รีวิวหนัง วอน (เธอ) – Wan Ther หนังรักโรแมนติกหนังไทย

หนัง Wan Ther หรือชื่อไทยว่า วอน (เธอ) เรื่องราวความรักของกลุ่มเพื่อนรัก 4 คน 4 มุมมอง เมื่อเพื่อนชาย 3 คน แอบหลงรักผู้หญิงคนเดียวกัน นี่คือหนังที่ไม่เคยอยู่ในสายตาเลยตั้งแต่โปสเตอร์ก็แล้ว ดูตัวอย่างก็แล้ว ตัดออกมาได้เป็นหนังแบบชวนหาวชวนน่าเบื่อมากกับเรื่องราวความรักในช่วงมหาลัย แต่สิ่งเดียวที่ทำให้เราอยากดูคือ คุณฟ้า ษริกา จนโอกาสพอเหมาะพอเจาะกับเวลาทีพอดิบพอดี ก็ได้ตัดสินใจไปดู

วอน (เธอ)

วอน (เธอ) คือเรื่องราวของเพื่อนที่ได้เรียนมหาวิทยาลัยที่เดียวกัน และดันไปตกหลุมรักผู้หญิงคนเดียวกัน เรื่องมันก็ง่ายๆ แค่นี้แหละ แต่มันแปลกใหม่ตรงที่มันถูกบอกเล่าผ่านหลายมุมมองไม่ใช่ตัวเอกเพียงตัวเดียว แต่เราจะได้เห็นมุมมองความรักในเหตุการณ์เดียวกันผ่านทุกตัวละคร (4 คน) ที่จะเจอกับเหตุการณ์นั้นๆ ทิ้งปมเอาไว้ในแต่ละคน และค่อยๆ คลี่คลายทีละปมเพื่อให้เห็นภาพรวมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

นับว่าเป็นหนังที่คอนเซ็ปต์น่าสนใจมากๆ การได้เห็นเรื่องราวความรักเดียวกันจากต่างมุมมองแถมมากกว่า 1-2 มุมมองด้วย ที่ถึงแม้มันจะน่าสนใจแค่ไหน การเล่าเรื่องหลายมุมมองก็เพียงแต่ทำให้เราได้เห็นเหตุการณ์ชัดเจนมากขึ้นเฉยๆ แต่มันก็ไม่ได้พาเราไปเข้าใจแต่ละตัวละครมากขึ้นเลย เช่นการตัดสินใจของตัวละครหลายๆ ครั้งที่เรายังรู้สึกขัดๆ และยังคงตั้งคำถามอยู่ดีว่า “ทำไมทำแบบนั้นล่ะ”

ความยากต่อมาคือการเล่าแบบนี้พอมันไม่มีเหตุการณ์หลักหรือจุดรวมเหตุการณ์มาดึงไว้ทำให้คนดูอาจจะลำดับเหตุการณ์หรือไทม์ไลน์ยากนิดนึง เช่นหนังที่ใช้เทคนิคแบบนี้ในเรื่องอย่าง Vantage Point ยังมีเหตุระเบิดเป็นตัวหลักให้คนดูลำดับเหตุการณ์ได้ แต่ยังดีที่ วอน (เธอ) ยังใส่จุดสังเกตเอาไว้ด้วยสีผมของตัวละคร เนเน่ ทำให้มีเป้าหลักในการลำดับเหตุการณ์ได้บ้าง

ก็ยังคงมีแต่…อีกนั่นแหละ ถ้าลองมองให้เป็นหนังที่เล่าแบบปกติไม่เล่าผ่านหลายมุมมองแบบนี้ มันจะกลายเป็นหนังธรรมดาไปเลย แต่พอหนังเลือกเล่าแบบนี้ มันดึงความน่าสนใจของคนดูเข้าไปแล้วว่า “แล้วไอ้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ละคนมันเป็นไงบ้างล่ะ?” จึงทำให้มันน่าติดตามและไม่น่าเบื่อสักเท่าไหร่

