รีวิวหนัง The Broken Hearts Gallery – ฝากรักไว้…ในแกลเลอรี่

หนัง The Broken Hearts Gallery หรือชื่อไทยว่า ฝากรักไว้…ในแกลเลอรี่ บอกเล่าเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่ง หลังจากเลิกลากับแฟนหนุ่ม ก็ปิ๊งไอเดียสร้าง The Broken Heart ขึ้นมา เป็นสถานที่ให้คนได้ทิ้งสิ่งของของคนรักที่ทิ้งเราไปมารวมไว้เป็นงานศิลปะที่แห่งนี้ และที่นี่ก็ทำให้เธอได้พบกับชายหนุ่มคนใหม่ที่จะมาเปลี่ยนหัวใจเธออีกครั้ง

The Broken Hearts Gallery

The Broken Hearts Gallery – ฝากรักไว้…ในแกลเลอรี่ บอกเล่าเรื่องราวของ Lucy หญิงสาวที่มักเก็บสิ่งของของแฟนเก่าไว้เป็นที่ระลึก และล่าสุดก็เพิ่งโดนหักอกมาอย่างเจ็บปวดจาก Max ทำให้เธอทั้งช้ำและเสียหน้าที่การงานในคืนเดียว แต่แล้วเธอก็ได้บังเอิญมาเจอกับชายหนุ่มหน้าหวานนามว่า Nick ทำให้เธอได้ปิ๊งไอเดียสร้าง The Broken Hearts Gallery ขึ้นมา เป็นสถานที่ให้คนได้เอาสิ่งของของคนรักเก่าที่ทิ้งไปมารวมไว้เป็นผลงานศิลปะจัดแสดงไว้ในที่แห่งนี้

หากดูแต่เพียงรายชื่อนักแสดงหลายคนอาจจะไม่คุ้นสักเท่าไหร่ ยกเว้นเพียงคนเดียว Dacre Montgomery ที่เพิ่งฝากผลงานเอาไว้ใน Stranger Things นอกเหนือจากนั้นคือใครไม่รู้เหมือนกัน

แต่หนังทำตัวละครแต่ละตัวได้มีชีวิตชีวาและน่ารักสุดๆ ไล่ไปตั้งแต่นางเอก Geraldine Viswanathan ที่ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้สวยหุ่นดีเหมือนนางเอกทั่วไป แต่การแสดงของเธอ คาแรคเตอร์ของเธอก็ดูมีเสน่ห์ ดูน่ารักและมีชีวิตชีวาแบบสุดๆ และเป็นการบอกเป็นนัยๆ เลยว่านางเอกไม่จำเป็นต้องพิมพ์นิยมแบบแต่ก่อนอีกแล้ว อีกทั้งตัวละครประกอบเพื่อนนางเอกก็ยังมีคาแรคเตอร์ชัดเจนและมีชีวิตชีวาไม่แพ้กัน ทั้ง Nadine (Phillipa Soo) และ Amanda (Molly Gordon) ที่ช่วยส่งช่วยเสริมให้หนังมีมิติและน่าดูชมขึ้นเยอะเลย

แต่แอบน่าเสียดายบททางฝั่งพระเอกอย่าง Nick (Dacre Montgomery) ที่นอกจากหน้าตาหล่อเหลา เป็นชายหน้าหวานชวนฝัน ก็ไม่มีได้มีการแสดงที่จัดจ้านชัดเจนหรือให้โชว์ของอะไรสักเท่าไหร่ เป็นตัวละครที่แทบจะไม่ได้เห็นอะไรเลยจริงๆ นอกจากหน้าหล่อๆ ของเขา อาจจะเพราะตัวบทเองด้วยกระมั้ง

