รีวิว Kimi no Suizou wo Tabetai ตับอ่อนเธอนั้นขอฉันเถอะนะ

ใกล้จะถึงวันเข้าฉายในไทยไปทุกทีแล้ว สำหรับ Kimi no Suizou wo Tabetai (君の膵臓をたべたい) ตับอ่อนเธอนั้นขอฉันเถอะนะ ภาพยนตร์รักโรแมนติกที่หลายคนยืนยันถึงความซึ้งกินใจ ไม่ว่าใครดูเป็นต้องร้องไห้ ซึ่งการันตีรายได้เปิดตัวที่ญี่ปุ่นถึง 252 ล้านเยน ถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่มีรายได้เปิดตัวสูงมาก แค่นี้ก็เห็นแล้วว่าถูกใจคอหนังญี่ปุ่นมากแค่ไหน มาดูกันว่าจะทำให้เราอินแบบนั้นหรือไม่

Kimi no Suizou wo Tabetai

Kimi no Suizou wo Tabetai (君の膵臓をたべたい) ตับอ่อนเธอนั้นขอฉันเถอะนะ ว่าด้วยเรื่องราวของ ยามากูจิ ซากุระ สาวสวยขวัญใจหนุ่ม ๆ ในโรงเรียนมัธยม และ โบคุ เด็กหนุ่มหนอนหนังสือที่ไม่สนใจโลก แม้ทั้งสองจะเป็นเพื่อนกัน แต่โบคุแอบมีใจให้ซากุระอยู่ ด้วยความที่ชอบอ่านหนังสือเหมือนกันทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนของคนทั้งสองพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทว่าวันหนึ่งซากุระบอกว่าเธอกำลังจะตายด้วยโรคมะเร็งตับ

หลังจากที่ซากุระจากโลกใบนี้ไป 12 ปี โบคุได้กลับมาเป็นครูที่โรงเรียนเก่า และเขาได้พบสมุดบันทึกที่ซากุระซ่อนไว้ โบคุเริ่มอ่านบันทึกเล่มนั้นที่เต็มไปด้วยความทรงจำของหญิงสาว ความรักที่เธอไม่เคยบอกใคร และเรื่องราวต่างๆ มากมายของความรักอีกด้านหนึ่งที่หัวใจไม่เคยเปิดเพื่อมองเห็น แม้มันจะอยู่ตรงหน้ามาตลอดก็ตาม

ขอบอกตามตรงเลยว่าตอนแรกที่เห็นตัวอย่างและคำโฆษณาทั้งหลายในใจก็เชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง เพราะไม่คิดว่าหนังจะทำให้เรารู้สึกซึ้งกินใจได้มากขนาดนั้น แต่พอดูหนังจบแล้วถึงได้เข้าใจว่าสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในหนัง ในช่วงแรกอาจจะรำคาญนางเอกไปบ้าง ไม่รู้ว่าเธอจะร่าเริงไปไหน แต่พอหนังค่อยๆ เฉลยปมไปทีละเปราะ เราถึงได้เข้าใจในสิ่งที่ตัวละครแต่ละตัวทำ หนังสร้างรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ผสมเป็นสิ่งละอันพันละน้อย เป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดเป็นเหตุการณ์ต่างๆ

แม้จะเห็นว่าพล็อตเรื่องก็ไม่ได้ต่างไปจากซีรีส์เกาหลีที่เราเคยดู แต่เรื่องราวมันกลับกินใจ เกิดความรู้สึกอิ่มใจอย่างไม่คาดคิด จะว่าน้ำเน่าไหม มันก็ไม่ใช่ เพราะดีไม่ดีเรื่องจริงที่เกิดขึ้นทั่วไปในปัจจุบันนี้อาจจะน้ำเน่ากว่าด้วยซ้ำ เพียงแต่หนังเรื่องนี้สอนให้เราเข้าใจความเป็นจริงมากขึ้น ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน ยังใช้ได้กับชีวิตของทุกคนเสมอ ดังเช่นกับชีวิตของตัวละครในเรื่อง

