แนะนำหนัง Sonic the Hedgehog หนังใหม่ หนังสนุก 2019

หนังดัดแปลงจากเกมวิดีโอยอดนิยมในยุค 90s บอกเล่าเรื่องราวของเจ้าเม่นสายฟ้า “โซนิค” (ให้เสียงโดย Ben Schwartz จากหนัง Parks and Recreation) ที่มีพลังความเร็วระดับซูเปอร์โซนิค เขาผูกมิตรกับเพื่อนมนุษย์ที่ชื่อทอม วาชาวสกี้ (James Marsden) และต้องออกผจญภัยร่วมกันเมื่อดร.โรบอตนิค ตัวร้ายของเรื่อง (Jim Carrey) พยายามไล่จับโซนิคเพื่อใช้พลังความเร็วของมันในการครอบครองโลก หลังเผยภาพลักษณ์ใหม่ที่แก้ร่างให้ถูกใจแฟน ๆ แล้ว ความน่าดูอีกอย่างคือ หวังว่า Jim Carrey จะได้ลืมตาอ้าปากหลังจากหายจากหนังฮิต ๆ ไปร่วม 15 ปี

Sonic the Hedgehog

นักแสดง: Jim Carrey, James Marsden, Neal McDonough, Ben Schwartz
ผู้กำกับ: Jeff Fowler
ระดับความน่าดู: 8/10 กะโหลก

รีวิวหนัง All Is Lost : เมื่อทุกอย่างสูญสิ้น

จัดได้ว่าเป็นหนังที่ได้ยินเสียงคำชมมาตั้งแต่ยามไกลสำหรับ All is Lost ที่ตอนแรกได้รับการคาดการณ์จากการเข้าชิง ออสการ์ อย่างต่ำก็หลายรางวัล แต่ท้ายสุดก็กลับชวดเหลือแค่รางวัลเดียว โดยเฉพาะ นักแสดงนำชายอย่างลุง โรเบิร์ต เรดฟอร์ด ก็พลาดไปกับเขาด้วย ทั้งที่จริงแล้วเรื่องนี้ลุงเขาทุ่มสุดตัว และเป็นการแสดงที่ดีที่สุดในรอบหลายปีเลย

All Is Lost

All is Lost เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเอาชีวิตรอดบนเรือ เมื่อทั้งเครื่องนำทางและวิทยุสื่อสารเสียไป ทำให้เขาหลงทางเข้าไปเจอกับพายุรุนแรง ด้วยความพยายามและสัญชาตญาณการเป็นนักเดินเรือทำให้เขาพออุดรอยรั่วบนเรือจนรอดตัวไปได้ อย่างไรก็ตาม เขาเหลือแค่เพียงแผนที่เป็นที่พึ่งให้เขาไปยังจุดหมายได้เท่านั้น จึงได้แต่หวังว่าคลื่นลมของทะเลจะพัดพาเขาไปเอง แต่เสบียงที่ร่อยหรอและฉลามที่วนเวียนรออยู่ ก็ทำให้เขาต้องยอมรับว่าจุดจบของตัวเองอาจมาถึงในไม่ช้า หรือเขาจะสู้เพื่อเอาตัวรอด!

หนังกำกับการแสดงโดย เจ ซี ชานดอร์ ที่เคยเปิดตัวหนังสุดคมเรื่องแรกของเขาอย่าง Margin Call แล้วก็พาตัวเองเข้าชิงออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไปแบบไฟแรงแซงทางโค้ง มาในเรื่องนี้เป็นหนังขนาดยาวเรื่องที่ 2 สำหรับเขา และก็ยังมีไอเดีย+แนวคิดที่คงความหนักแน่นไม่มีเปลี่ยน กับหนังที่ให้ลุงโรเบิร์ต เรดฟอร์ด เล่นเองอยู่คนเดียวทั้งเรื่อง (ซึ่งไม่เคยมีหนังเรื่องไหนทำแบบนี้มา 100 กว่าปีแล้ว) แถมหนังยังมีบทความยาวเพียง 32 หน้า ซึ่งล้วนๆก็ต้องให้นักแสดงด้นสดเอาอยู่หลายฉาก ซึ่งที่ผ่านๆมาเราคงเคยดูหนังเอาตัวรอดจากสถานการณ์ปิดตายมาหลายเรื่องเช่น 127 Hours หรือไม่ก็ล่าสุดอย่าง Gravity ที่หนักมักจะพาเราไปติดอยู่กับสถานการณ์คับขันไม่ต่างจากตัวละคร แต่ก็ไม่มีเรื่องไหนเลยที่แสดงออกอย่างตามเวลาจริง (Real Time) เพราะมันต่างมีทั้ง Flashback และสถานการณ์อื่นๆมาพาคนดูออกจากห้องปิดตาอยู่เสมอ