หนังมีการบอกเล่าง่ายๆ ไม่ซับซ้อน และมีความเรื่อยๆ ให้อมยิ้มได้บ้างเล็กน้อย ให้ดราม่าบ้างประปราย โดยรวมมันก็เป็นหนังสูตรสำเร็จแหละ แต่หนังก็ไม่สามารถดึงเราไปอินกับเรื่องราวได้มากเท่าที่ควร แต่ในขณะเดียวกันมันก็เข้าถึงเราง่ายเช่นกัน กับประเด็นต่างๆ ที่หนังต้องการจะสื่อ

ค่อนข้างชอบคอนเซ็ปท์ของหนังนะ กับการเก็บของเก่าของคนรักมาทำเป็นแกลเลอรี่ ซึ่งถ้ามันมีจริงๆ น่าจะได้รับความนิยมไม่ใช่เล่น เชื่อว่าคนไม่น้อยเลยที่เลือกจะเก็บของที่หลายคนอาจมอง่วาเป็นขยะเอาไว้เพื่อระลึกถึงแฟนเก่านึกถึงช่วงเวลาดีๆ อะไรแบบนั้น เพราะช่วงเวลานั้นมันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุข (แต่ก็มีหลายคนเขวี้ยทิ้งแหละเพราะอยากลืม 555) และในประเด็นนี้หนังก็ยังพูดถึงความทรงจำที่เราควรจะทิ้งและ Move on สักที แต่ถ้าใส่รายละเอียดความดราม่าของสิ่งของแต่ละชิ้นเข้าไปน่าจะชวนอินได้มากกว่านี้ และช่วงหลังๆ ของหนังจุดขัดแย้งมันเบาไปหน่อย แถมยังมีความรีบเร่งในหลายๆ จุด จนกลายเป็นหาทางลงแต่ละเรื่องได้ง่ายเสียเหลือเกิน แต่ก็นะ Feel Good แหละ

สรุปแล้ว The Broken Hearts Gallery เป็นหนังรักเบาๆ ผ่อนคลายสมอง อมยิ้มบ้างประปราย ดราม่านิดหน่อย โดดเด่นที่คอนเซ็ปท์และการแสดงของฝ่ายหญิงที่ดูมีชีวิตชีวาสุดๆ ที่สำคัญน่าจะได้ข้อคิดบางอย่างสำหรับคนที่อยากจะ Move on ได้ไม่มากก็น้อย

รีวิวหนัง รักหนูมั้ย – Rak Nu Mai หนังตลก หนังรัก หนังไทย

หนัง Rak Nu Mai หรือชื่อไทยว่า รักหนูมั้ย ผลงานการกำกับของ โน่ ภูวเนตร สีชมพู หนึ่งในนักแสดงของจักรวาลไทบ้าน ที่บอกเล่าเรื่องราวของกลุ่มวัยรุ่นทั้ง 3 ที่อาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน คืนหนึ่งพวกเขาได้ข้างสาวขายบริการมาสร้างความสุขให้ แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไป สาวคนนั้นก็กลับมาหาพวกเขาถึงบ้านและขอมาอาศัยอยู่ด้วย พร้อมเผยความจริงว่าเธอท้อง ที่สำคัญ 1 ใน 3 คนนี้แหละคือพ่อของเด็ก ทั้ง 3 จึงพยายามหาข้อพิสูจน์ แต่เมื่อเวลาผ่านไปความผูกพันของทั้ง 3 ที่มีต่อเด็กและแม่เด็กก็เพิ่มพูมขึ้นเช่นกัน

รักหนูมั้ย

รักหนูมั้ย เป็นผลงานการกำกับของ โน่ ภูวเนตร สีชมพู หนึ่งในนักแสดงของ ไทบ้านเดอะซีรีส์ กับผลงานการกำกับครั้งแรก ที่คราวนี้ไม่ได้บอกเล่าถึงบรรยากาศหรือวิถีชีวิตชาวอีสานนอกเมือง แต่จะเป็นเรื่องในเมืองกับเรื่องราวความรักเรา 1-2-3-4-5 คน