นอกจากเราจะได้ซาบซึ้งไปกับความสัมพันธ์ของพระ-นาง หนังยังไม่ทิ้งเรื่องราวชีวิตของวัยรุ่น สังคมในโรงเรียน ที่จะเห็นถึงปัญหาการเข้าสังคม ปัญหาการก่ออาชญากรรมต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้หนังดูสมจริงและเป็นธรรมชาติ บวกการถ่ายทอดอารมณ์ของตัวนักแสดงเอง ไม่ว่าจะเป็น มินามิ ฮามาเบะ นางเอกที่คงคาแร็กเตอร์ความน่ารักได้อย่างน่าประทับใจ (บางทีก็หมั่นไส้นิดๆ) ส่วนหนุ่มหล่อ ทาคุมิ คิตามูระ ที่เล่นเป็นพระเอกในวัยเด็กก็ทำเอาสาวๆ ทั้งหลายอดหวั่นไหวไม่ได้ ด้วยบุคลิกที่เคร่งขรึมผสมกับเสน่ห์ความเป็นผู้ชายแท้ๆ เชื่อว่าผู้ชายด้วยกันก็แอบปลื้มอยู่เหมือนกัน

ด้วยการปูเรื่องราวมาตั้งแต่ตัวละครเรียนมัธยม หากใครได้ดูแล้วน่าจะทำให้คิดถึงสมัยเรียนแน่นอน เพราะบรรยากาศการเรียน การสอน รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ที่อยู่ในหนังช่วยให้มีส่วนเป็นอย่างมาก แม้ว่าสังคมไทยกับญี่ปุ่นจะไม่เหมือนกัน แต่ก็มีความคล้ายคลึงกันไม่น้อย อีกทั้งหนังยังทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของเวลาและความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะดีหรือร้ายย่อมมีคุณค่าเสมอ ปล.ขอเตือนว่าอย่าลืมพกทิชชู่ไปด้วยนะ

Kimi no Suizou wo Tabetai (君の膵臓をたべたい) ตับอ่อนเธอนั้นขอฉันเถอะนะ 8/10 คะแนน เข้าฉายในไทย 23 พฤศจิกายน 2018

รีวิวหนัง Back Street Girls : Gokudols ไอดอลสุดซ่าป๊ะป๋าสั่งลุย

เรียกว่าเป็นภาพยนตร์ไลฟ์แอคชั่นจากญี่ปุ่นที่แฟนๆ ตั้งตารอคอยมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง สำหรับ Back Street Girls: Gokudols ไอดอลสุดซ่าป๊ะป๋าสั่งลุย จากมังงะสุดฮิตยอดขายถล่มทลายของ จัสมิน กิวห์ สู่ทีวีซีรีส์และล่าสุดกับเวอร์ชั่นภาพยนตร์ที่ต้องยกให้เป็นหนังฮาสุดกาวของปีนี้ แถมยังได้สามสาว โอคาโมโตะ นัตซุมิ, มัตซุดะ รุกะ และ ซากาโนะอุเอะ อากาเนะ มารับบทบาทยากูซ่าแปลงเพศกลายเป็นไอดอลสาวสวย

Back Street Girls: Gokudols

Back Street Girls: Gokudols ไอดอลสุดซ่าป๊ะป๋าสั่งลุย ว่าด้วยเรื่องราวของ 3 หนุ่มจากแก๊งยากูซ่า เคนทาโร (ลูกพี่), เรียว (รองหัวหน้า) และ คาสุฮิโกะ ที่ดันไปทำเรื่องไม่ดีเข้า จนหัวหน้าของพวกเขารู้สึกไม่พอใจจนอยากจะสั่งฆ่าตัดตอนลูกกระจ๊อกทั้ง 3 คน แต่ด้วยไอเดียบรรเจิดของหัวหน้าที่พวกเขาเรียกว่า ป๊ะป๋า ที่เคยเห็นวงไอดอลอย่าง AKB48 ประสบความสำเร็จ เขาจึงสั่งให้พวกเขาเลือกว่าจะยอมตายหรือจะไปผ่าตัดแปลงเพศที่ประเทศไทย แล้วกลายเป็นไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปร้องเพลงอยู่บนเวที 3 หนุ่มเลยจำใจเลือกอย่างหลัง แล้วก็เกิดเป็นกลุ่มไอดอลที่ชื่อว่า โกคุดอลส์