ทางด้านนักแสดง ขอไล่ไปทีละคนเลย เริ่มตั้งแต่ ฟ้า ษริกา ที่ถือว่ามีประสบการณ์มากกว่าเพื่อนร่วมนักแสดงคนอื่นๆ ก็รับผิดชอบบท เนเน่ ได้ดีเลยแหละ เธอมาพร้อมด้วยความสวยที่ชวนสะกดในหลายๆ ฉาก, ตามมาด้วย มีน พีรวิชญ์๋ ที่ตีโจทย์ตัวละคร เดี่ยว ได้แตกและแสดงออกมาได้ดี, ทางด้าน เซ้นต์ ศุภพงษ์ ในบทโอม ค่อนข้างน่าผิดหวัง เอาจริงๆ ในตอนแรกที่เขาปรากฏตัวนี่คิดว่าเป็นเกย์ ไม่มีแวปในหัวเลยว่าจะมาเป็นชายแบดบอยอะไรแบบนั้น แลดูเป็นตัวละครที่เล่นแข็งที่สุดแล้วใน 4 คนหลัก และเหมือนจะพยายามเก๊กทุกซีนมากเกินไปหน่อย แถมตัวละครผู้หญิงอีกคนในพาร์ทของเขาก็แข็งไม่แพ้กัน การพูดบทของเธอนั้นราวกับนั่งอ่านบทยังไงยังงั้น, แต่คนที่น่าชื่นชมที่สุดคือ พีค ภีมพล ที่แสดงได้ดีและโดดเด่นมากจากทั้ง 4 คน ไม่ว่าจะซีนอารมณ์แบบไหนเอาอยู่หมดเลย ทั้งสีหน้า ท่าทาง คำพูด ถือว่าโดดเด่นมากๆ เล่นได้ดีและเป็นธรรมชาติแบบสุดๆ

และเรื่องที่จะอดชื่นชมไม่ได้เลยในเรื่องนี้คืองานภาพ มีหลายโลโคชั่นในหนังที่ไม่ค่อยได้ถูกนำเสนอออกมาในหนังไทยสักเท่าไหร่ มีการใช้สีใช้แสงที่สวย และฉากกลางคืนหลายๆ ฉากทำออกมาได้สวยมากจริงๆ

สรุปแล้วนี่คือหนังรักธรรมดาที่คอนเซ็ปต์น่าสนใจ ที่มันจะพาเราไปเห็นเรื่องราวความรักที่มีจุดรวมกันของแต่ละมุมมองผ่าน 4 ตัวละคร ที่ถึงแม้ทุกคนจะเป็นตัวเอกในเรื่องราวของตัวเอง ทุกคนก็มีทั้งจุดดีและจุดไม่ดี มีข้อผิดพลาดในเรื่องราวของตน แต่ทุกคนก็มีเรื่องอยากจะอ้อนวอน (เธอ) อยู่เช่นกัน

รีวิวหนัง The Broken Hearts Gallery – ฝากรักไว้…ในแกลเลอรี่

หนัง The Broken Hearts Gallery หรือชื่อไทยว่า ฝากรักไว้…ในแกลเลอรี่ บอกเล่าเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่ง หลังจากเลิกลากับแฟนหนุ่ม ก็ปิ๊งไอเดียสร้าง The Broken Heart ขึ้นมา เป็นสถานที่ให้คนได้ทิ้งสิ่งของของคนรักที่ทิ้งเราไปมารวมไว้เป็นงานศิลปะที่แห่งนี้ และที่นี่ก็ทำให้เธอได้พบกับชายหนุ่มคนใหม่ที่จะมาเปลี่ยนหัวใจเธออีกครั้ง

The Broken Hearts Gallery

The Broken Hearts Gallery – ฝากรักไว้…ในแกลเลอรี่ บอกเล่าเรื่องราวของ Lucy หญิงสาวที่มักเก็บสิ่งของของแฟนเก่าไว้เป็นที่ระลึก และล่าสุดก็เพิ่งโดนหักอกมาอย่างเจ็บปวดจาก Max ทำให้เธอทั้งช้ำและเสียหน้าที่การงานในคืนเดียว แต่แล้วเธอก็ได้บังเอิญมาเจอกับชายหนุ่มหน้าหวานนามว่า Nick ทำให้เธอได้ปิ๊งไอเดียสร้าง The Broken Hearts Gallery ขึ้นมา เป็นสถานที่ให้คนได้เอาสิ่งของของคนรักเก่าที่ทิ้งไปมารวมไว้เป็นผลงานศิลปะจัดแสดงไว้ในที่แห่งนี้

หากดูแต่เพียงรายชื่อนักแสดงหลายคนอาจจะไม่คุ้นสักเท่าไหร่ ยกเว้นเพียงคนเดียว Dacre Montgomery ที่เพิ่งฝากผลงานเอาไว้ใน Stranger Things นอกเหนือจากนั้นคือใครไม่รู้เหมือนกัน

แต่หนังทำตัวละครแต่ละตัวได้มีชีวิตชีวาและน่ารักสุดๆ ไล่ไปตั้งแต่นางเอก Geraldine Viswanathan ที่ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้สวยหุ่นดีเหมือนนางเอกทั่วไป แต่การแสดงของเธอ คาแรคเตอร์ของเธอก็ดูมีเสน่ห์ ดูน่ารักและมีชีวิตชีวาแบบสุดๆ และเป็นการบอกเป็นนัยๆ เลยว่านางเอกไม่จำเป็นต้องพิมพ์นิยมแบบแต่ก่อนอีกแล้ว อีกทั้งตัวละครประกอบเพื่อนนางเอกก็ยังมีคาแรคเตอร์ชัดเจนและมีชีวิตชีวาไม่แพ้กัน ทั้ง Nadine (Phillipa Soo) และ Amanda (Molly Gordon) ที่ช่วยส่งช่วยเสริมให้หนังมีมิติและน่าดูชมขึ้นเยอะเลย

