รีวิว Earthquake Bird “รัก” เป็น “บ้า” หนังดราม่า

หนังดราม่า ทริลเลอร์ซึ่งดัดแปลงมาจากนวนิยายในชื่อเดียวกันกับ Earthquake Bird ผลงานการกำกับของวาช เวสต์มอร์แลนด์ (Still Alice) และนำแสดงโดยอลิเซีย วิกันเดอร์

Earthquake Bird

Earthquake Bird มีฉากหลังอยู่ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นในปี 1989 ว่าด้วยชีวิตการทำงานของ ลูซี่ ฟลาย (อลิเซีย วิกันเดอร์) สาวสวีเดนที่ทำงานเป็นนักแปลภาษา ด้วยชีวิตที่ราบเรียบไม่หวือหวา จนอาจจะกล่าวได้ว่าเธอใช้ชีวิตไปวันๆแบบเดิม กระทั่ง เสื้อผ้า หน้าผม เธอก็ยังแต่งตัวด้วยโทนเสื้อผ้าที่เรียบง่ายจนคล้ายคลึงสาวญี่ปุ่นทั่วไป ลูซี่มีเพื่อนเป็นนักดนตรีอย่างบ๊อบ (แจ็ค ฮิวส์ตัน) และเพื่อนร่วมงานสาวชาวญี่ปุ่นนัตซึโกะ (กิกี้ ซูเกะซาเน่) และยังใช้เวลาว่างในการเล่นเชลโล่กับแม่บ้านชาวญี่ปุ่น คุณคาโต้ (อากิโกะ ไอวาเสะ) แต่ถึงอย่างนั้น ผู้ชมก็ยังสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยวเหงาของลูซี่ตลอดเวลา

กระทั่งวันหนึ่งลูซี่ได้พบกับตากล้องหนุ่มเทจิ (นาโอกิ โคบายาชิ) ที่จับภาพตอนเธอกำลังเดินอยู่บนถนน แม้การถูกถ่ายรูปในที่สาธารณะเธอเป็นเรื่องการเสียมารยาท แต่ดูเหมือนลูซี่กลับรู้สึกถูกใจในรูปลักษณ์ภายนอกของเทจิ จนอาจจะกล่าวได้ว่านั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ ไม่นานลูซี่จึงเริ่มคบหากับเขา และค้นพบว่าทั้งสองนั้นล้วนแล้วแต่มีด้านดาร์คๆของตัวเองที่ถูกซุกซ่อนไว้ไม่อยากให้อีกฝ่ายเข้าใจ

แต่แล้วเมื่อเพื่อนชาวอเมริกันของลูซี่ อย่างลิลี่ บริดเจส (ไรลีย์ คีโอ) ได้เดินทางมาใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นและก้าวเข้ามาในความสัมพันธ์ระหว่างลูซี่และเทจิ จนกลายเป็นปมสำคัญของเรื่อง เมื่อหนังเผยให้คนดูรับรู้ว่า วันหนึ่งลิลี่ได้หายตัวไปอย่างลึกลับ จนนำไปสู่คำถามที่ว่า “เกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่”

อันที่จริงหนังเผยให้คนดูรับรู้ตั้งแต่ฉากแรกของเรื่องแล้วว่าลิลี่ได้หายตัวไปผ่านประกาศคนหาย และลูซี่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญ เรื่องราวในหนังจึงเริ่มต้นขึ้นผ่านการให้ปากคำกับตำรวจของตัวลูซี่เอง มุมมองในหนังจึงตกอยู่ภายใต้ความคิดของตัวเอกอยู่ตลอดเวลา ว่าเธอเลือกจะให้คนดูได้เห็นชีวิตของเธออย่างไร จนเมื่อหนังดำเนินไปสักระยะ หนังก็เริ่มเผยความน่าเคลือบแคลงในตัวนางเอกว่าจริงๆแล้วเธออาจจะเป็นคนร้ายและอยู่เบื้องหลังการหายตัวไปของเพื่อนเธอ

Earthquake Bird มีความนิ่งเนิบ เน้นห้วงอารมณ์ความคิดของตัวเอกอย่างลูซี่เป็นหลัก มากกว่าจะเน้นขายความลึกลับน่าสงสัยของสถานการณ์ หลายช่วงหลายตอนไม่ใช่สิ่งที่ยากต่อการคาดเดานัก แต่ด้วยวิธีการทำให้คนดูจดจ่ออยู่กับตัวละครอย่างลูซี่ จึงเปิดโอกาสให้นักแสดงสาวอลีเซียได้ เผยแง่มุมการแสดงที่เน้นใช้สายตา มากกว่าคำพูด ประกอบกับที่ตัวละครมีลักษณะ “อมทุกข์” และเก็บงำความรู้สึกเปลี่ยวเหงาเอาไว้คนเดียว ยิ่งทำให้คนดูทั้งสงสารและเดาทางตัวละครไม่ถูกจริงๆ

