รีวิวหนัง Run – มัมอำมหิต หนังระทึกขวัญ จากผู้กำกับ Aneesh Chaganty

หนัง Run เรื่องราวของ โคลอี้ เด็กสาวพิการที่ไม่สามารถเดินได้เอง เธอถูก ไดแอน แม่ที่เลี้ยงดูเธอมาตลอด 17 ปี ปิดบังทุกอย่างและตัดขาดเธอจากโลกภายนอก จนวันหนึ่งเธอค้นพบความจริงที่แม่คนที่เธอไว้ใจที่สุดปิดบังไว้ และทางเดียวที่จะหลุดพ้นจากอันตรายนี้ คือเธอต้อง “หนี” ให้รอด

RUN

RUN – มัมอำมหิต เรื่องราวของ Chloe เด็กสาวพิการที่ถูกเลี้ยงดูโดย Diane แม่ที่ดูแลด้วยความรัก ทะนุถนอมมาด้วยตัวคนเดียวเป็นเวลากว่า 17 ปี พอลูกโตขึ้นถึงวัยที่จะเข้ามหาวิทยาลัย Chloe ก็เริ่มรู้สึกว่าแม่บงการชีวิตเธอมากเกินไป และเธอก็ได้พบความลับบางอย่างของแม่ที่เธอต้องช็อคจนอ้าปากค้าง ทางเดียวที่เธอจะรอดก็คือการ หนี! เท่านั้น

ต้องบอกว่านี่คือหนังที่เต็มไปด้วยองค์ประกอบความน่าดู ไล่ไปตั้งแต่ผู้กำกับอย่าง Aneesh Chaganty พร้อมด้วยคู่หูมือเขียนบท Sev Ohanian ที่ทั้งคู่เคยร่วมงานและฝากผลงานอันยอดเยี่ยมเอาไว้ใน Searching (2018) ตามมาด้วยเนื้อเรื่องการหนีเอาชีวิตรอดของสาวพิการ และตัวอย่างที่ชวนเอ๊ะ!? แต่น่าสนใจสุดๆ ซึ่งเอาจริงๆ ตัวอย่างก็ถือว่าเล่นเกินเบอร์ไปพอสมควร หรือเป็นเพราะเราคิดเยอะไปเองก็ไม่รู้เหมือนกันนะ 555+

หนังมีการดำเนินเรื่องเป็นเส้นตรงเรียบง่าย พาเราไปรู้จักกับตัวละคร Chloe และ Diane ได้เข้าใจง่าย ทำให้รู้ถึงสถานการณ์และข้อจำกัดต่างๆ ที่เหล่าตัวละครต้องเผชิญ แต่เอาจริงๆ หนังแอบดำเนินเรื่องช้านะในช่วงแรกๆ แต่ช่วงหลังๆ ก็รีบหาทางลงและเฉลยเรื่องราวเร็วเหลือเกิน

ทางด้านบทก็มีความน่าสนใจนะ น่าสนใจตรงที่การเอาชีวิตรอดของเด็กสาวพิการต่อแม่ผู้เหี้ยมโหดเนี่ยแหละ แต่มันก็ยังไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่อยู่ดี อย่างที่บอกไปตอนแรกว่าหนังคาดเดาง่ายเกินไป คาดเดาได้ตั้งแต่ฉากแรกเลย หนังมีช่องโหว่และทำให้เกิดคำถามกับในหลายเรื่อง เพราะฉะนั้นความคาดหวังมันจึงตกไปอยู่ว่าในระหว่างทางบทจะขีดเขียนให้ตัวละครเจอกับชะตากรรมอะไรบ้าง แต่สิ่งที่ตัวละครเจอมันก็ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ ไม่ค่อยลุ้น ไม่ค่อยระทึกและก็ไม่ตื่นเต้นเท่าที่ควร ใช้ข้อจำกัดต่างๆ ไม่คุ้มค่าเอาซะเลย

