รีวิวหนังคุณภาพ ที่ไม่ควรพลาดไปดูในโรง Roma

ถือเป็นภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่องที่ถูกนำชื่อเข้าชิงรางวัลหลายต่อหลายเวที และกำลังเดินหน้ากวาดรางวัลเรื่อยๆ สำหรับ Roma ผลงานการเขียนบทและกำกับภาพยนตร์โดย อัลฟอนโซ คัวรอน (Alfonso Cuarón) ผู้กำกับชาวเม็กซิกันที่ผลิตภาพยนตร์ออกมาให้แฟนหนังประทับใจหลายต่อหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น A Little Princess (1995), Children of Men (2006) และ Gravity (2013) เชื่อว่ากับผลงานเรื่องนี้ก็ไม่แคล้วจะสร้างความอิ่มเอมอีกครั้ง

Roma

Roma ว่าด้วยเรื่องราวชะตาชีวิตของครอบครัวชนชั้นกลางครอบครัวหนึ่งในย่านโรม่า ซึ่งมี โซเฟีย เป็นเสาหลักของบ้าน เธอเพิ่งแยกทางกับสามี แต่ก็ยังไม่กล้ายอมรับกับลูกๆ ทั้ง 4 อย่างตรงไปตรงมาว่า พ่อจะไม่กลับมาอยู่กับเราอีกแล้ว โซเฟียจึงต้องดูแลสมาชิกทุกคนด้วยตัวของเธอเอง โดยมีผู้ช่วยคนสำคัญคือ คลีโอ สาวรับใช้ที่คอยช่วยเหลือทุกอย่าง ไม่ต่างจากคนในครอบครัวเดียวกัน

หากใครเป็นแฟนหนังก็พอจะทราบดีว่า Roma นั้นมีกำหนดเข้าฉายในบ้านเราพร้อมกับการฉายในช่องสตรีมมิ่งชื่อดัง ซึ่งถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะทำให้ได้รับชมภาพยนตร์ได้อย่างรวดเร็ว แต่ด้วยคุณภาพอันเปี่ยมล้นไปด้วยความงามของความเป็นภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นได้ทำให้แฟนหนังส่วนใหญ่ ทั้งในไทยและต่างประเทศล้วนแล้วแต่เทใจเป็นเสียงเดียวกันในการสนับสนุนให้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ เพื่อซึมซับบรรยากาศและองค์ประกอบทั้งหมดได้อย่างเต็มที่ ซึ่งโดยส่วนตัวก็มีความคิดเห็นเช่นเดียวกันผู้ชมคนอื่นๆ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าแค่ตัวอย่างของ Roma เพียง 2 นาที ก็สร้างความดึงดูดใจให้อยากชมภาพยนตร์เป็นที่สุด และเมื่อได้ชมภาพยนตร์นับตั้งแต่เปิดเรื่องด้วยฉากการล้างพื้นอันแสนจะตราตรึง ก่อนจะไปพบเรื่องราวของคนที่มีความหลากหลายผ่านการเล่าเรื่องติดตามชีวิตสาวใช้ที่ได้พบกับจุดเปลี่ยนในชีวิต รวมไปถึงเมืองที่เธออาศัยอยู่ จนกระทั่งดำเนินเรื่องไปถึงตอนจบที่ปัญหาทั้งหลายได้คลี่คลายลงและฉายให้เห็นความสุขในชีวิตของตัวละครในเรื่อง นับได้ว่าเป็นการชมภาพยนตร์ที่ได้สร้างความอิ่มเอมใจได้ดีที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง

สังเกตได้ว่าการดำเนินเรื่องของ Roma นั้นหาได้มีความซับซ้อนยุ่งเหยิงแบบที่หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นหนังที่ดูยาก แต่ไม่เลย ภาพยนตร์เรื่องนี้ล้วนแล้วแต่มีความเรียบง่ายและงดงาม แทบจะทุกฉากทุกตอนนั้นมีอะไรหลายๆ อย่างให้ชวนขบคิดและแฝงไปด้วยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ให้เราได้จดจำ โดยเฉพาะฉากลองเทคที่ดูเหมือนจะถูกใช้มากเป็นพิเศษ ซึ่งมันช่วยสร้างอารมณ์ให้คนดูอย่างเราอินไปกับเรื่องราวที่ตัวละครได้ประสบพบเจอ เสมือนได้เป็นหนึ่งในตัวละครที่กำลังใช้ชีวิตไปพร้อมๆ กับพวกเขา