แต่กลับไม่ใช่กับ All is Lost ที่ตลอดความยาวเกือบ 2 ชม. หนังพาคนดูอยู่บนเรือพร้อมกับ โรเบิร์ต เรดฟอร์ด แบบไม่หนีไปไหนตลอดทั้งเรื่อง เราไม่มีทางที่จะหนีออกจากเรือเล็กๆลำนี้ ซึ่งนับว่าเป็นการเล่าเรื่องแบบ Real Time ที่น่าประทับใจ และ น่าทึ่งที่สุดในรอบหลายปี กับความกล้าที่จะพาคนดูไปสัมผัสประสบการณ์แบบนี้ แถมการที่หนังไม่ได้แนะนำให้คนดูรู้จัก ชายหนุ่ม ตัวเอกของเรื่องมาก่อน ก็ยิ่งสามารถตีความถึงมุมมองการเอาตัวรอด หรือ ความสิ้นหวัง ของเขาได้อย่างตามใจชอบ จนไม่แปลกถ้าหากคนดูจะหลงรัก และ เอาใจช่วยเขา ถึงแม้เราจะไม่ทราบพื้นหลังชีวิตของชายคนนี้เลยว่า แต่งงาน, ฆาตรกร, โรคจิต หรือ อะไรก็ตาม สิ่งเดียวที่เรารู้จากเขาคือ ‘กูจะรอด’ ก็เท่านั้น

หนังยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นใหญ่ของ ธรรมชาติ ที่มนุษย์เรานั้นละเลยมาตลอด ควบคู่ไปกับระบบภาพ และ เสียง ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่หนังให้ความสำคัญได้อย่างไม่ลดละ และก็เป็นเพราะว่าหนังไม่สามารถให้ชายหนุ่มบนพึมพำกับตัวเอง เพื่อถ่ายทอดสถานการณ์ตอนนั้นให้กับคนดูเข้าใจได้ (เพราะไม่งั้นก็ไม่ต่างอะไรจากคนบ้า) ลุง โรเบิร์ต เรดฟอร์ด จึงต้องแสดงสีหน้าและท่าทาง ต่อสถานการณ์ตรงหน้าที่เผชิญให้คนดูได้รับรู้อย่างถูกต้อง โดยถึงแม้จะเป็นงานหนักที่ เรดฟอร์ด ยังยอมรับว่าเป็นบทที่ยากที่สุดในรอบหลายปี แต่หนังเรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ว่าเขาก็ยังสามารถทำหน้าที่ นักแสดง ได้ดีไม่แพ้ในฐานะ ผู้กำกับ เลยทีเดียว

รีวิว Frozen 2 แผนการขายของครั้งใหม่ของดิสนีย์

ถึงแม้ว่าเรื่องราวในหนัง Frozen ภาคแรกจะจบลงอย่างสมบูรณ์ในตัวและไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีภาคต่อตามออกมาแต่อย่างใด แต่เนื่องจากปรากฏการณ์ Frozen ฟีเวอร์ไปทั่วโลก มีหรือที่สตูดิโออย่างดิสนีย์จะไม่เล็งเห็นช่องทางในการกอบโกยครั้งใหม่ จึงผลักดันเรื่องราวภาคต่อตามออกมา โดยก่อนหน้านี้ก็มีหนังสั้นอย่าง Frozen Fever และ Olaf’s Frozen Adventure มาให้คนดูหายคิดถึงตัวละครพอเป็นพิธี

