รีวิวหนัง สุขสันต์วันโสด – Low Season

Low Season หรือชื่อไทยว่า สุขสันต์วันโสด เริ่มที่ไหนจบที่นั่น คือเหตุผลที่ทำให้ หลิน ขอลุยเดี่ยวจัดทริปรักษาแผลใจ ณ กิ่วแม่ปาน จนได้เจอกับ พุธ (มาริโอ้ เมาเร่อ) นักเขียนบทไอเดียตัน ที่ทั้งรักคุด-งานสะดุดจนต้องออกมาหาแรงบันดาลใจเพื่อโปรเจกต์หนังผีเรื่องใหม่ของเขา ที่จำเป็นต้องใช้ คนเห็นผี มาช่วย โสดเข้า เหงาแทรก เคมีแปลก ๆ ก็เริ่มจะก่อตัว ทั้งสองจะเปลี่ยนฤดูโลว์ ให้กลายเป็นฤดูเรา เปลี่ยนความโสด ให้เป็นความสุข เตรียมเก็บกระเป๋าให้พร้อม และเว้นที่ว่างนิด ๆ ไว้เติมความสุขครั้งใหม่ ใน Low Season สุขสันต์วันโสด 13 กุมภาพันธ์นี้ ในโรงภาพยนตร์การกลับมาแท็กทีมระหว่าง มาริโอ้ เมาเร่อ กับ เป้-นฤบดี เวชกรรม (สาระแนห้าวเป้ง,สาระแนเห็นผี) ผู้กำกับคนแรกที่ดึงเสน่ห์โรแมนติกคอเมดี้ของมาริโอ้ออกมาให้คนทั้งโลกได้ฮาก๊ากจาก สาระแนสิบล้อ ล่าสุดกับ LOW SEASON หนังรักของคนอกหักที่ขอไม่ดราม่าแต่อยากจะฮารั่วแบบไม่มีกั๊ก ครั้งนี้หนุ่มโอ้ต้องประกบสาวน้อยหน้าใส พลอย-พลอยไพลิน ตั้งประภาพร ไอดอลสาวสุดฮอตเจ้าของเพจ พลอยเรียนจบแล้วทำไรต่อ พร้อมด้วยแก๊งอกหักหนึ่งเดียวใน 3 โลก อ้น-ศรีพรรณ ชื่นชมบูรณ์, โฟร์-ศกลรัตน์ วรอุไร, นิกกี้-ณฉัตร จันทพันธ์ และ โจ๊ก-อัครินทร์ อัครนิธิเมธรัฐ

Low Season สุขสันต์วันโสด

Low Season สุขสันต์วันโสด เป็นเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งที่โดนแฟนทิ้ง จึงจำเป็นต้องพักกายพักใจ ไปเที่ยวดอยช่วง Low Season ที่คนไม่ค่อยจะมี แต่บังเอิญก็ไปเจอกับชายหนุ่มที่โดนทิ้งมาเหมือนกัน ทั้งคู่จึงได้ไปไหนมาไหนด้วยกัน ก่อตัวเป็นห้วงความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา

พล็อตเรื่องหนังดูเป็นหนังรักง่ายๆ ไปเสพดารานักแสดง บรรยากาศ เพลง จึงไม่ได้คาดหวังอะไรเลย แถมขายว่าเป็นหนังโรแมนติค-คอเมดี้ ที่มีผีด้วย ก็คิดในใจแล้วว่ามันจะเข้าหรอวะ แต่ปรากฏว่า…มันเข้าเฉยเลย ลงตัวมาก ภาพรวมคือมันดีกว่าที่คิดซะอีก

หนังดำเนินเรื่องได้ไหลลื่นมาก อาจมีฉากโดดบ้าง (บ้างจริงๆ) จริงๆ ตัวบทไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลย จริงๆ มีหลายฉากชวนเอ๊ะ! กับการกระทำของตัวละคร หรือความไม่สมเหตุสมผลอยู่บ้าง ขัดใจนิดหน่อย แต่โดยภาพรวมของหนังมันสนุก จนเรื่องพวกนั้นกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไป และมันชวนให้น่าติดตามว่าหนังจะลงยังไง จะไปยังไงต่อ จะเกิดอะไรขึ้น และระหว่างทางนั้นมันสนุก เพลิดเพลิน ตลก ฉากจะฮาก็เล่นเอาฮาลั่นโรงเลยทีเดียว ฉากผีก็มีมาบ้างแต่ก็ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น แค่ส่งให้ตัวละครนางเอกเฉยๆ

