รีวิว The Third Murder กับดักฆาตกรรมครั้งที่ 3

คงไม่มีใครไม่รู้จักผู้กำกับมากฝีมือ โคเรเอดะ ฮิโรคาสุ เจ้าของรางวัลจูลี่ไพรส์ จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ ที่ได้ฝากผลงานดราม่าอบอุ่นหัวใจเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็น Like Father, Like Son (2013) และ Our Little sister (2015) มาจนถึงผลงานล่าสุดอย่าง The Third Murder กับดักฆาตกรรมครั้งที่ 3 ที่กวาดคะแนนวิจารณ์ไปค่อนข้างสูงเช่นเดียวกับเรื่องที่ผ่านๆ มา

The Third Murder

The Third Murder กับดักฆาตกรรมครั้งที่ 3 ว่าด้วยเรื่องราวที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสุภาษิตโบราณของญี่ปุ่น เล่าเรื่องราวผ่าน 3 ตัวละครหลัก ทนายความมากฝีมือที่รับว่าความให้กับผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมที่ชวนสงสัย และมีแนวโน้มว่าผู้ต้องหาจะถูกตัดสินให้ได้รับโทษประหารชีวิต แต่เมื่อยิ่งสืบลึกลงไปคนที่เขาสงสัยกลับเป็นลูกสาวของตัวฆาตกรเอง

ด้วยธรรมชาติของการกำกับภาพยนตร์สไตล์ โคเรเอดะ ฮิโรคาสุ นั้นไม่ได้เน้นความหวือหวาหรือเหตุการณ์ตื่นเต้นระทึกใจมากนัก จึงอาจทำให้บางคนมองว่าการดำเนินเรื่องค่อนข้างเอื่อย เฉื่อย และไปเรื่อยๆ แต่ในความค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปนี่เองได้สร้างสิ่งละอันพันละน้อยไว้ให้ผู้ชมได้ประติดประต่อเรื่องราว จนกลายเป็นพลังบางอย่างที่แฝงอยู่ในตัวเรื่อง ซึ่งส่งผลให้รู้สึกคล้อยตามและเข้าใจตัวละคร รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง

นอกจากการพล็อตเรื่องที่ทรงพลังแล้ว ประเด็นที่หนังต้องการจะสื่อนั้นก็มีหลากหลายประเด็น ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องค่อนข้างหนักพอสมควร แน่นอนว่าอย่างแรกคือเรื่องการฆาตกรรม การล่วงละเมิดทางเพศ รวมไปถึงทางด้านกฎหมายที่มีช่องโหว่มากมาย หนังไม่ได้ชี้นำผู้ชมว่าจะต้องอยู่ฝ่ายไหน แต่จะให้ผู้ชมเป็นผู้ตัดสินเองว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ชวนขบคิดพิจารณาดังเช่นการกระทำของทนายผู้เป็นตัวละครเอก

อีกหนึ่งประเด็นที่เป็นเรื่องค่อนข้างอ่อนไหวพอสมควร นั่นคือการถูกล่วงละเมิดทางเพศของคนในครอบครัว ซึ่งจะเห็นว่าในสังคมทุกวันนี้ก็เห็นเป็นตัวอย่างในข่าวมากมาย The Third Murder กับดักฆาตกรรมครั้งที่ 3 ก็ดูเหมือนจะใช้ประเด็นนี้เป็นแกนหลัก เหนือสิ่งอื่นใดก็ยังมีประเด็นเรื่องของความยุติธรรม ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ไม่แพ้กัน โดยสะท้อนให้เห็นขบวนการทางกฎหมายที่สุดท้ายแล้วก็ยังคงหาความยุติธรรมได้ยากเช่นกัน ยิ่งได้พลังการถ่ายทอดอารมณ์ของนักแสดงหลักทั้งสามคน ยิ่งทำให้หนังเข้มข้นมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากถามว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สนุกไหม คงตอบได้ไม่เต็มปากว่าสนุก เพียงแต่มันเป็นหนังที่ให้ผู้ชมได้กลับมาคิดทบทวนด้วยตัวเองมากกว่าว่าสุดท้ายแล้วใครคือฆาตกร เพราะมีเหตุผลหลายอย่างที่ชี้นำให้คิด ซึ่งจะเชื่อใครคนใดคนหนึ่งในเรื่องไม่ได้เลย เพราะทุกคนต่างก็ต้องการให้ตัวเองเป็นฝ่ายที่ถูกอยู่แล้ว จึงเป็นหน้าที่ของคนดูที่ต้องตัดสินใจเอง เชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สามารถสะท้อนให้เห็นคุณค่าของมนุษย์และชำแหละจิตใจของแต่ละคนว่ายังมียุติธรรมหลงเหลืออยู่หรือไม่

The Third Murder กับดักฆาตกรรมครั้งที่ 3 8/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com