รักหนูมั้ยบอกเล่าเรื่องของกลุ่มวัยรุ่น 3 คนที่ได้อาศัยอยู่ชายคาเดียวกัน คืนนึงได้จ้างสาวขายบริการมาสร้างความสุขให้พวกเขา แต่แล้วหลังเวลาล่วงเลยไป สาวคนเดิมกลับมาขออาศัยอยู่ด้วย พร้อมเปิดเผยความจริงว่าเธอท้อง! แต่ไม่รู้เลยว่าใครเป็นพ่อเด็ก จึงทำให้ทั้ง 3 พยายามหาข้อพิสูจน์ แต่ยิ่งเวลาผ่านไปความผูกพันของทั้ง 3 ที่มีต่อเด็กและแม่เด็กก็เพิ่มพูนขึ้นไปด้วยเช่นกัน

หากอ่านแค่เรื่องย่ออาจจะคิดได้ว่านี่คือหนังดราม่าจัดๆ เรียกน้ำตา อึดอัด และตึงเครียด แต่เปล่าเลย หนังมันกลับตลก ตลกมากด้วย ไม่ใช่ตลกแบบยัดเยียดอะ มันคือตลกเหมือนเพื่อนนั่งคุยกันจริงๆ แถมยังมีความโรแมนติคสอดแทรกได้อย่างลงตัว หนังมีความธรรมชาติอยู่สูงมาก ธรรมชาติทั้งบท การแสดง ตัวละคร และยิ่งความเป็นธรรมชาติเหล่านั้นมันยิ่งทำให้เราเชื่อและเห็นถึงความรักความจริงใจ ของเหล่าตัวละครนำได้เป็นอย่างดี

นักแสดงนำแต่ละคนไม่รู้จะติอะไรจริงๆ หากใครติดตามจักรวาลไทบ้านมาก็คงจะคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี และการมีอยู่ของตัวละครทั้ง 3 ก็ลงตัวแบบสุดๆ ส่วนทางด้านนางเอกน้องใหม่คือโคตรของโคตรน่ารัก ไม่ได้สวยโดดเด่นแบบพิมพ์นิยม แต่พอเธอยิ้มทีโลกก็งดงามขึ้นทันตา ส่งให้คนดูอย่างเราๆ ยิ้มตามได้ไม่ยาก และก็พอเข้าใจว่าทำไมชายทั้ง 3 พร้อมจะรักผู้หญิงคนนี้

แต่ถึงหนังจะบอกเล่าเรื่องราวของผู้หญิงท้องที่มาอาศัยบ้านผู้ชายทั้ง 3 ที่คาดว่าหนึ่งในนั้นน่าจะเป็นพ่อของเด็ก แต่ประเด็นสำคัญหรือสาระสาคัญของหนังจริงๆ ไม่ใช่การตามหาความจริง แต่เป็นการแสดงให้เห็นมุมมองความรักที่ทั้งสามมีต่อเด็กและแม่ของเด็กมากกว่า พร้อมๆ กับสื่อให้เห็นถึงความเป็นครอบครัวในรูปแบบใหม่ที่กล้าท้าทายสังคม

ชอบความที่หนังไม่ตัดสิน ไม่ได้ชี้ว่าถูก ไม่ได้ชี้ว่าผิด หนังเพียงแต่ถ่ายทอดความสุขในแง่มุมของพวกเขา 3-4-5 คนเท่านั้น แถมมีการสอนและให้ข้อคิดกับวัยรุ่นได้อย่างแนบเนียน ฉากจบช่วง Post-Credit ดูธรรมดา แต่งดงามและน่ารักมากจริงๆ

แถมการถ่ายทำ มุมกล้อง การจัดองค์ประกอบต่างๆ ยังทำออกมาได้ดีมาก ส่งเสริมเรื่องราวในเรื่องได้เยี่ยม เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของบ้านที่เหล่าตัวเอกอาศัยอยู่ความเละทะในตอนแรก จนมันได้กลายเป็นบ้านมากขึ้น พร้อมๆ กับความสัมพันธ์ของตัวละครที่เริ่มเปลี่ยนแปลงและสะท้อนภาพของคำว่าครอบครัวออกมาได้อย่างน่ารัก