Frozen 2

เรื่องราวในหนังภาคนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเอลซ่าได้ยินเสียงเรียกประหลาดจากดินแดนลึกลับ พร้อมกับเหตุอาเพศครั้งใหม่ที่มาเยือนดินแดนเอเรนเดลล์ส่งผลให้ เอลซ่า อันนา คริฟตอฟ สเฟนและโอลาฟต้องออกเดินทางเข้าสู่ดินแดนป่าเวทมนตร์ เพื่อค้นหาความจริงและหาทางช่วยเหลือเอเรนเดลล์ให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

ถ้าหากจะมองเชิงโครงสร้างเรื่องราวแล้ว Frozen 2 ดำเนินเหตุการณ์คล้ายคลึงหนังภาคแรก เอลซ่าต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เธอไม่อาจจะรับมือได้ (ภาคแรกคือการควบคุมพลังวิเศษ) ภาคนี้เธอต้องการค้นหาสาเหตุที่เธอมีพลังพิเศษ แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือหนังภาคแรกเน้นสื่อสารกับผู้ชมในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง (อันนา-เอลซ่า) ในขณะที่ภาคนี้ ได้ขยายประเด็นใหญ่ขึ้น เมื่อหนังพยายามพูดถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ปกครอง (เอลซ่า) รวมไปถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักร การแก้ไขอดีตที่ผิดพลาด เป็นต้น จะเห็นได้ชัดว่า Frozen 2 ได้ให้น้ำหนักการเติบโตของตัวละครมากขึ้น มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

ทางด้าน “บทเพลง” ที่ทำให้หนังแอนิเมชั่นเรื่องนี้คงสภาพความเป็น “มิวสิคัล” ไว้ ค่อนข้างให้ความรู้สึก ถูกออกแบบมาเพื่อเล่าเรื่องราวของตัวละครในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง มากกว่าจะออกแบบมาเป็นเพลงแยกฟังต่างหากเพื่อให้คนดูร้องตามได้ กล่าวง่ายๆคือเพลงในภาคนี้ ร้องตามยาก และไม่ติดหูเท่าหลายบทเพลงในหนังภาคแรก ถึงอย่างนั้นเพลงเอกในหนังภาคนี้อย่าง Into the Unknow ซึ่งท่อนฮุคก็ร้องประโยคนี้ซ้ำวนไปถึง 3 หน เรียกว่าดูจบเสียงหวีดของเอลซ่าก็หลอนอยู่ในหัวไม่น้อยเลยทีเดียว

อีกหนึ่งเพลงที่ออกแบบมาเพื่อ “ขายของ” ไม่แพ้กัน คือ Show Yourself ที่เอลซ่าตามหาต้นตอของเสียงลึกลับ ซึ่งหลังจากที่เธอขับร้องเพลงนี้ เสื้อผ้าหน้าผมของเธอก็เปลี่ยนแปลงไปในแบบที่เราอ้าปากค้าง ประหนึ่งว่าเอลซ่ากำลังสวมวิญญาณของดิว่าสาวอย่างเซลีน ดิออนเพื่อแสดงคอนเสิร์ตในลาสเวกัส! (ซึ่งอันที่จริง ฉากนี้ ถ้ามองในแง่การตลาดแล้ว มันถูกออกแบบมาเพื่อให้ดิสนีย์สามารถขายผลิตภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็น ตุ๊กตา เสื้อผ้า หรือ แกดเจ็ต ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเอลซ่าในรูปโฉมใหม่ ต่างหาก!)

ท้ายที่สุดแล้ว Frozen 2 ก็ถือเป็นแอนิเมชั่นดิสนีย์ที่พอดูได้เพลินๆให้ผู้ชมหายคิดถึงตัวละครในเรื่อง แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว ความสดใหม่ ประเด็น บทเพลง รวมไปถึงความน่าประทับใจก็คงต้องบอกตามตรงว่า ยังห่างไกลจากภาคแรกพอสมควร

Cr.www.sanook.com