แต่สิ่งที่อดชื่นชมไม่ได้คือการแสดงของ 2 นักแสดงนำ เริ่มตั้งแต่ Sarah Paulson เล่นได้ดีจริงๆ สมกับฉายาเจ้าแม่หนังเขย่าขวัญ ในเรื่องนี้เธอก็เล่นได้จิตดี บางฉากน่ากลัวเลยแหละ ส่วน Kiera Allen นางเอกหน้าใหม่ที่แสดงได้ดีไม่แพ้กัน ผู้ที่มารับบทสาวพิการซึ่งในชีวิตจริงเธอก็ต้องใช้วีลแชร์จริงๆ ด้วย ถ้าได้เห็นที่เธอแสดงในหนังจะรู้ได้ว่าเธอสุดยอดมาก

สรุปแล้ว RUN เป็นหนังพล็อตน่าสนใจกับการเอาตัวรอดด้วยข้อจำกัดทางร่างกาย แต่หนังมันกลับทำได้ไม่ระทึกหรือตื่นเต้นเท่าที่ควร แถมเนื้อเรื่องยังคาดเดาง่ายมากๆ อีกด้วย ถึงแม้จะแตกต่างจาก Searching แต่เรื่องนั้นระทึก ตื่นเต้นกว่าเรื่องนี้เยอะเลย

รีวิวหนัง She Dies Tomorrow – แพร่พันธุ์วันตาย

หนัง She Dies Tomorrow หรือชื่อไทยว่า แพร่พันธุ์วันตาย เรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่เชื่อว่าเธอกำลังจะตายในวันพรุ่งนี้และมันได้สร้างความหวาดกลัวให้กับคนทั่วทั้งเมือง She Dies Tomorrow เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่คิดว่าพรุ่งนี้ตัวเองกำลังจะตาย เธอจึงได้บอกเล่าเรื่องราวนี้กับเพื่อนของเธอ แต่เหมือนมันจะกลายเป็นเชื้อร้ายที่แพร่ความหวาดกลัวให้กับผู้คนที่ได้ยินมัน!

She Dies Tomorrow

บอกก่อนว่านี่ไม่ใช่หนังผี ไม่ใช่หนังสยองขวัญ ไม่ใช่หนังระทึกขวัญใดๆ ทั้งสิ้น หากแต่ว่ามันกลับเป็นหนังที่บอกเล่าถึงความกลัว ความเหงา ความเศร้า ความโดดเดี่ยว และคำพูดที่มันสามารถส่งผลต่อคนอื่นได้อย่างเหลือเชื่อ

คำพูดที่ว่า “ฉันจะตายวันพรุ่งนี้” ที่ดูเป็นคำพูดลอยๆ ไม่มีเหตุใดๆ มารองรับ มันก็ยากที่จะเชื่อ แต่พอเวลาผ่านไปเมื่ออยู้ในสถานการณ์เหมาะสมและฉุกคิดขึ้นมาได้มันกลับส่งผลให้อีกหลายๆ คนคิดตาม ซึ่งมันสะท้อนออกมาให้เห็นได้ว่าคำพูดของคนนั้นมีอิทธิพลมากมายขนาดไหน

มันเหมือนความรู้สึกที่ว่าเวลาเราเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสภานการณ์หรือสถานที่ หรือผู้คนที่ทำให้เรารู้สึกลบ มีพลังงานลบ รู้สึกหดหู่ มันคือการส่งผ่านอารมณ์ความคิดความรู้สึกของคนหนึ่งที่ถ่ายทอดสิ่งลบเหล่านั้นมายังตัวเรา หนังเรื่องนั้นให้ความรู้สึกแบบนั้นเลย

และหนังก็ไม่ได้ละทิ้งคำพูดของตัวเอง พยายามพาเราไปหาคำตอบว่าจริงๆ แล้วเธอจะตายวันพรุ่งนี้หรือเปล่านะ มีหลายสถานการณ์ที่พยายามส่งให้คำพูดของตัวละครหลักมีน้ำหนักและมีความเป็นไปได้มากขึ้น

