรื่องโดยรวมมันดูโอเคมากเลยนะ

สิ่งที่ชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้คือการให้เสียงพากย์ชัคกี้ของ Mark Hamill ที่ทั้งน่ารัก? ตลก กวนตีน น่ากลัว อาจจะไม่เหมือนต้นฉบับอย่าง Brad Dourif แต่ก็ดีกันคนละแบบ คือชัคกี้ทั้งสองเวอร์ชั่นนี้ไม่เหมือนกันเลย เวอร์ชั่นนี้จะดูใจดีกวนตีนแบบใสๆ อธิบายไม่ถูก แต่ในเวอร์ชั่นเก่าจะน่ากลัวกว่า กวนตีนแบบจิตๆ และโหดกว่า ถ้าถามว่าชอบเวอร์ชั่นไหนมากกว่า ก็คงตอบเวอร์ชั่นเก่าๆ แหละ (โดยเฉพาะเสียงหัวเราะจิตมาก)

หนังดำเนินเรื่องแบบรวดเร็ว มีความตลกแต่ไม่ตลอด แต่มีความแซะภาคเก่าๆ ของตัวเอง และหนังเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย แล้วก็หลายๆ เหตุการณ์เกิดขึ้นอารมณ์แบบ “ก็จะให้เป็นแบบนี้อะ” หลายๆ อย่างให้อารมณ์แบบนั้นเยอะมาก แต่มันก็ฮานะ พยายามดิ้น แถให้เป็นอย่างที่อยากจะเป็นให้ได้อะ 555

แต่น่าเสียดายที่ตอนจบของหนังรีบมากถึงมากที่สุด อะไรๆ ลงล็อคและง่ายไปหมด แถมตัวชัคกี้ส่วนตัวคิดว่ายังแสดงความโหดออกมาได้ไม่มากเท่าไหร่

Cr.movie.thaiware.com