รีวิวหนัง ดิจิมอน แอดเวนเจอร์ ลาสต์ อีโวลูชั่น คิซึนะ

หนัง Digimon Adventure Last Evolution Kizuna หรือชื่อไทยว่า ดิจิมอน แอดเวนเจอร์ ลาสต์ อีโวลูชั่น คิซึนะ Digimon animation series 20th anniversary movie DIGIMON ADVENTURE LAST EVOLUTION KIZUNA This is Taichi and Agumon’s last adventure.

ดิจิมอน แอดเวนเจอร์ ลาสต์ อีโวลูชั่น คิซึนะ

การกลับมาอีกครั้งของการ์ตูนในตำนาน ความทรงจำของใครหลายคน ในโปรเจกต์ฉลอง 20 ปีของ Digimon Adventure ใน Digimon Adventure: Last Evolution Kizuna กับเรื่องราวกลุ่มเด็กที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่กับบทสรุปการผจญภัยของเหล่าดิจิมอนกับเหล่าเด็กที่ถูกเลือก

Digimon คือหนึ่งในการ์ตูนไม่กี่เรื่องที่เราได้ติดตามดูมาตั้งแต่วัยเด็กและชื่นชอบ พวก One Piece, Naruto อะไรไม่เคยดูเลยจริงๆ เราถึงกับซื้อเทปเพลงการ์ตูนนี้เปิดฟังทุกเช้าตอนไปเรียน กรอแล้วกรออีกตอนอยู่บ้าน พูดได้เลยว่า Digimon เหมือนเป็นเพื่อนคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ และเป็นเพื่อนที่สร้างความทรงจำ เรื่องราวการผจญภัย ความสนุกเอาไว้อย่างมากมาย

Digimon Adventure Last Evolution Kizuna คือการกลับมาของเพื่อนในแบบฉบับหนังความยาวประมาณชั่วโมงครึ่ง กับเรื่องราวของกลุ่มเด็กที่ถูกเลือกและคู่หูดิจิมอนต้องมาเผชิญหน้ากับดิจิมอนตัวใหม่ที่ขโมยสติสัมปชัญญะของเด็กที่ถูกเลือก แต่อีกปัญหาหนึ่งทางฝั่งกลุ่มเด็กก็ได้เริ่มเติบโตจนเป็นผู้ใหญ่ โดยหารู้ไม่ว่า เมื่อโตขึ้นสายสัมพันธ์ของตัวเด็กและดิจิมอนจะจบลง

การได้มาดูหนังเรื่องนี้ก็เหมือนได้กลับมาเจอเพื่อนเก่า ได้มีโมเมนท์ที่ชวนคิดถึง ดิจิมอนที่เราคุ้นหน้าคุ้นตา เหล่าเด็กๆ ที่เติบโตขึ้นไปพร้อมกับเรา ทุกอย่างล้วนกลับมาทำให้ความทรงจำของเราชัดเจนขึ้นอีกครั้ง ยิ่งฉากเปิดเพลงขึ้นนี่นั่งยิ้มมาเลย

แต่เนื้อเรื่องโดยรวมกลับธรรมดาอย่างน่าเสียดาย ด้วยความที่หนังมีเวลาเล่าน้อยมาก กับการที่จะตัดจบบทสรุปเรื่องราวการผจญภัยของตัวละครหลักเลยทำออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร ถามว่าซึ้งมั้ย ก็ซึ้งนะ บางฉากนี่มีน้ำตาซึมเลยแหละ แต่ในตอนท้าย มันไม่บิวท์อารมณ์เท่าไหร่ และมันก็ไม่มีจุดอิปิกในตอนจบที่แบบเหยดดดด ไม่กินใจเท่าที่ควรด้วย อีกอย่าง หนังมีการแบ่งบทตัวละครที่ไม่ค่อยดีเอาเสียเลย แต่ก็เข้าใจได้ว่าอยากเน้นเพียงตัวละครหลัก แต่ก็อดเสียดายเหล่าดิจิมอนและเด็กที่ถูกเลือกคนอื่นๆ จริงๆ และอีกอย่างคือฉากการพัฒนาร่าง ทั้งเรื่องเราเห็นแค่ “อากูม่อน เปลี่ยนร่างเป็น…” ส่วนตัวอื่นคือเห็นตอนแปลงไปแล้ว ถึงแม้มันจะไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้น แต่มันก็คงจะดีถ้าได้เห็นฉากเหล่านั้นหรือประโยคนี้จากตัวละครอื่นๆ บ้าง