ถึงแม้ว่าหนังจะมีความไม่สมเหตุสมผลหรือน้ำหนักในการตัดสินใจกับการกระทำบางอย่างจะเบาบางไปหน่อย แต่ รักหนูมั้ย เป็นหนังที่ดูแล้วมอบรอยยิ้มและความอบอุ่นให้กับคุณได้แน่นอน

รีวิวหนัง In the Mood for Love – อิน เดอะ มู้ด ฟอร์ เลิฟ

หนัง In the Mood for Love หรือชื่อไทยว่า อิน เดอะ มู้ด ฟอร์ เลิฟ เพื่อนบ้านสองคนสัมผัสได้ว่าสามีและภรรยาของพวกเขาน่าจะมีความสัมพันธ์ลับๆ ต่อกัน ทั้งคู่จึงปรึกษากันในเรื่องนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามห้ามตัวเองไม่ให้ทำผิดซ้ำจากที่สามีและภรรยาของพวกเขาทำด้วยเช่นกัน In the Mood for Love คือผลงานการกำกับของผู้กำกับชื่อดัง หว่องกาไว ผู้กำกับที่มีลายเซ็นชัดเจน แสงไฟ ควันบุหรี่ แก้วเหล้า และความเหงา เพลงที่บาดจิตใจ การตัดต่ออันงดงาม หรือหลายต่อหลายคนอาจได้ยินผ่านหูกันมาบ้างว่า กระทำการหว่อง มันเป็นเฉกเช่นชะนี้แหละ ทั้งหมดนั้นเราจะได้เห็นมันในเรื่องนี้

In the Mood for Love

นี่คือการนำหนึ่งในผลงานอันยอดเยี่ยมของ หว่องกาไว กลับมาฉายอีกครั้ง เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีของหนังเรื่องนี้ ซึ่งต้องบอกตามตรง เคยได้ยินกิตติศัพท์มาตลอดถึงความยอดเยี่ยม แต่ไม่เคยได้ดูเลยสักครั้ง…จนกระทั่งตอนนี้ และความรู้สึกหลังจากดูเรื่องนี้ มันเป็นความรู้สึกที่พิเศษจริงๆ

In the Mood for Love บอกเล่าเรื่องราวของ ชายและหญิงคนหนึ่ง ได้บังเอิญย้ายมาอาศัยอยู่ห้องข้างกัน ทั้งสองก็ได้แต่งงานและมีคู่ครองแล้ว แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กำลังสั่นคลอน ความรักเริ่มถดถอย คู่ครองเริ่มเหินห่าง ไม่มีเวลาให้ จนเกิดเป็นการตั้งคำถามว่าคู่ครองของตนนอกใจตนหรือเปล่า จนทั้งสองเริ่มพูดคุยกัน ใช้เวลาร่วมกัน จึงเกิดเป็นห้วงอารมณ์บางอย่างที่ยากเกินจะอธิบาย

เอาจริงๆ เรื่องราวมันก็เรียบง่าย ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน ดูง่ายและไม่ได้เข้าใจยากเลยแม้แต่น้อยแต่มันถูกบอกเล่าผ่านเทคนิคการถ่ายทำที่ยอดเยี่ยม ที่เห็นได้ชัดเลยเราทำหน้าที่เหมือนเป็นผู้แอบมองเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนัง หลายๆ ฉากตัวละครมักถูกตีกรอบให้แคบ ด้วยกรอบหน้าต่างเอย ด้วยซี่กรง ด้วยมุมตึก มันคือการแฝงนัยยะพยายามส่งอารมณ์ให้คนดูรู้สึกถึงความอึดอัดของตัวละครที่มีต่อกัน และมันก็ได้ผลจริงๆ เมื่อผสมผสานกับเรื่องราว บทพูด เพลง มันชวนน่าอึดอัดใจชะมัด บางฉากการวางตำแหน่งตัวละคร วางเฟรมโคตรน่าทึ่ง (และหลายๆ ฉากหลายคนอาจจะคุ้นเคยเพราะมันถูกถ่ายทำที่ไทย)