ทั้งนี้ทั้งนั้น บทได้แสดงให้เห็นถึงการรับมือกับความตายของแต่ละคนว่าจะทำอย่างไร เมื่อรู้ว่าพรุ่งนี้ตัวเองจะตาย เราจะได้เห็นสิ่งเหล่านี้ชัดเจนมากในแต่ละตัวละคร ไม่ว่าจะเลือกที่จะปล่อยวาง เลือกอยู่กับคนรัก เลือกไม่อยู่กับสิ่งที่ตัวเองไม่รัก ซึ่งมันก็แฝงข้อความฝังมาในหัวเราว่า “เอ๊า แล้วตอนยังไม่รู้ว่าใกล้ตาย ทำไมไม่เลือกสิ่งที่ต้องการในชีวิตวะ”

แต่หนังมันไม่ได้ดูสนุกหรอกนะ มันเป็นหนังแบบ Slow Burn มากๆ ค่อยๆ เล่า ค่อยๆ นำเสนอ ค่อยๆ ถอดทอด ซึ่งถ้าใครไม่อินตาม ไม่เกาะติดจริงนี่คือถอดใจได้ง่ายๆ เลย ซึ่งในระหว่างที่เราดูเรื่องนี้ในโรง คนที่นั่งแถวเดียวกับเรา 2-3 คนก็ลุกออกจากโรงไปเลย สักพักก็ลุกออกไปอีก 1-2 คน ตอนแรกคิดว่าคงไปเข้าห้องน้ำ แต่หนังจบก็ยังไม่เห็นเขากลับมาอีกเลย 555+

สรุปแล้ว She Dies Tomorrow ไม่ใช่หนังที่เหมาะกับทุกคน เป็นหนังที่เล่าเรื่องไม่สนุกเลย แต่มันอาจให้ข้อคิดบางอย่างในขณะที่คุณกำลังมีชีวิตอยู่ก็เป็นได้

รีวิวหนัง มาห์ – Mah หนังผีไทย จากผู้กำกับ เลิศฤทธิ์ จั่นสัญจัย

หนัง Mah หรือชื่อไทยว่า มาห์ มาห์ ภาพยนตร์ไซไฟ-สยองขวัญ ในตำนาน กำลังจะกลับมาขึ้นจอใหญ่อีกครั้ง ด้วยคุณภาพความคมชัดระดับ 4Kเมื่อกลุ่มวัยรุ่นได้ไปเที่ยวป่า และเก็บไข่ของบางสิ่งบางอย่างที่พบเจอในถ้ำติดตัวกลับมาด้วย ความน่าสะพรึงกลัวเริ่มต้นขึ้นเมื่อสัตว์ประหลาดเจ้าของไข่สะกดรอยตามพวกเขากลับถึงที่พัก และไล่ฆ่าพวกเขาทีละคนอย่างโหดเหี้ยม

Mah

หนังไทยในยุคนี้ส่วนใหญ่นั้นแทบจะไม่มีหนังแระเภท Sci-fi เลยจริงๆ ส่วนใหญ่จะเต็มไปด้วยหนังแนวรักๆใคร่ๆ หนังตลก หนังผี หนังแอคชั่นบ้าง ประปราย แต่หนังแนว ไซ-ไฟ วิทยาศาสตร์ หรือหนังสัตว์ประหลาด แทบจะไม่ได้มีฉายเลยในปัจจุบัน กลับกันในยุคเกือบ 30 ปีที่แล้ว มีหนังเรื่องนึงที่ยืนโรงฉายปะทะกับ Terminator 2 กันเลยก็ว่าได้ แถมเป็นหนังแนว Sci-fi ซะด้วย ซึ่งเรื่องนั้นก็คือเรื่อง มาห์