แต่ในความธรรมดานั้น คีย์หลักของหนังที่ต้องการจะสื่อก็ชัดเจนอยู่ มันคือการเติบโตของเหล่าเด็กผู้ถูกเลือก แล้ววันนึงดิจิมอนจะหายไป เป็นการสื่อสารถึงคนดูที่เติบโตมาพร้อมๆ กับตัวละครว่า Move on ได้แล้วนะ เราต้องใช้ชีวิตต่อไป ปล่อยให้เรื่องราวของดิจิมอนเลือนหายไป เป็นความทรงจำที่งดงามไว้นั่นแหละ ซึ่งแน่นอนว่าการ์ตูนเรื่องนี้เหมาะกับเด็กที่เติบโตมาพร้อมกับเหล่าดิจิมอนจริงๆ

ชอบสารอีกอย่างนึงของเรื่องที่เหล่าเด็กผู้ถูกเลือกเฝ้าดูการพัฒนาการ (Revolution) มาโดยตลอด เติบโตขึ้นมาพร้อมๆ กันกับเด็ก แต่โดยตลอดมาเหล่าดิจิมอนก็ได้มองเห็นการพัฒนาการ (Revolution) ของเหล่าเด็กๆ เช่นกัน และฉากที่อากูม่อนบอกไทจิว่า…”นายโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ” ถึงเป็นแค่ประโยคสั้นๆ แต่กินใจเหลือเกิน

จริงๆ เราก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แต่ก็ไม่ได้ผิดหวังอะไรกับมันสักเท่าไหร่ เพียงแต่ว่าเสียดายก็เท่านั้น การดู Digimon Adventure Last Evolution Kizuna ในครั้งนี้มันนี้คือการ “บอกลาเพื่อนในวัยเด็ก”

ปล. เพลงปีกรัก ของวง ALZHEIMER ในตอนหลัง End-Credit พวกเขา cover ออกมาได้เพราะจริงๆ แต่ถ้าไม่ได้เป็น MV เพลงแล้วใส่เป็นภาพเหล่าเด็กที่ถูกเลือกหรือดิจิมอนแทนมันจะกินใจมากกว่าจริงๆ อย่างน้อยก็ทิ้งท้ายไปกับเพลงปีกรักก็ยังดี

รีวิวหนัง Pacific Rim : สงครามโอตาคุ

จัดได้ว่าเป็นหนังซัมเมอร์ทุนสูง ที่ตัดต่อตัวอย่าง และ องค์ประกอบหลายๆอย่างออกมาได้น่าดูทีเดียวสำหรับ Pacific Rim ของผู้กำกับ กิลเลอร์โม่ เดล โทโร่ จาก Hellboy ทั้ง 2 ภาค พ่วงมาด้วยนักแสดงคู่บุญอย่าง รอน เพิร์ลแมน, ไอดริส อัลบ้า และคู่พระนางหน้าใหม่อย่าง ชาร์ลี ฮันแนม และ รินโกะ คินคุชิ

Pacific Rim

ภาพยนตร์ที่ เกี่ยวกับหุ่นยนต์ยักษ์ที่รู้จักกันในนามว่า เจเกอร์ส และ ต้องมีคนควบคุม เจเกอร์ส ด้วยกันถึง 2 คน ซึ่งพวกเขาต้องรับมือที่จะต่อสู้กับสัตว์ประหลาดตัวยักษ์ที่มีชื่อว่า ไคจู ที่กำลังจะทำลายโลก และ รวมไปถึงทำลายทรัพยากรของมนุษย์ด้วย. ดังนั้นในการที่ต้องต่อสู้กับสัตว์ประหลาดยักษ์ ทำให้ต้องมีการประดิษฐ์คิดค้นอาวุธพิเศษขึ้นมา เพื่อที่จะรับมือกับพวกสัตว์ประหลาดที่กำลังบุกโลก อาวุธที่ว่านั่นคือ เจอเกอร์ส หุ่นยนต์ยักษ์พร้อมด้วยคนควบคุม เรื่องราวการต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นอย่างไร หุ่นยนต์ยักษ์จะสามารรับมมือกับสัตว์ประหลาดยักษ์ได้หรือไม่ ติดตามต่อในโรงภาพยนตร์