โดยรวมแล้วถือว่า Roma นั้นเป็นภาพยนตร์ที่ครบทุกรส มีทั้งความโรแมนติก ความดรามา รวมไปถึงความตลกร้ายที่เกิดขึ้นกับตัวละครสำคัญอย่างสาวใช้ผู้อ่อนต่อโลกของหญิงชาย ซึ่งในจุดนี้เองหนังได้สร้างความรู้สึกอันร้าวรานให้กับเราที่เป็นผู้ชมเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าคอหนังดรามาน่าจะถูกใจเป็นพิเศษและที่สำคัญไม่สมควรพลาดที่จะตีตั๋วเข้าไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ ขอการันตีเลยว่าไม่เสียดายเงินแน่นอน

เนื้อหาจาก mthai.com

รีวิวหนัง Time Freak

ถือเป็นภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่องที่คอหนังรักไม่ควรพลาดเลยทีเดียว สำหรับ Time Freak หนังรักโรแมนติกคอมเมดี้ที่ค่ายหนังคุณภาพ โมโนฟิล์ม ซื้อลิขสิทธิ์นำเข้ามาฉายให้แฟนๆ บ้านเราได้ชมกัน โดยหนังได้ แอนดรูว์ โบว์เลอร์ (Andrew Bowler) มาเขียนบทและกำกับด้วยเอง ซึ่งเรื่องนี้เคยถูกสร้างมาแล้วในเวอร์ชั่นภาพยนตร์สั้นความยาว 10 นาที เมื่อปี 2011 งานนี้เจ้าตัวเลยนำโปรเจกต์ดังกล่าวมาต่อยอดกลายเป็นภาพยนตร์เข้าฉายในโรงใหญ่

Time Freak

โดยเรื่องนี้ได้นักแสดงหนุ่มขวัญใจสาวๆ เอซา บัตเตอร์ฟิลด์ (Asa Butterfield) ผู้โด่งดังและมีผลงานภาพยนตร์หลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็น Hugo (2011), Ender’s Game (2013), X+Y (2014), Miss Peregrine’s Home for Peculiar Children (2016) และ The Space Between Us (2017) แถมงานนี้ยังสาวฮอต โซฟี เทอร์เนอร์ ( Sophie Turner) นักแสดงสาวจาก Game of Thrones และหนังซูเปอร์ฮีโร่อย่าง X-Men: Apocalypse (2016) มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความรักสุดแฟนตาซีใน Time Freak อีกด้วย

Time Freak ว่าด้วยเรื่องราวของหนุ่มสายฟิสิกส์สุดปราดเปรื่อง ต้องช้ำรักเมื่อแฟนสาวของเขา ขอเลิกด้วยเหตุผลว่าพฤติกรรมของเขาห่วยแตกเกินไป เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากสร้างเครื่องไทม์แมชชีนขึ้นมาเพื่อกลับไปแก้ไขทุกสิ่งที่ตัวเองทำผิดพลาดในอดีต เพื่อพิชิตใจเธออีกครั้ง

ต้องยอมรับว่าตั้งแต่เห็นหน้าหนังรวมไปถึงนักแสดงในเรื่องที่นำโดย เอซา บัตเตอร์ฟิลด์ (Asa Butterfield) และ โซฟี เทอร์เนอร์ ( Sophie Turner) ก็สร้างความอยากดูได้ดีสุดๆ และเมื่อได้ทราบพล็อตคร่าวๆ ที่มีความแฟนตาซีย้อนเวลาก็ทำให้อยากรู้ไปว่ามันจะมีความซ้ำเหมือนหนังย้อนเวลาเรื่องอื่นๆ หรือไม่ เมื่อได้เข้าไปดูหนังจนจบแล้วจึงพบว่าแม้พล็อตออกจะมีความซ้ำซากไปบ้าง แต่โดยภาพรวมกลับทำออกมาได้สนุกอย่างไม่น่าเชื่อ