มาห์ ถ้าจะว่ากันตามตรงแล้ว ผู้กำกับได้ให้สัมภาษณ์ถึงความหมายของชื่อเรื่อง ว่าทำไมถึงใช้คำว่า มาห์ เพราะคำว่า มาห์นั้น เป็นคำที่มีความหมายว่า ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ซึ่งตรงตามคอนเซปหรือเนื้อเรื่องในหนังแบบครอบคลุมครบทุกอย่าง อีกทั้งคำว่า มาห์ นั้นเป็นคำที่หลายๆ คนไม่เคยคุ้นหู้ สร้างความน่าติดตามให้คนดูทั่วไปอยากจะรู้ว่า มาห์ ที่หนังจะสื่อ มันคือตัวอะไร ถือเป็นการตลาดที่เรียกร้องความสนใจจากคนดูได้อีกพอประมาณเลยทีเดียว

ตัวหนังเรื่องนี้จะว่าด้วย กลุ่มนักศึกษา ได้มีการวางแพลนที่จะเข้าป่าไปตั้งแคมป์ แต่ระหว่างทางรถเกิดเสีย ทำให้ไปเจอกับถ้ำลึกลับแห่งหนึ่ง ในนั้นมีไข่ของสัตว์บางอย่าง ที่รูปร่างไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นไข่ของสัตว์อะไร และหนึ่งได้กลุ่มนักศึกษาก็ได้แอบขโมยไข่ที่ว่าไปด้วย 1 ใบ จนกระทั้่งตกดึกคืนนั้น ได้มีตัวอะไรบางอย่างตามรอยเพื่อหาไข่ไปและไล่ฆ่ากลุ่มนักศึกษาทีละคน

หลังจากได้ชมเรื่อง มาห์แล้วนั้น ถือว่าเป็นหนังอีกเรื่องที่ทำได้ดีพอสมควร สำหรับหนังในยุคนั้น ที่เน้นการสร้างอารมณ์ร่วมของคนดูให้เอาใจช่วยลุ้นไปกับตัวละคร และทำให้คนดูสงสัยตลอดว่า ไอ้ตัวที่ว่า มันหน้าตาเป็นยังไง เพราะในช่วงแรกๆของหนัง เราจะยังไม่ได้เห็นตัวสัตว์ประหลาดที่ว่าแบบเต็มๆเลย ซึ่งว่าจะได้เห็นเต็มๆมันก็ล่วงเลยไปเกือบจะค่อนๆ ไปทางท้ายๆเรื่องแล้ว ผมค่อนข้างชอบหนังสไตล์นี้ เป็นการเก็บฉากเผยสัตว์ประหลาดไว้น๊อคคนดูในช่วยท้ายๆ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยกับการเดินเรื่องสไตล์หนังยุคนั้่นที่ค่อนข้างจะเดินเรื่องช้าเอามากๆ ผิดกับหนังสมัยนี้ ที่เน้นการเดินเรื่องเร็วเพื่อให้คนดูไม่เบื่อนั่นเอง

ส่วนตัวผมเองนั้นต้องขอบคุณจริงๆที่เจ้าของหนังได้มีการนำฟิล์มต้นฉบับมาแสกน รีมาสเตอร์ให้เป็นไฟล์ Digital 4K มาให้ชมในยุคนี้ ถือว่าเป็นหนังอีกเรื่องที่ไม่คิดว่าในชีวิตนี้จะได้ดูในโรง และค่อนข้างชอบตัวหนังเลยทีเดียว แอบอยากให้มีการเอามารีเมค หรือทำภาคต่อในโทนหนังสมัยนี้ คงน่าติดตามดูอยู่ไม่น้อยเลย 7.5/10

ปล.น่าเสียดายที่รอบฉายและวันฉายน้อยมากจริงๆ ฉายแค่ 30 ต.ค. – 1 พ.ย.นี้เท่านั้น