หนังมีการตัดต่อที่ลื่นไหล ไม่สะดุด การเปลี่ยนผ่านช่วงกาลเวลาต่างๆ ภายใน 10 วิ คุณอาจเห็นหนังผ่านมาแล้ว 3-4 ห้วงเวลาเลยทีเดียว มันทำหน้าที่บอกเล่าควบคู่ไปกับความสัมพันธ์ของสองตัวเอก หากสังเกตดีๆ เสื้อผ้าของนักแสดงเปลี่ยนแทบจะทุกฉากเลย ชัดเจนมากโดยเฉพาะนางเอก เพราะเธอช่างงดงาม มีเสน่ห์ น่าหลงไหล จนไม่อาจละสายตาได้จริงๆ

หนังยังฉลาดที่ไม่เปิดเผยหน้าตาคู่ครองของทั้งสองฝ่าย เห็นแค่แผ่นหลังบ้าง เป็นเงาบ้าง ได้ยินแต่เสียงบ้าง เหมือนราวกับว่าสองตัวละครนี้ดูเหินห่าง ไม่สลักสำคัญอะไร และมันยิ่งส่งผลต่อความรู้สึกของคนดูให้เข้าใจสองตัวละครหลักมากขึ้น เมื่อสองตัวละครนั้นหายไป

ในขณะเดียวกัน หนังก็มีโทนที่งดงาม อบอุ่น ชวนน่าหลงไหล อาจสื่อไปได้ถึงห้วงอารมณ์ความรู้สึกร้อนรุ่มของทั้งสองตัวละครก็ไม่ผิดเช่นกัน

เพลงประกอบที่ติดหู บาดห้วงอารมณ์ความรู้สึกในแต่ละสถานการณ์ในหนัง ถูกใส่เข้ามาอย่างถูกจังหวะ ขับอารมณ์ได้เป็นอย่างดี

การแสดงของทั้ง 2 นักแสดงนำไม่มีที่ติจริงๆ สีหน้า แววตา การสื่ออารมณ์ ทั้งคู่สามารถถ่ายทอดมาถึงคนดูได้อย่างยอดเยี่ยม

สรุปแล้ว In the Mood for Love เป็นหนังที่บทธรรมดา แต่มันถูกถ่ายทอดออกมาด้วยเทคนิคต่างๆ ที่ชวนทึ่ง แน่นอนว่ามันไม่ใช่หนังที่ดูสนุก เอาจริงๆ มันเป็นหนังที่ดำเนินเรื่องช้า เนิบๆ ชวนน่าเบื่อ แต่มันน่าติดตาม น่าประทับใจกับงานภาพที่ละสายตาไม่ได้จริงๆ

มันไม่ได้ทำให้คุณรู้สึกเศร้าจนอยากจะร้องไห้ แต่ความรู้สึกที่ได้ดูเรื่องนี้มัน…โหวงๆ น่าอึดอัด กระอักกระอ่วน เหงา มันเป็นห้วงอารมณ์ความรู้สึกที่บอกไม่ถูกจริงๆ หากใครเคยดูแล้วลองกลับไปเสพกันอีกสักรอบ ส่วนใครที่ยังไม่เคยดู อยากให้ไปลองสัมผัสประสบการณ์การความเหงา ที่ต้องเผชิญด้วยตนเองจริงๆ มันเป็นประสบการณ์ดูหนังในโรงที่หาได้ไม่ง่ายเหมือนกัน อาจทำให้เข้าใจความหมายของ “กระทำการหว่อง” ว่าจริงๆ แล้วมันเป็นเช่นไรกันแน่