แต่แอบน่าเสียดายบททางฝั่งพระเอกอย่าง Nick (Dacre Montgomery) ที่นอกจากหน้าตาหล่อเหลา เป็นชายหน้าหวานชวนฝัน ก็ไม่มีได้มีการแสดงที่จัดจ้านชัดเจนหรือให้โชว์ของอะไรสักเท่าไหร่ เป็นตัวละครที่แทบจะไม่ได้เห็นอะไรเลยจริงๆ นอกจากหน้าหล่อๆ ของเขา อาจจะเพราะตัวบทเองด้วยกระมั้ง

หนังมีการบอกเล่าง่ายๆ ไม่ซับซ้อน และมีความเรื่อยๆ ให้อมยิ้มได้บ้างเล็กน้อย ให้ดราม่าบ้างประปราย โดยรวมมันก็เป็นหนังสูตรสำเร็จแหละ แต่หนังก็ไม่สามารถดึงเราไปอินกับเรื่องราวได้มากเท่าที่ควร แต่ในขณะเดียวกันมันก็เข้าถึงเราง่ายเช่นกัน กับประเด็นต่างๆ ที่หนังต้องการจะสื่อ

ค่อนข้างชอบคอนเซ็ปท์ของหนังนะ กับการเก็บของเก่าของคนรักมาทำเป็นแกลเลอรี่ ซึ่งถ้ามันมีจริงๆ น่าจะได้รับความนิยมไม่ใช่เล่น เชื่อว่าคนไม่น้อยเลยที่เลือกจะเก็บของที่หลายคนอาจมอง่วาเป็นขยะเอาไว้เพื่อระลึกถึงแฟนเก่านึกถึงช่วงเวลาดีๆ อะไรแบบนั้น เพราะช่วงเวลานั้นมันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุข (แต่ก็มีหลายคนเขวี้ยทิ้งแหละเพราะอยากลืม 555) และในประเด็นนี้หนังก็ยังพูดถึงความทรงจำที่เราควรจะทิ้งและ Move on สักที แต่ถ้าใส่รายละเอียดความดราม่าของสิ่งของแต่ละชิ้นเข้าไปน่าจะชวนอินได้มากกว่านี้ และช่วงหลังๆ ของหนังจุดขัดแย้งมันเบาไปหน่อย แถมยังมีความรีบเร่งในหลายๆ จุด จนกลายเป็นหาทางลงแต่ละเรื่องได้ง่ายเสียเหลือเกิน แต่ก็นะ Feel Good แหละ

สรุปแล้ว The Broken Hearts Gallery เป็นหนังรักเบาๆ ผ่อนคลายสมอง อมยิ้มบ้างประปราย ดราม่านิดหน่อย โดดเด่นที่คอนเซ็ปท์และการแสดงของฝ่ายหญิงที่ดูมีชีวิตชีวาสุดๆ ที่สำคัญน่าจะได้ข้อคิดบางอย่างสำหรับคนที่อยากจะ Move on ได้ไม่มากก็น้อย

รีวิวหนัง รักหนูมั้ย – Rak Nu Mai หนังตลก หนังรัก หนังไทย

หนัง Rak Nu Mai หรือชื่อไทยว่า รักหนูมั้ย ผลงานการกำกับของ โน่ ภูวเนตร สีชมพู หนึ่งในนักแสดงของจักรวาลไทบ้าน ที่บอกเล่าเรื่องราวของกลุ่มวัยรุ่นทั้ง 3 ที่อาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน คืนหนึ่งพวกเขาได้ข้างสาวขายบริการมาสร้างความสุขให้ แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไป สาวคนนั้นก็กลับมาหาพวกเขาถึงบ้านและขอมาอาศัยอยู่ด้วย พร้อมเผยความจริงว่าเธอท้อง ที่สำคัญ 1 ใน 3 คนนี้แหละคือพ่อของเด็ก ทั้ง 3 จึงพยายามหาข้อพิสูจน์ แต่เมื่อเวลาผ่านไปความผูกพันของทั้ง 3 ที่มีต่อเด็กและแม่เด็กก็เพิ่มพูมขึ้นเช่นกัน

รักหนูมั้ย

รักหนูมั้ย เป็นผลงานการกำกับของ โน่ ภูวเนตร สีชมพู หนึ่งในนักแสดงของ ไทบ้านเดอะซีรีส์ กับผลงานการกำกับครั้งแรก ที่คราวนี้ไม่ได้บอกเล่าถึงบรรยากาศหรือวิถีชีวิตชาวอีสานนอกเมือง แต่จะเป็นเรื่องในเมืองกับเรื่องราวความรักเรา 1-2-3-4-5 คน