เหนืออื่นใดคือฉากสุดท้ายที่เธอมีโอกาสได้นั่งปรับทุกข์กับแม่บ้านชาวญี่ปุ่นคุณคาโต้ ที่ต่างมานั่งพูดถึง “ความตายของคนใกล้ตัว” การแสดงในฉากดังกล่าว เรียกว่าเป็นฉากจับใจและอธิบายห้วงความรู้สึกของการปลดปล่อยความทุกข์ที่อัดแน่นภายในใจของตัวละครทั้งสองได้อย่างยอดเยี่ยมและน่าจดจำ

Cr.www.sanook.com

รีวิว Berlin, I love you ความรักที่หลากหลายในเมืองเบอร์ลิน

กลับมาอีกครั้งกับภาพยนตร์รักมหานครแห่งรัก สำหรับ Berlin, I love you ที่รวมเอาภาพยนตร์ขนาดสั้น ถ่ายทอดเรื่องราวความรักออกมา 10 ตอน โดยครั้งนี้จะมาถ่ายทอดเรื่องราวในเมืองหลวงแห่งเยอรมันอย่างเมืองเบอร์ลิน ซึ่งงานนี้หนังมีผู้กำกับถึง 11 คนเลยทีเดียว ทั้งยังได้นักแสดงเบอร์ใหญ่มาร่วมงานเพียบ นำโดย เคียรา ไนท์ลีย์ (Keira Knightley), เฮเลน มิร์เรน (Helen Mirren) และ อีวาน รอน (Iwan Rheon)

Berlin, I love you

แน่นอนว่าหากใครเคยได้ชมเรื่องราวความรักที่เป็นโปรเจกต์ใหญ่ถ่ายทำและมีการดำเนินเรื่องในเมืองใหญ่อย่าง Paris, je t’aime (2006) และ New York, I Love You (2008) ซึ่งเป็นโปรเจกต์เดียวกันนี่ก็พอจะทราบดีว่ามันเป็นเรื่องราวความรักที่น่าประทับมากทีเดียว โดยเฉพาะความหลากหลายที่เกิดขึ้นของแต่ละคู่ เรียกได้ว่าเติมเต็มความสุขได้อย่างดี

เช่นเดียวกันกับ Berlin, I love you ที่คราวนี้หนังไปพาสำรวจวิถีชีวิตและความงามของเมืองเบอร์ลินที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดอีกเมืองหนึ่งในโลก ผ่านความรักหลายรูปแบบ และเรื่องนี้มีความพิเศษมากขึ้นไปอีก เพราะหนังไม่ได้เล่าเรื่องรักระหว่างหนุ่มสาวหรือความพิศวาสที่เกิดขึ้นจากคนสองคนเท่านั้น หนังยังได้เผยเรื่องราวความรัก ความเมตตา ของมนุษย์ที่หาได้มีเรื่องเซ็กส์มาเกี่ยวข้อง

เรียกได้ว่าเรื่องราวความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในเมืองเบอร์ลินนี้มีครบรสทุกรสชาติ หนึ่งล่ะคือความอิ่มเอมใจจากการเสพเรื่องราวดีๆ ความดรามาในบางตอนก็ทำเอาน้ำตาซึมได้เหมือนกัน แถมหนังยังมีการร้อยเรียงเอาทุกตัวละครม่ารวมฉากกันได้อย่างลื่นไหล

อีกตอนที่ประทับใจสุดๆ คือการเอาเรื่องราวแอคชั่นสุดระทึกมาสร้างสีสัน เสมือนการเผยให้รู้ว่าในทุกๆ สถานที่นั้นใช่ว่าจะมีแต่เรื่องดีๆ เสมอไป ความเสี่ยงกับอันตรายที่ไม่คาดคิดมักจะเกิดขึ้นได้เสมอ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในเบอร์ลิน

เอาเป็นว่าหากใครอยากเสพบรรยากาศการรวมเรื่องราวดีๆ ของคนหลายคู่เข้ามาไว้ด้วยกันอีกครั้งผ่านเมืองใหญ่ที่เคยมีโศกนาฏกรรมสะเทือนโลกมาก่อน และดื่มด่ำไปกับความมหัศจรรย์ของความรัก เชื่อว่าจะไม่ผิดหวังกับ Berlin, I love you แน่นอน

Cr.movie.mthai.com

รีวิว Kimi no Suizou wo Tabetai ตับอ่อนเธอนั้นขอฉันเถอะนะ

ใกล้จะถึงวันเข้าฉายในไทยไปทุกทีแล้ว สำหรับ Kimi no Suizou wo Tabetai (君の膵臓をたべたい) ตับอ่อนเธอนั้นขอฉันเถอะนะ ภาพยนตร์รักโรแมนติกที่หลายคนยืนยันถึงความซึ้งกินใจ ไม่ว่าใครดูเป็นต้องร้องไห้ ซึ่งการันตีรายได้เปิดตัวที่ญี่ปุ่นถึง 252 ล้านเยน ถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่มีรายได้เปิดตัวสูงมาก แค่นี้ก็เห็นแล้วว่าถูกใจคอหนังญี่ปุ่นมากแค่ไหน มาดูกันว่าจะทำให้เราอินแบบนั้นหรือไม่