โดยถ้าหากใครเคยได้ดูผลงานเก่าๆของผู้กำกับ เดล โทโร่ ไม่ว่าจะเป็น Hellboy, Pan’s Labyrinth หรือแม้แต่ Blade II จะเห็นได้ว่าผลงานการออกแบบองค์ประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเหล่าตัวประหลาด และ ภาพอาร์ตได ต่างออกมาสวยงามและเป็นเอกลักษณ์ จนคนเห็นต้อง รู้ได้ทันทีว่าเป็นงานของ เดล โทโร่ แต่ดูเหมือนว่า Pacific Rim จะไม่ใช่อย่างนั้นไปซะทีเดียว เพราะเมื่อเห็นคราแรกใครหลายคนก็คงจะคิดกันไปแล้วว่า ก๊อป เอวาเกเลี่ยน มา , ก๊อป กันดั้ม , ก๊อป อุลตร้าแมน และต่างๆนานา แต่ก็น่าแปลกใจไม่ใช่น้อย เมื่อความรู้สึกเหล่านั้นกลับเป็นสิ่งที่ทำให้หนังดูดีขึ้นไปอีกระดับ

เพราะถึงแม้ Pacific Rim จะเป็นหนังฮอลลีวู้ดร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ไม่น่าเชื่อว่าหนังกลับดึงอารมณ์ความรู้สึกเก่าๆเหมือนตอนดูหนังหุ่นยนต์สู้สัตว์ประหลาดของญี่ปุ่นได้มาทีละนิดทีละน้อย เหมือนกับว่าฝ่ายพระเอกมาจาก เอวาเกเลี่ยน และฝ่ายตัวร้าย ไคจู มาจากสัตว์ประหลาดใน อุลตร้าแมน แต่มีส่วนผสมของมังงะหลายๆเรื่องรวมอยู่ในนั้น ซึ่งต้องขอยกความดีความชอบให้กับผู้กำกับ กิลเลอร์โม่ เดล โทโร่ ที่นอกจากจะดำเนินเรื่องตลอดเวลา 130 นาทีได้อย่างไม่น่าเบื่อแล้ว ฉากแอ็คชั่น ในแต่ละซีเควนส์ของหนัง ยังสามารถจัดเต็มออกมาได้ในระดับเดียวกัน เรียกได้ว่าไม่มีฉากแอ็คชั่นไหนของหนังที่สร้างมาเพื่อฆ่าเวลา หมู หมา กา ไก่ เหมือนหลายๆเรื่อง เพราะทุกฉากแอ็คชั่นกลับดูเหมือนจะนำเอาไปเป็น ไคล์แม๊กซ์ ของหนังอีกหลายๆเรื่องได้เลยทีเดียว

ซึ่งการรับบทพระ นาง ของ ชาร์ลี ฮันแนม และ รินโกะ คินคุชิ ก็สามารถเล่นได้เข้าขาอย่างไม่ติดขัด พร้อมกับการผสมมุกตลกแนวกวนโอ๊ยให้กับตัวละครของ รอน เพิร์ลแมน และ ไอดริส อัลบ้า ก็จัดได้ว่าเป็นสีสันอีกอย่างของ เดล โทโร่ ที่สามารถกระจายบทให้กับตัวละคร และ นักแสดง ได้อย่างทั่วถึงอย่างแท้จริง

โดยถ้าหากจะให้ติตัวหนัง คงมีอยู่อย่างนึงใหญ่ๆ คงเป็นด้านของตัวบทหนัง ที่ดำเนินเรื่องตามแบบหนังแอ็คชั่นดาดๆทั่วไป ไม่มีอะไรแปลกใหม่ เรียกได้ว่าวางไดอะล็อคของหนังไว้อย่างลงตัวว่า ‘ฉันจะขายแต่ความมันส์’ จึงทำให้ด้านความสดใหม่ และ เหตุผลหลายประการของหนังถูกตัดออกไป ถึงแม้จะแอบมีบางประโยคอย่างจะพาให้ตัวหนังออกนอกทะเล เพื่อไปเล่นเรื่องต่างๆให้ถูกใจนักวิจารณ์บ้างก็ตามที

แต่ก็อย่างว่า ถ้าหากดูไม่ซีเรียสอะไร Pacific Rim ก็จัดได้ว่าเป็นหนังบล็อคบัสเตอร์ ป๊อปคอร์น ทุนสูง ในซัมเมอร์ปีนี้ ที่จัดเต็มด้านความมันส์ ความสนุก ได้ดีไม่แพ้ในระดับ Man of Steel และ World War Z เลยก็ว่าได้

เรื่องนี้ 8/10

รีวิวหนัง เรื่อง Papillon ปาปิยอง หนีตายแดบดิบ

นับว่าเป็นหนังอีกเรื่องที่เหมาะกับคอหนังสายดรามามากเลยทีเดียว สำหรับ Papillon ปาปิยอง หนีตายแดบดิบ ที่สร้างมาจากหนังสือชื่อดังที่มีเค้าโครงมาจากเรื่องจริงจากชีวประวัติของ อองรี ปาปิยอง ชาร์เรียร์ ชายผู้หลบหนีออกจากคุกกลางมหาสมุทรที่ไม่มีใครเชื่อว่าจะมีใครสามารถหนีออกมาได้ จนได้กลายเป็นตำนานเล่าขานตราบจนถึงยุคปัจจุบัน