ด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นตัวนักแสดงเอง อย่างหนุ่มเอซาที่แน่นอนว่าถ่ายทอดบทบาทออกมาได้เข้าถึงอารมณ์ ดูแล้วทำให้นึกถึงหนังที่เจ้าตัวรับบทออกแนวเนิร์ดๆ เหมือน X+Y (2014) ได้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าในเรื่องนี้มีความสมจริงและดูเข้าถึงได้ง่ายกว่า ฝ่ายนางเอกอย่าง โซฟี เทอร์เนอร์ ( Sophie Turner) ก็มีเสน่ห์แทบไม่เหลือภาพของแม่นางซานซาเลย เรียกได้ว่าในเรื่องนี้เราจะเห็นมุมบ๊องๆ จากเจ้าตัวเยอะทีเดียว และตัวละครที่ดูเหมือนจะสร้างสีสันให้หนังได้เป็นอย่างดีนั่นก็คือ เพื่อนพระเอก ซึ่งรับบทโดย สกายเลอร์ กีซอนโด (Skyler Gisondo) ม้ามืดผู้มาสร้างความบันเทิงและเสียงหัวเราะได้พีคสุดๆ โดยเฉพาะฉากในลิฟท์ที่ทำเอาหยุดขำไม่ได้เลย

หากเรามองข้ามเรื่องพล็อตที่ค่อนข้างจะซ้ำไปบ้าง แล้วมาโฟกัสสิ่งที่หนังต้องการสื่อก็จะพบวาเป็นหนังรอมคอมน้ำดีอีกเรื่องหนึ่ง อย่างเช่น ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนที่เป็นแฟนกัน ด้วยความต่างหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องนิสัยใจคอ การใช้ชีวิตก็ล้วนแล้วแต่จะต้องอาศัยเวลาเพื่อปรับตัวเข้าหากัน ซึ่งก็ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องราวดีๆ บางช่วงชีวิตบางเรื่องราวอาจจะมีปัญหาทำให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจกันบ้าง แต่หากเอาใจเขามาใส่ใจเราพยายามเข้าใจกัน ท้ายที่สุดแล้วก็จะพบจุดกึ่งกลางที่จะทำให้ความสัมพันธ์นั้นไปตลอดรอดฝั่ง

เช่นเดียวกันกับเรื่องราวของหนุ่มเนิร์ดกับสาวสวยในเรื่องที่แม้ว่าจะมีฝ่ายหนึ่งหลงทาง พยายามกลับไปแก้ไขหลายๆ อย่างเพื่อให้ความสัมพันธ์นั้นออกมาให้สมบูรณ์แบบ แต่กลับลืมคิดไปว่าธรรมชาติของทุกสรรพสิ่งนั้นไม่มีอะไรเพอร์เฟกต์ไปเสียทุกอย่าง บางครั้งการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอาจจะสะดุดหกล้ม มีบาดแผลบ้าง ก็ถือเป็นบทเรียนและสีสันของชีวิตที่จะทำให้ได้เรียนรู้เพื่อจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เชื่อว่าคอหนังรอมคอมจะต้องเพิ่ม Time Freak เป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องกลับมาดูซ้ำแน่นอน

Time Freak เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com

รีวิว มะลิลา Malila The Farewell Flower

ถึงคิวฉายในประเทศไทยกันแล้ว สำหรับภาพยนตร์รักโรแมนติก มะลิลา Malila The Farewell Flower ผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ นุชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ที่เคยฝากภาพยนตร์ที่พาทุกคนดำดิ่งมาแล้วใน อนธการ (2015) มาในปีนี้ได้นำ มะลิลา มาฝากแฟนหนังให้รับชมกันอีกครั้ง ซึ่งถือว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เพราะ มะลิลา ได้ไปกวาดรางวัลจากต่างประเทศมามากมาย สร้างความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