ต้องบอกกันตามตรงว่าสิ่งที่คาดหวังจากหนังเรื่องนี้คืออยากเห็นยากูซ่าทั้งสามมาผ่าตัดแปลงเพศที่ไทยว่าจะออกมาเป็นยังไง เมื่อได้ไปเห็นในหนังแล้วก็พบว่าค่อนข้างผิดหวัง เพราะหนังทำออกมาแบบที่ไม่คาดคิดว่าจะกล้าทำแบบนี้ แต่ก็สมกับความฮาที่มาพร้อมกับความบ้าหลุดโลกจริงๆ แน่นอนว่าหากยึดเอาหลักความเป็นจริงเรื่องราวเหล่านี้มันก็คงเกิดขึ้นได้ยาก ฉะนั้นทางเดียวที่จะทำให้เราสนุกไปกับหนังได้คือการไม่ต้องคิดอะไรเลย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่ทำให้เราสามารถจดจ่อไปกับเรื่องราวสุดกาวของ Back Street Girls: Gokudols นั้นคือสามสาวและสามหนุ่มที่สามารถถ่ายทอดความฮาแบบเพี้ยนๆ ออกมาได้เป็นอย่างดี จังหวะการตบมุกตลกก็แทบกลั้นขำไม่อยู่ ยิ่งมาเจอพฤติกรรมการพยายามทำตัวเป็นไอดอลแล้วบอกเลยว่ารั่วหนักมาก แฟนๆ ที่ตามมาตั้งแต่มังงะและอนิเมะ น่าจะชอบได้ไม่ยากเลย

และส่วนที่ดีที่สุดอีกอย่างนอกเหนือไปจากความเฮฮาบ้าบอแล้วก็คือเพลงประกอบภาพยนตร์ที่สามสาวร้องในเรื่องนั้นทำออกมาดีมากๆ ไม่เสียชื่อญี่ปุ่นจริงๆ เพลงเพราะความหมายดี (ยกเว้นเพลงตัดนิ้วนะ 555) ทำนองฟังแล้วติดหูเพลินมาก เชื่อว่าแฟนหนังที่ติดตามไอดอลน่าจะอินกันสุดๆ เนื่องจากหลายๆ ฉาก หลายๆ ตอน จัดมาเฉพาะแฟนๆ เลยก็ว่าได้ แต่ในขณะเดียวกันหนังยังมีความดรามาให้เราได้สัมผัสอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้หนักหน่วงจนเกินจะรับไหว เอาเป็นว่าใครที่ชอบหนังแนวแบบที่ไม่ต้องคิดอะไรมากก็น่าจะไม่ผิดหวังกับเรื่องนี้แน่นอน

Back Street Girls: Gokudols ไอดอลสุดซ่าป๊ะป๋าสั่งลุย 7/10 คะแนน เข้าฉายในไทย 27 มิถุนายน 2019

Cr.movie.mthai.com

รีวิวหนังคุณภาพ ที่ไม่ควรพลาดไปดูในโรง Roma

ถือเป็นภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่องที่ถูกนำชื่อเข้าชิงรางวัลหลายต่อหลายเวที และกำลังเดินหน้ากวาดรางวัลเรื่อยๆ สำหรับ Roma ผลงานการเขียนบทและกำกับภาพยนตร์โดย อัลฟอนโซ คัวรอน (Alfonso Cuarón) ผู้กำกับชาวเม็กซิกันที่ผลิตภาพยนตร์ออกมาให้แฟนหนังประทับใจหลายต่อหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น A Little Princess (1995), Children of Men (2006) และ Gravity (2013) เชื่อว่ากับผลงานเรื่องนี้ก็ไม่แคล้วจะสร้างความอิ่มเอมอีกครั้ง