และไอ้ความตลกต่างๆ เนี่ยเกิดขึ้นเพราะนักแสดงเนี่ยแหละ รู้เลยบางฉากนี่คือด้นสด และหลุดกันให้เห็นในหนังนั่นแหละ แต่มันคือข้อดี เพราะมันโคตรจะธรรมชาติ ในเรื่องนี้นักแสดงทุกคน แสดงหนังกันเหมือนกับไม่ได้แสดง คือธรรมชาติเกิ๊น ยิ่งฉากที่มีแก๊งคนโสดทั้งหลายนี่คือเคมีเข้ากันมาก คาแรคเตอร์แต่ละคนชัด และพวกเขาคือส่วนหลักที่ทำให้หนังสนุกเลย แถมหนังยังมีความโรแมนติค โมเม้นน่ารักๆ ของคู่พระ-นางด้วย

มาพูดถึง 2 นักแสดงนำอย่าง มาริโอ้ เมาเร่อ และ พลอย พลอยไพลิน ยิ่งธรรมชาติเข้าไปใหญ่ เคมีเข้ากันมาก คือเชื่อจริงๆ เลยว่าทั้งคู่ชอบกัน รักกัน คือเล่นดูจริงทั้งคู่เลยอะ ไม่รู้สึกว่าแสดงเลยสักนิด มาริโอ้ ก็คือ มาริโอ้ อย่างที่เราเห็นๆ กันเนี่ยแหละ ส่วนพลอย นี่คือแบบน่ารักมว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ธรรมชาติแบบสุดๆ และน่านับถือเธอมากจริงๆ คือในหนังต้องถ่ายในป่าบนเขาใช่มะ แล้วตัวเธอคือแบบใส่ขาสั้น เดิน วิ่ง ฝ่าเข้าไปในป่า ในดง ล้ม ลุก คลุก คลาน เปื้อนโคลน และอีกมากมาย คือมีฉากนึงเห็นขาเธอเป็นแผล ไม่รู้ว่าแผลจริงหรือทำ แต่เหมือนมาก ทุ่มเทมากจริงๆ นับถือเลย

สิ่งที่จะไม่พูดถึงในเรื่องนี้ไม่ได้เลยคือเพลง! เพลงจาก เขียนไขและวานิช คือด้วยความที่เพลงของพวกเขามันเพราะอยู่แล้วอะ และยิ่งมาประกอบเรื่องนี้คือเข้ามาก แต่ละฉากคือเป๊ะมาก เข้ากับฉากนั้นเหตุการณ์นั้นมากแบบมากอย่างเหลือเชื่อ มากจนเผลอคิดไปว่า นี่เอาเพลงมาประกอบหนัง หรือทำหนังไปประกอบเพลงเนี่ย 555+ คือมันเพราะมาก โดยเฉพาะเพลงดังที่สุดอย่าง “แก้มน้องนางนั้นแดงกว่าใคร” ถึงมันจะถูกหยิบมาใช้บ่อย แต่มันก็เข้ากับบรรยากาศ ป่าเขา ก้อนเมฆ แถมเรายังได้ยินเวอร์ชั่นบรรเลงในรูปแบบอื่นๆ ที่เพลิดเพลินมากจริงๆ

หนังมีการถ่ายทำสวยๆ หลายฉากเลยนะ กว้างๆ ใช้โดรนบิน ให้เราได้เห็นสถานที่ท่องเที่ยวในหน้า Low Season ที่เราไม่เคยได้ไป ก็แปลกตาดีเหมือนกัน และก็มีเสน่ห์แบบแปลกๆ บอกไม่ถูกเหมือนกัน อาจจะไม่ได้เต็มที่แบบว้าวขนาดนั้น แต่ก็แบบ ก็เป็นอีกมุมที่ดูสงบและเข้ากับบรรยากาศของหนังดีเหมือนกัน