มะลิลา

มะลิลา Malila The Farewell Flower ว่าด้วยเรื่องราวของความรักความอาลัยของผู้ที่จากไป ซึ่งเป็นเรื่องราวของ เชน เจ้าของสวนมะลิผู้มีอดีตอันเจ็บปวด และ พิช ศิลปินนักทำบายศรี อดีตคนรักของเชนในวัยเด็กที่กลับมาพบกันอีกครั้ง ทั้งคู่พยายามเยียวยาบาดแผลในอดีตและรื้อฟื้นความสัมพันธ์ผ่านการทำบายศรีอันงดงาม

ถือว่าการรอคอยของแฟนหนังชาวไทยกำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อท้ายที่สุด มะลิลา ก็ได้ฤกษ์ฉายในไทย 15 กุมภาพันธ์นี้ ต้อนรับวันแห่งความรักเลยทีเดียว จากกระแสตอบรับที่ดีจากคอหนังต่างชาติ จนได้รับรางวัลมานับไม่ถ้วน ด้วยคำชื่นชมจากนักวิจารณ์จึงทำให้มีความคาดหวังค่อนข้างสูงกับหนังเรื่องนี้ พอได้ดูตั้งแต่ต้นจนจบแล้วพบว่าไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ

จากพล็อตเรื่องของ มะลิลา จะเห็นว่าไม่ได้มีความพิเศษหรือแตกต่างจากหนังรักเรื่องอื่นๆ มากนัก หนังเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของคนสองคนที่ต้องมาร่วมรักษาจิตใจและรื้อฟื้นความรักที่เคยมีร่วมกัน แต่ที่มีความพิเศษกว่าหนังเรื่องอื่นๆ ก็คือวิธีการเล่าเรื่อง ซึ่งมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง หากใครเป็นแฟนหนังของ นุชี่ อนุชา ก็น่าจะคุ้นเคยกันดี เพราะทุกองค์ประกอบของหนังมีลายเซ็นของเขาอยู่

การดำเนินเรื่องของ มะลิลา จะออกแนวเนิบช้า แต่ไม่ได้หมายความว่าเอื่อยจนน่าเบื่อกลับทำให้เราค่อยเสพเรื่องราวอย่างค่อยเป็นค่อยไป งานภาพ-งานเสียงกลายเป็นจุดเด่นและเป็นสิ่งที่ชอบมาก เชื่อว่าหากใครที่ได้ดูหนังเรื่องแล้วจะทำให้ได้ใคร่ครวญชีวิตของตัวละครและของตัวเราเอง เสมือนได้ไปนั่งวิปัสสนากรรมฐานก็มิปาน

ความละเอียด ละเมียดละไมจากหนังนั้นแฝงไปด้วยความร้าวราน ความเจ็บปวดจากความรักและชีวิต ซึ่งไม่ได้เกิดแค่กับตัวเอก แต่เกิดขึ้นกับทุกชีวิต ยิ่งได้การแสดงอันลุ่มลึกของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ และ โอ อนุชิต ยิ่งทำให้หนังมีเสน่ห์เป็นตัวของตัวเอง ไม่น่าเชื่อว่าผู้กำกับจะสามารถดึงเอาศักยภาพของนักแสดงที่มีอยู่มากมายออกมาได้อย่างคาดไม่ถึง

จากตัวอย่างหนังหลายคนคงคาดหวังไว้กับฉากเลิฟซีนแน่นอน ซึ่ง เวียร์ และ โอ ได้ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ เป็นธรรมชาติและภาพที่ออกมาไม่ได้เหมือนการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับชาย แต่เห็นการสื่ออารมณ์รักของมนุษย์ที่ไม่ได้มีการแบ่งแยกเพศ ถือเป็นซีนที่ตราตรึงใจมาก

หากบอกว่าองค์ประกอบของหนังทั้งหมดทำออกมาดีมากก็คงไม่ผิดนัก เพราะหนังได้รวมเอาประเด็นทางสังคม วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนาและความรักมารวมไว้ได้อย่างลงตัว ไม่แปลกใจเลยที่ได้รางวัลมามากมาย ด้วยอารมณ์ของหนังที่มีความเนิบช้าอาจจะไม่เหมาะสำหรับคนที่ชอบอะไรเร็วๆ หากลองเปิดใจดูก็จะพบสิ่งมีค่าซ่อนอยู่มากมายในหนังเรื่องนี้

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com