Roma

Roma ว่าด้วยเรื่องราวชะตาชีวิตของครอบครัวชนชั้นกลางครอบครัวหนึ่งในย่านโรม่า ซึ่งมี โซเฟีย เป็นเสาหลักของบ้าน เธอเพิ่งแยกทางกับสามี แต่ก็ยังไม่กล้ายอมรับกับลูกๆ ทั้ง 4 อย่างตรงไปตรงมาว่า พ่อจะไม่กลับมาอยู่กับเราอีกแล้ว โซเฟียจึงต้องดูแลสมาชิกทุกคนด้วยตัวของเธอเอง โดยมีผู้ช่วยคนสำคัญคือ คลีโอ สาวรับใช้ที่คอยช่วยเหลือทุกอย่าง ไม่ต่างจากคนในครอบครัวเดียวกัน

หากใครเป็นแฟนหนังก็พอจะทราบดีว่า Roma นั้นมีกำหนดเข้าฉายในบ้านเราพร้อมกับการฉายในช่องสตรีมมิ่งชื่อดัง ซึ่งถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะทำให้ได้รับชมภาพยนตร์ได้อย่างรวดเร็ว แต่ด้วยคุณภาพอันเปี่ยมล้นไปด้วยความงามของความเป็นภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นได้ทำให้แฟนหนังส่วนใหญ่ ทั้งในไทยและต่างประเทศล้วนแล้วแต่เทใจเป็นเสียงเดียวกันในการสนับสนุนให้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ เพื่อซึมซับบรรยากาศและองค์ประกอบทั้งหมดได้อย่างเต็มที่ ซึ่งโดยส่วนตัวก็มีความคิดเห็นเช่นเดียวกันผู้ชมคนอื่นๆ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าแค่ตัวอย่างของ Roma เพียง 2 นาที ก็สร้างความดึงดูดใจให้อยากชมภาพยนตร์เป็นที่สุด และเมื่อได้ชมภาพยนตร์นับตั้งแต่เปิดเรื่องด้วยฉากการล้างพื้นอันแสนจะตราตรึง ก่อนจะไปพบเรื่องราวของคนที่มีความหลากหลายผ่านการเล่าเรื่องติดตามชีวิตสาวใช้ที่ได้พบกับจุดเปลี่ยนในชีวิต รวมไปถึงเมืองที่เธออาศัยอยู่ จนกระทั่งดำเนินเรื่องไปถึงตอนจบที่ปัญหาทั้งหลายได้คลี่คลายลงและฉายให้เห็นความสุขในชีวิตของตัวละครในเรื่อง นับได้ว่าเป็นการชมภาพยนตร์ที่ได้สร้างความอิ่มเอมใจได้ดีที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง

สังเกตได้ว่าการดำเนินเรื่องของ Roma นั้นหาได้มีความซับซ้อนยุ่งเหยิงแบบที่หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นหนังที่ดูยาก แต่ไม่เลย ภาพยนตร์เรื่องนี้ล้วนแล้วแต่มีความเรียบง่ายและงดงาม แทบจะทุกฉากทุกตอนนั้นมีอะไรหลายๆ อย่างให้ชวนขบคิดและแฝงไปด้วยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ให้เราได้จดจำ โดยเฉพาะฉากลองเทคที่ดูเหมือนจะถูกใช้มากเป็นพิเศษ ซึ่งมันช่วยสร้างอารมณ์ให้คนดูอย่างเราอินไปกับเรื่องราวที่ตัวละครได้ประสบพบเจอ เสมือนได้เป็นหนึ่งในตัวละครที่กำลังใช้ชีวิตไปพร้อมๆ กับพวกเขา

โดยรวมแล้วถือว่า Roma นั้นเป็นภาพยนตร์ที่ครบทุกรส มีทั้งความโรแมนติก ความดรามา รวมไปถึงความตลกร้ายที่เกิดขึ้นกับตัวละครสำคัญอย่างสาวใช้ผู้อ่อนต่อโลกของหญิงชาย ซึ่งในจุดนี้เองหนังได้สร้างความรู้สึกอันร้าวรานให้กับเราที่เป็นผู้ชมเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าคอหนังดรามาน่าจะถูกใจเป็นพิเศษและที่สำคัญไม่สมควรพลาดที่จะตีตั๋วเข้าไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ ขอการันตีเลยว่าไม่เสียดายเงินแน่นอน

เนื้อหาจาก mthai.com