รีวิว Pet Sematary กลับมาจากป่าช้า

นับว่าเป็นภาพยนตร์สยองขวัญอีกเรื่องที่สร้างจากปลายปากกาของ สตีเฟน คิง ซึ่งถูกนำมารีเมกอีกครั้งโดยสองผู้กำกับ เควิน โคล์ช (Kevin Kölsch) และ เดนนิส วิดไมเยอร์ (Dennis Widmyer) และได้นักแสดงมากฝีมืออย่าง เจสัน คลาร์ก (Jason Clarke) ที่เคยฝากฝีมือไว้ใน Everest (2015), Dawn of the Planet of the Apes (2014) และ จอห์น ลิธโกว์ (John Lithgow) จาก Miss Sloane (2016), Interstellar (2014) มาเปิดประสบการณ์สุดสยองไปกับการคืนชีพที่ไม่เหมือนเดิม

Pet Sematary

Pet Sematary กลับมาจากป่าช้า ว่าด้วยเรื่องราวของ ดร.ลูอิส ครีด ซึ่งย้ายบ้านจากบอสตันมาอยู่ในชนบทแถบรัฐเมน พร้อมกับ เรเชล ภรรยาของเขาและลูกสองคน เขาค้นพบสถานที่ฝังศพลึกลับ ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในป่าใกล้บ้านใหม่ของครอบครัว เมื่อเกิดโศกนาฏกรรม ลูอิส จึงไปหา จั๊ด แครนดัล เพื่อนบ้านซึ่งดูไม่ปกติของเขา นำไปสู่ปฏิกริยาลูกโซ่สุดอันตราย ซึ่งปลดปล่อยความชั่วร้ายที่มาพร้อมกับผลที่ตามมาสุดสะพรึง

ต้องยอมรับกันตามตรงว่าโดยส่วนตัวนั้นยังไม่มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์ Pet Sematary เวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ แต่จากตัวอย่างที่ปล่อยออกมาให้เห็นกันนั้นก็พอจะทำให้ทราบแล้วว่าเรื่องราวมันต้องออกมาเขย่าขวัญสั่นประสาทมีสะดุ้งตกใจแน่นอน ในแง่อีกหนึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีที่จะได้ไม่มีภาพจำมาก่อน และพอได้ดูหนังจนจบแล้วก็พบว่ามันไม่ได้มีความหลอนระทึกเท่าที่คาดหวังไว้

แม้ว่าฉากตุ้งแช่ที่เห็นในหนังจะทำออกมาได้สะดุ้งสะเทือนกันพอสมควร แต่ก็ไม่ถือว่ามีความแปลกใหม่อะไรมากนัก บางฉากบางตอนเราก็จับทางเตรียมปิดตารอได้ แต่สิ่งที่ต้องขอยกนิ้วให้นั่นก็คือความโหดที่ทำออกมาแบบไม่มีเซ็นเซอร์ เลือดสาดเห็นแบบเต็มตา ขนลุกให้กับความดิบเถื่อนจริงๆ

โดยเฉพาะคนที่เป็นทาสแมวน่าจะเกิดความรู้สึกอะไรบางอย่างหลังจากดูหนังเรื่องนี้จบแน่นอน เรียกได้ว่าถึงจะร้ายแต่ก็รัก แต่เชื่อเถอะว่าแม้จะรักกันมากแค่ไหน แต่หากไม่มีชีวิตอยู่แล้วก็ควรจะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ การไม่ฝืนธรรมชาติคือดีที่สุด ซึ่งจะว่าไปแล้ว Pet Sematary ก็เป็นหนังที่แฝงไปด้วยข้อคิดคติเตือนใจเกี่ยวการปล่อยวางได้ดีมากๆ เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ล้วนแต่มีต้นตอมาจากความรักทั้งสิ้น

เมื่อมีรักก็ย่อมมีหวัง เมื่อผิดหวังก็กลายความเสียใจและขาดสติ จึงทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆ อย่างไม่อาจคาดเดาได้และควบคุมได้ยาก ฉะนั้นหากปล่อยวางได้จะดีที่สุด เห็นได้ชัดจากการกระทำของตัวละครตั้งแต่ลุงข้างบ้าน จนไปถึงตัวคุณพ่อในเรื่อง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นความสยองขวัญสั่นประสาทในครั้งนี้ ยิ่งตอนจบเป็นอะไรที่ค่อนข้างโดนใจมาก ไม่อยากจะนึกภาพเหตุการณ์ต่อไปเลยว่าเรื่องราวจะไปต่อยังไง คิดแล้วสยองแทนจริงๆ

Pet Sematary กลับมาจากป่าช้า 7/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com