แต่หนังก็ยังมีข้อด้อยอยู่บ้าง เรื่องแรกที่เรารู้สึกขัดใจเลยคือแบคกราวเรื่องราวตัวละครประกอบคนอื่นๆ หรือแม้กระทั่งตัวพระเอก คือหนังบอกเราหมดแหละว่าใครเจออะไรมาบ้าง แต่จะไม่มีการย้อนอดีตให้เห็นบ้างสักนิดว่าเรื่องราวมันเป็นมายังไง เราเห็นแค่ตัวนางเอก แต่จริงๆ ถ้าเราได้เห็นความพังของตัวละครอื่นๆ ด้วย มันน่าจะอินและส่งได้มากกว่านี้ และด้วยความที่บทมันไม่มีอะไรสักเท่าไหร่ มันเลยเรื่อยๆ ไป จุดคอนฟลิกมันจึงน้อย และเบาบางเกินไป จนทำให้ตอนจบหนังมันเหมือนหาทางลงง่ายไปเสียหน่อย

สรุป Low Season สุขสันต์วันโสด เป็นหนังที่ดีกว่าที่คิด สนุกกว่าที่คาด มีทั้งสนุก ตลก เพลิดเพลิน บันเทิง น่ารัก นักแสดงธรรมชาติแบบสุดๆ เพลงก็เพราะมากอีกต่างหาก คือใครอยากหาหนังเพลินๆ ดูแบบสบายๆ ไม่คิดไรเยอะ เรื่องนี้เลยตอบโจทย์มาก ดูแล้วฟีลกู๊ดเลยแหละ

Cr.movie.thaiware.com

หนัง Ride Your Wave – คำสัญญา…ปาฏิหาริย์รัก 2 โลก

หนัง Ride Your Wave หรือชื่อไทยว่า คำสัญญา…ปาฏิหาริย์รัก 2 โลก “きみと、波にのれたら” หรือ “Ride Your Wave” ภาพยนตร์ลำดับที่ 14 ของ JAPAN ANIME MOVIE THAILAND ภาพยนตร์อนิเมชั่น ระดับรางวัลอีกเรื่องที่คุณไม่ควรพลาด การันตีด้วยรางวัล Best Animation จาก Shanghai International Film Festival และ Best Animated Feature จาก Fantasia International Film Festival มาร่วมพิสูจน์ความรักของมินาโตะ และ ฮินาโกะ ได้ใน Ride Your Wave วันที่ 17 ตุลาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ที่ร่วมรายการ

Ride Your Wave

Ride Your Wave เป็นเรื่องราวความรักระหว่างหนุ่มสาวคู่หนึ่ง ที่ฝ่ายชายได้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต แต่เมื่อฝ่ายหญิงร้องเพลงที่เป็นที่โปรดปรานของทั้งคู่ ฝ่ายชายก็จะปรากฏตัวออกมาให้เธอเห็นในน้ำ จึงทำให้เกิดเป็นความรักระหว่าง 2 โลกขึ้น

หนังมีเนื้อเรื่องวัตถุดิบพล็อตตั้งต้นที่น่าสนใจมาก มันจึงดึงดูดให้เราเข้าไปดู ไม่ว่าจะเป็นทำไมพระเอกถึงตาย? ทำไมนางเอกถึงเรียกหาพระเอกได้? เป้าหมายคืออะไร? รักกันยังไง? คำถามน่าสนใจดึงดูดเต็มไปหมด แต่มันดั๊นนำเสนอออกมาได้จืดชืดสุดๆ

หนังมีการดำเนินเรื่องที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไร เข้าใจง่ายๆ ดูได้เรื่อยๆ แต่นั่นมันจึงทำให้เราไม่อินกับอะไรของหนังเลยแม้แต่ส่วนเดียว เริ่มตั้งแต่ที่พระนางรักกันละ คือเหตุผลก็พอเข้าใจได้แหละนะ แต่มันไม่อินอะ รวมถึงรุ่นน้องพระเอกที่แบบยิ่งไม่อินเข้าไปใหญ่ แถมหนังยังพาคนดูไปดูความสวีทหวานแหววของคู่พระ-นางที่แบบรู้สึกว่าเสียเวลาโดยใช่เหตุมากๆ รวมไปถึงการที่พระเอกตาย ตัวหนังมันขยี้ให้เราดราม่าไม่ได้เลยจริงๆ คือแบบปุบปับมาก และพอมาเป็นพาร์ทความสัมพันธ์ของสองโลกยิ่งไม่อินหนักเข้าไปอีก คือมันควรเศร้าเสียใจหรือขยี้ให้ดราม่าได้มากกว่านี้มากๆ วัตถุดิบคุณดีขนาดนี้แล้วอะ แต่กลับเล่าแบบหวานแหววโลกสวย เกินไปจนเสียอรรถรสมากจริงๆ และถึงเป็นแบบนั้น มันก็แสดงความน่ารักออกมาได้ไม่ถึงอยู่ดี แถมจุดพีคของเรื่องก็ทำออกมาได้ไม่ดีอีก ไม่มีความพีคใดๆ ทั้งสิ้น จนกระทั่งจบเรื่องแล้วก็ตาม เงื่อนไข ความน่าสนใจ สิ่งทั้งหมดที่ดึงดูดเราตั้งแต่ต้นตัวอย่างมันกลับหายไปซะอย่างนั้นหลังดูจบ