รักหนูมั้ยบอกเล่าเรื่องของกลุ่มวัยรุ่น 3 คนที่ได้อาศัยอยู่ชายคาเดียวกัน คืนนึงได้จ้างสาวขายบริการมาสร้างความสุขให้พวกเขา แต่แล้วหลังเวลาล่วงเลยไป สาวคนเดิมกลับมาขออาศัยอยู่ด้วย พร้อมเปิดเผยความจริงว่าเธอท้อง! แต่ไม่รู้เลยว่าใครเป็นพ่อเด็ก จึงทำให้ทั้ง 3 พยายามหาข้อพิสูจน์ แต่ยิ่งเวลาผ่านไปความผูกพันของทั้ง 3 ที่มีต่อเด็กและแม่เด็กก็เพิ่มพูนขึ้นไปด้วยเช่นกัน

หากอ่านแค่เรื่องย่ออาจจะคิดได้ว่านี่คือหนังดราม่าจัดๆ เรียกน้ำตา อึดอัด และตึงเครียด แต่เปล่าเลย หนังมันกลับตลก ตลกมากด้วย ไม่ใช่ตลกแบบยัดเยียดอะ มันคือตลกเหมือนเพื่อนนั่งคุยกันจริงๆ แถมยังมีความโรแมนติคสอดแทรกได้อย่างลงตัว หนังมีความธรรมชาติอยู่สูงมาก ธรรมชาติทั้งบท การแสดง ตัวละคร และยิ่งความเป็นธรรมชาติเหล่านั้นมันยิ่งทำให้เราเชื่อและเห็นถึงความรักความจริงใจ ของเหล่าตัวละครนำได้เป็นอย่างดี

นักแสดงนำแต่ละคนไม่รู้จะติอะไรจริงๆ หากใครติดตามจักรวาลไทบ้านมาก็คงจะคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี และการมีอยู่ของตัวละครทั้ง 3 ก็ลงตัวแบบสุดๆ ส่วนทางด้านนางเอกน้องใหม่คือโคตรของโคตรน่ารัก ไม่ได้สวยโดดเด่นแบบพิมพ์นิยม แต่พอเธอยิ้มทีโลกก็งดงามขึ้นทันตา ส่งให้คนดูอย่างเราๆ ยิ้มตามได้ไม่ยาก และก็พอเข้าใจว่าทำไมชายทั้ง 3 พร้อมจะรักผู้หญิงคนนี้

แต่ถึงหนังจะบอกเล่าเรื่องราวของผู้หญิงท้องที่มาอาศัยบ้านผู้ชายทั้ง 3 ที่คาดว่าหนึ่งในนั้นน่าจะเป็นพ่อของเด็ก แต่ประเด็นสำคัญหรือสาระสาคัญของหนังจริงๆ ไม่ใช่การตามหาความจริง แต่เป็นการแสดงให้เห็นมุมมองความรักที่ทั้งสามมีต่อเด็กและแม่ของเด็กมากกว่า พร้อมๆ กับสื่อให้เห็นถึงความเป็นครอบครัวในรูปแบบใหม่ที่กล้าท้าทายสังคม

ชอบความที่หนังไม่ตัดสิน ไม่ได้ชี้ว่าถูก ไม่ได้ชี้ว่าผิด หนังเพียงแต่ถ่ายทอดความสุขในแง่มุมของพวกเขา 3-4-5 คนเท่านั้น แถมมีการสอนและให้ข้อคิดกับวัยรุ่นได้อย่างแนบเนียน ฉากจบช่วง Post-Credit ดูธรรมดา แต่งดงามและน่ารักมากจริงๆ

แถมการถ่ายทำ มุมกล้อง การจัดองค์ประกอบต่างๆ ยังทำออกมาได้ดีมาก ส่งเสริมเรื่องราวในเรื่องได้เยี่ยม เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของบ้านที่เหล่าตัวเอกอาศัยอยู่ความเละทะในตอนแรก จนมันได้กลายเป็นบ้านมากขึ้น พร้อมๆ กับความสัมพันธ์ของตัวละครที่เริ่มเปลี่ยนแปลงและสะท้อนภาพของคำว่าครอบครัวออกมาได้อย่างน่ารัก

ถึงแม้ว่าหนังจะมีความไม่สมเหตุสมผลหรือน้ำหนักในการตัดสินใจกับการกระทำบางอย่างจะเบาบางไปหน่อย แต่ รักหนูมั้ย เป็นหนังที่ดูแล้วมอบรอยยิ้มและความอบอุ่นให้กับคุณได้แน่นอน