รีวิว Metamorphosis จุดจบของความไว้ใจ

Metamorphosis คือหนังสยองขวัญในกลุ่ม “หนังไล่ผี” ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากหนังฝั่งตะวันตกอย่าง The Exorcist หรือกระทั่ง The Conjuring ซึ่งให้ความแปลกใหม่ร่วมสมัย โดยจุดเด่นสำคัญในหนังกลุ่มนี้คือตัวละครกลุ่มหลักของเรื่องจะต้องเผชิญหน้ากับวิญญาณร้ายหรือปีศาจที่มาอาศัยร่างมนุษย์เพื่อแสดงออกถึงความชั่วร้าย ผู้ที่มาปราบปีศาจมักจะเป็นบาทหลวงหรือนักไล่ผีที่เป็นตัวแทนของพระผู้เป็นเจ้าตามความเชื่อของศาสนาคริสต์

Metamorphosis

เรื่องราวใน Metamorphosis เปิดฉากขึ้นที่จุงซู (เบ ซองอู) บาทหลวงที่เคยทำพิธีไล่ผี แต่เกิดความผิดพลาดระหว่างทำพิธี ส่งผลให้เหยื่อที่เป็นเด็กสาวเสียชีวิต ตราบาปดังกล่าวไม่ได้แค่เพียงทำให้เขาจมจ่อมอยู่กับความรู้สึกผิด แต่สิ่งดังกล่าวยังส่งผลเสียมาถึงครอบครัวของเขา เมื่อบรรดาสมาชิกในครอบครัวถูกมองว่าเป็นตัวประหลาดของสังคมไปจนถึงมีส่วนรู้เห็นกับอาชญากรในคราบนักบุญเลยทีเดียว

หลังจากเหตุการณ์ไล่ผีที่ผิดพลาดครอบครัวของคังกูตัดสินใจย้ายบ้านเพราะทนสภาพแวดล้อมและสายตาของคนรอบตัวที่มองพวกเขาเหมือนตัวประหลาดไม่ไหว แต่กลายเป็นว่าหลังจากที่เขาย้ายมาที่บ้านหลังใหม่ พวกเขากลับเริ่มต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ประหลาดเริ่มต้นตั้งแต่เพื่อนบ้านที่มีพฤติกรรมพิลึกพิลั่น เขาชอบลุกขึ้นมาชำแหละบางสิ่งบางอย่างกลางดึกจนทำให้สมาชิกในครอบครัวคังกูนอนไม่หลับ หรือการจอดรถขวางทางเข้าบ้านคนอื่น จนคังกูหมดความอดทนแล้วบุกเข้าไปหาชายคนดังกล่าว ทันทีที่เขาเหยียบย่างเข้าไปในบ้านหลังนั้น เขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อในห้องโถงเต็มไปด้วยซากสัตว์ที่โดนชำแหละเต็มไปด้วยคราบเลือด ไม่นานนักหลังจากที่คังกูกลับบ้าน เขาก็เริ่มพบถึงเหตุการณ์ประหลาดอีกทั้งสมาชิกในบ้านก็เริ่มเกิดหวาดระแวงกันโดยไม่มีสาเหตุ

ฉากที่โดดเด่นที่สุดใน Metamorphosis คือฉากที่สองพี่น้องซังวู (คิม ฮเย-จุน) และฮยุนจู (โช ยี-ฮยุน) ที่กำลังปรึกษาถึงพฤติกรรมแปลกๆของพ่อตัวเอง ทันใดนั้นคังกู ก็บุกเข้ามาให้ห้องของลูกสาวแล้วจู่โจมพวกเธอ อย่างน่าหวาดผวา เกมแมวไล่จับหนูเริ่มต้นขึ้น คังกูเดินไปหยิบค้อนมาไล่ทุบหัวลูกสาวตัวเอง ระหว่างที่ซังวูและฮยุนจูหวาดผวาและกรีดร้อง ทันใดนั้นคังกูตัวจริงได้เดินขึ้นบันไดมาด้วยความฉงนว่าลูกสาวตัวเองเป็นอะไร สายตาของลูกๆที่แทบไม่เชื่อตาของตัวเอง ทันใดนั้นมยุงจู (จาง ยังนัม) ก็ปรากฏตัวขึ้นมาด้วยท่าทีเคร่งเครียดและหยิบค้อนที่หล่นอยู่มาไล่ฟาดสมาชิกคนอื่นในบ้านต่อ

จุดเด่นของปีศาจใน Metamorphosis คือการปั่นหัวสมาชิกในครอบครัวของคังกูให้เกิดความหวาดระแวงไม่เชื่อใจกันเอง ก่อนที่หนังจะเล่นงานพวกเขาและทำให้คนดูได้เห็นช่องโหว่ของความสัมพันธ์ในครอบครัวนี้ แม้ทุกอยู่อาจจะดูเป็นไปตามสูตรสำเร็จแบบหนังไล่ผีที่เราคุ้นตามาก่อน แต่เมื่อกลายมาเป็นหนังสัญชาติเกาหลีแล้ว ความเป็นเอเชียที่คนในภูมิภาคนี้จะเชื่อมโยงเรื่องความผูกพันของคนในครอบครัว จึงทำให้ประเด็นในหนังเรื่องนี้ดูใกล้ตัวคนดูมากกว่าที่คิด

Cr.www.sanook.com