มาถึงงานด้านภาพบ้าง งานด้านภาพเหมือนภาพการ์ตูนวาดที่สวยนะ ถ้ามันมาในรูปแบบการ์ตูนทางทีวี แต่พอมันมาอยู่ในโรง มันยังมีบางฉากที่ตัวหนังไม่ได้ใส่ใจมากเท่าที่ควร โดยเฉพาะตัวละคร คือวาดมาแบบลวกๆ ขาดมิติของตัวละคร ซึ่งมันก็น่าหงุดหงิดเหมือนกันนะเวลามาดูในโรงใหญ่ๆ แต่ก็ถือว่าฉาก น้ำ แบ็คกราวยังอยู่ในระดับที่โอเค

มาที่เพลงประกอบบ้าง เรื่องที่มาที่ไปที่พระ-นาง ร้องเพลงนี้ร่วมกันทำให้เกิดเป็นสายสัมพันธ์มันก็ช่างแบบ…เอิ่มนะ ส่วนเงื่อนไขในการเรียกพระเอกมาทำไมเป็นเพลงนี้ เราตอบไม่ได้เหมือนกัน มันคงมีเหตุผลแหละ แต่เพลง Brand New Story ถือว่าเป็นเพลงที่เพราะ ฟังเพลินๆ สบายๆ ติดหูอยู่เหมือนกัน เรียกได้ว่าเอามาประกอบฉากพระ-นางสวีทกัน มันคือ MV เพลงนึงเลยเนี่ยแหละ แต่ก็ตลกดีเหมือนกัน เวลาฉากที่ดราม่าๆ แล้วร้องเพลงนี้ออกไป

สรุป Ride Your Wave สำหรับเราเป็นอนิเมะที่น่าเสียดาย วัตถุดิบเนื้อเรื่องมาดีแล้วแท้ๆ แต่เล่าออกมาไม่สนุก ไม่อิน และน่าผิดหวังจริงๆ

ปล. เสียงพากย์พระ-นาง น่ารักดีนะ

Cr.movie.thaiware.com

รีวิวหนัง Time Freak หนังรักโรแมนติกคอมเมดี้

ถือเป็นภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่องที่คอหนังรักไม่ควรพลาดเลยทีเดียว สำหรับ Time Freak หนังรักโรแมนติกคอมเมดี้ที่ค่ายหนังคุณภาพ โมโนฟิล์ม ซื้อลิขสิทธิ์นำเข้ามาฉายให้แฟนๆ บ้านเราได้ชมกัน โดยหนังได้ แอนดรูว์ โบว์เลอร์ (Andrew Bowler) มาเขียนบทและกำกับด้วยเอง ซึ่งเรื่องนี้เคยถูกสร้างมาแล้วในเวอร์ชั่นภาพยนตร์สั้นความยาว 10 นาที เมื่อปี 2011 งานนี้เจ้าตัวเลยนำโปรเจกต์ดังกล่าวมาต่อยอดกลายเป็นภาพยนตร์เข้าฉายในโรงใหญ่

Time Freak

โดยเรื่องนี้ได้นักแสดงหนุ่มขวัญใจสาวๆ เอซา บัตเตอร์ฟิลด์ (Asa Butterfield) ผู้โด่งดังและมีผลงานภาพยนตร์หลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็น Hugo (2011), Ender’s Game (2013), X+Y (2014), Miss Peregrine’s Home for Peculiar Children (2016) และ The Space Between Us (2017) แถมงานนี้ยังสาวฮอต โซฟี เทอร์เนอร์ ( Sophie Turner) นักแสดงสาวจาก Game of Thrones และหนังซูเปอร์ฮีโร่อย่าง X-Men: Apocalypse (2016) มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความรักสุดแฟนตาซีใน Time Freak อีกด้วย