Kimi no Suizou wo Tabetai

Kimi no Suizou wo Tabetai (君の膵臓をたべたい) ตับอ่อนเธอนั้นขอฉันเถอะนะ ว่าด้วยเรื่องราวของ ยามากูจิ ซากุระ สาวสวยขวัญใจหนุ่ม ๆ ในโรงเรียนมัธยม และ โบคุ เด็กหนุ่มหนอนหนังสือที่ไม่สนใจโลก แม้ทั้งสองจะเป็นเพื่อนกัน แต่โบคุแอบมีใจให้ซากุระอยู่ ด้วยความที่ชอบอ่านหนังสือเหมือนกันทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนของคนทั้งสองพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทว่าวันหนึ่งซากุระบอกว่าเธอกำลังจะตายด้วยโรคมะเร็งตับ

หลังจากที่ซากุระจากโลกใบนี้ไป 12 ปี โบคุได้กลับมาเป็นครูที่โรงเรียนเก่า และเขาได้พบสมุดบันทึกที่ซากุระซ่อนไว้ โบคุเริ่มอ่านบันทึกเล่มนั้นที่เต็มไปด้วยความทรงจำของหญิงสาว ความรักที่เธอไม่เคยบอกใคร และเรื่องราวต่างๆ มากมายของความรักอีกด้านหนึ่งที่หัวใจไม่เคยเปิดเพื่อมองเห็น แม้มันจะอยู่ตรงหน้ามาตลอดก็ตาม

ขอบอกตามตรงเลยว่าตอนแรกที่เห็นตัวอย่างและคำโฆษณาทั้งหลายในใจก็เชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง เพราะไม่คิดว่าหนังจะทำให้เรารู้สึกซึ้งกินใจได้มากขนาดนั้น แต่พอดูหนังจบแล้วถึงได้เข้าใจว่าสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในหนัง ในช่วงแรกอาจจะรำคาญนางเอกไปบ้าง ไม่รู้ว่าเธอจะร่าเริงไปไหน แต่พอหนังค่อยๆ เฉลยปมไปทีละเปราะ เราถึงได้เข้าใจในสิ่งที่ตัวละครแต่ละตัวทำ หนังสร้างรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ผสมเป็นสิ่งละอันพันละน้อย เป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดเป็นเหตุการณ์ต่างๆ

แม้จะเห็นว่าพล็อตเรื่องก็ไม่ได้ต่างไปจากซีรีส์เกาหลีที่เราเคยดู แต่เรื่องราวมันกลับกินใจ เกิดความรู้สึกอิ่มใจอย่างไม่คาดคิด จะว่าน้ำเน่าไหม มันก็ไม่ใช่ เพราะดีไม่ดีเรื่องจริงที่เกิดขึ้นทั่วไปในปัจจุบันนี้อาจจะน้ำเน่ากว่าด้วยซ้ำ เพียงแต่หนังเรื่องนี้สอนให้เราเข้าใจความเป็นจริงมากขึ้น ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน ยังใช้ได้กับชีวิตของทุกคนเสมอ ดังเช่นกับชีวิตของตัวละครในเรื่อง

นอกจากเราจะได้ซาบซึ้งไปกับความสัมพันธ์ของพระ-นาง หนังยังไม่ทิ้งเรื่องราวชีวิตของวัยรุ่น สังคมในโรงเรียน ที่จะเห็นถึงปัญหาการเข้าสังคม ปัญหาการก่ออาชญากรรมต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้หนังดูสมจริงและเป็นธรรมชาติ บวกการถ่ายทอดอารมณ์ของตัวนักแสดงเอง ไม่ว่าจะเป็น มินามิ ฮามาเบะ นางเอกที่คงคาแร็กเตอร์ความน่ารักได้อย่างน่าประทับใจ (บางทีก็หมั่นไส้นิดๆ) ส่วนหนุ่มหล่อ ทาคุมิ คิตามูระ ที่เล่นเป็นพระเอกในวัยเด็กก็ทำเอาสาวๆ ทั้งหลายอดหวั่นไหวไม่ได้ ด้วยบุคลิกที่เคร่งขรึมผสมกับเสน่ห์ความเป็นผู้ชายแท้ๆ เชื่อว่าผู้ชายด้วยกันก็แอบปลื้มอยู่เหมือนกัน

ด้วยการปูเรื่องราวมาตั้งแต่ตัวละครเรียนมัธยม หากใครได้ดูแล้วน่าจะทำให้คิดถึงสมัยเรียนแน่นอน เพราะบรรยากาศการเรียน การสอน รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ที่อยู่ในหนังช่วยให้มีส่วนเป็นอย่างมาก แม้ว่าสังคมไทยกับญี่ปุ่นจะไม่เหมือนกัน แต่ก็มีความคล้ายคลึงกันไม่น้อย อีกทั้งหนังยังทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของเวลาและความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะดีหรือร้ายย่อมมีคุณค่าเสมอ ปล.ขอเตือนว่าอย่าลืมพกทิชชู่ไปด้วยนะ

Kimi no Suizou wo Tabetai (君の膵臓をたべたい) ตับอ่อนเธอนั้นขอฉันเถอะนะ 8/10 คะแนน เข้าฉายในไทย 23 พฤศจิกายน 2018