Time Freak ว่าด้วยเรื่องราวของหนุ่มสายฟิสิกส์สุดปราดเปรื่อง ต้องช้ำรักเมื่อแฟนสาวของเขา ขอเลิกด้วยเหตุผลว่าพฤติกรรมของเขาห่วยแตกเกินไป เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากสร้างเครื่องไทม์แมชชีนขึ้นมาเพื่อกลับไปแก้ไขทุกสิ่งที่ตัวเองทำผิดพลาดในอดีต เพื่อพิชิตใจเธออีกครั้ง

ต้องยอมรับว่าตั้งแต่เห็นหน้าหนังรวมไปถึงนักแสดงในเรื่องที่นำโดย เอซา บัตเตอร์ฟิลด์ (Asa Butterfield) และ โซฟี เทอร์เนอร์ ( Sophie Turner) ก็สร้างความอยากดูได้ดีสุดๆ และเมื่อได้ทราบพล็อตคร่าวๆ ที่มีความแฟนตาซีย้อนเวลาก็ทำให้อยากรู้ไปว่ามันจะมีความซ้ำเหมือนหนังย้อนเวลาเรื่องอื่นๆ หรือไม่ เมื่อได้เข้าไปดูหนังจนจบแล้วจึงพบว่าแม้พล็อตออกจะมีความซ้ำซากไปบ้าง แต่โดยภาพรวมกลับทำออกมาได้สนุกอย่างไม่น่าเชื่อ

ด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นตัวนักแสดงเอง อย่างหนุ่มเอซาที่แน่นอนว่าถ่ายทอดบทบาทออกมาได้เข้าถึงอารมณ์ ดูแล้วทำให้นึกถึงหนังที่เจ้าตัวรับบทออกแนวเนิร์ดๆ เหมือน X+Y (2014) ได้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าในเรื่องนี้มีความสมจริงและดูเข้าถึงได้ง่ายกว่า ฝ่ายนางเอกอย่าง โซฟี เทอร์เนอร์ ( Sophie Turner) ก็มีเสน่ห์แทบไม่เหลือภาพของแม่นางซานซาเลย เรียกได้ว่าในเรื่องนี้เราจะเห็นมุมบ๊องๆ จากเจ้าตัวเยอะทีเดียว และตัวละครที่ดูเหมือนจะสร้างสีสันให้หนังได้เป็นอย่างดีนั่นก็คือ เพื่อนพระเอก ซึ่งรับบทโดย สกายเลอร์ กีซอนโด (Skyler Gisondo) ม้ามืดผู้มาสร้างความบันเทิงและเสียงหัวเราะได้พีคสุดๆ โดยเฉพาะฉากในลิฟท์ที่ทำเอาหยุดขำไม่ได้เลย

หากเรามองข้ามเรื่องพล็อตที่ค่อนข้างจะซ้ำไปบ้าง แล้วมาโฟกัสสิ่งที่หนังต้องการสื่อก็จะพบวาเป็นหนังรอมคอมน้ำดีอีกเรื่องหนึ่ง อย่างเช่น ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนที่เป็นแฟนกัน ด้วยความต่างหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องนิสัยใจคอ การใช้ชีวิตก็ล้วนแล้วแต่จะต้องอาศัยเวลาเพื่อปรับตัวเข้าหากัน ซึ่งก็ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องราวดีๆ บางช่วงชีวิตบางเรื่องราวอาจจะมีปัญหาทำให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจกันบ้าง แต่หากเอาใจเขามาใส่ใจเราพยายามเข้าใจกัน ท้ายที่สุดแล้วก็จะพบจุดกึ่งกลางที่จะทำให้ความสัมพันธ์นั้นไปตลอดรอดฝั่ง

เช่นเดียวกันกับเรื่องราวของหนุ่มเนิร์ดกับสาวสวยในเรื่องที่แม้ว่าจะมีฝ่ายหนึ่งหลงทาง พยายามกลับไปแก้ไขหลายๆ อย่างเพื่อให้ความสัมพันธ์นั้นออกมาให้สมบูรณ์แบบ แต่กลับลืมคิดไปว่าธรรมชาติของทุกสรรพสิ่งนั้นไม่มีอะไรเพอร์เฟกต์ไปเสียทุกอย่าง บางครั้งการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอาจจะสะดุดหกล้ม มีบาดแผลบ้าง ก็ถือเป็นบทเรียนและสีสันของชีวิตที่จะทำให้ได้เรียนรู้เพื่อจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เชื่อว่าคอหนังรอมคอมจะต้องเพิ่ม Time Freak เป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องกลับมาดูซ้ำแน่นอน

Time Freak เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com