รีวิวหนัง เรื่อง Papillon ปาปิยอง หนีตายแดบดิบ

โดยหนังได้พระเอกหนุ่ม ชาร์ลี ฮันแนม (Charlie Hunnam) จาก King Arthur (2017) มาแสดงนำ ร่วมด้วย รามิ มาเล็ก (Rami Malek) ผู้โด่งดังจากซีรีส์สุดฮิตอย่าง Mr. Robot (2015) และกำลังจะก้าวไปรับบทบาท เฟรดดี เมอร์คิวรี นักร้องผู้ล่วงลับในภาพยนตร์อัตถชีวประวัติ อย่าง Bohemian Rhapsody ที่มารับบท หลุยส์ เดกา ตัวละครสำคัญในเรื่อง ภายใต้การกำกับของ ไมเคิล นัวร์ (Michael Noer) ผู้กำกับชาวเดนมาร์กที่เคยฝากผลงานไว้ใน R (2010), Nordvest (2013)

หลายคนอาจจะไม่รู้มาก่อนว่าเรื่องราวของ Papillon นั้นเคยถูกสร้างมาแล้วในปี 1973 ซึ่งก็ผ่านมาแล้วกว่า 45 ปี คาดว่าเรื่องราวคงไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก เว้นเสียแต่อาจจะมีเพิ่มเติมเรื่องเทคนิคการสร้างการถ่ายทำที่มีความทันสมัยมากขึ้น ด้วยความที่ส่วนตัวไม่ได้ตั้งความหวังกับหนังเรื่องนี้ไว้มากนัก ทำให้ถึงเวลาได้ดูหนังจริงๆ แล้วพบว่ามันยังคงเป็นเรื่องราวที่ดี และให้อะไรมากกว่าที่คิด

นอกจากเราจะได้สภาพความเป็นอยู่และวิถีชีวิตของคนที่อยู่ในคุกที่หาสิ่งดีๆ แทบไม่ได้แล้ว เรายังได้เห็นมิตรภาพของมนุษย์ที่แม้ว่าจะไม่ได้เริ่มด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ก็เป็นสิ่งเดียวที่ช่วยเยียวยาชีวิตและจิตใจให้มีความหวังอยู่รอดต่อไป ประกอบกับการแสดงของพ่อหนุ่ม ชาร์ลี ฮันแนม (Charlie Hunnam) ที่เห็นได้ชัดว่าเขาทุ่มเทแรงกายแรงใจในการรับบทบาทนี้ โดยเฉพาะเรื่องกายภาพที่เห็นพัฒนาการทางด้านร่างกายอย่างชัดเจน ตั้งแต่ก่อนติดคุกที่มีหุ่นล่ำอย่างหล่อ จนค่อยๆ ผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกให้สมกับกับเป็นนักโทษติดคุกมืดหลายปี ยอมใจในความทุ่มเทนี้จริงๆ

ฝ่ายนักแสดงมากความสามารถอย่าง รามิ มาเล็ก (Rami Malek) ก็ถือว่าถ่ายทอดบทบาทออกมาได้ดีไม่แพ้กัน โดยเฉพาะฉากที่ทั้งคู่ตัวติดกัน ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด อาจจะทำให้แฟนหนังสายวายหรือชาย-ชาย คิดเกินเลยไปบ้าง เพราะบางทีก็แอบคิดว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองตัวละครนั้นน่าจะมีอะไรมากกว่าแค่เป็นเพื่อนกัน (แต่จริงๆ มันไม่มีอะไรเลย) อีกทั้งหนังยังแฝงนัยยะไว้หลายอย่าง ใครที่ได้ดูน่าจะพอตีความออกมาได้ ส่วนจะเหมือนหรือไม่เหมือนกันนั้นก็ต้องแล้วแต่ประสบการณ์ของแต่ละคน

แน่นอนว่าใครที่คาดหวังความดิบเถื่อนจากหนังเรื่องนี้นั้นไม่มีผิดหวังจริงๆ เพราะหนังเสิร์ฟความดิบ เถื่อน โหด จัดเต็มชนิดที่ว่าถ้าเราเป็นตัวละครในเรื่องคงยอมตายด้วยกิโยตินไปเสียดีกว่า แต่อย่างที่บอกหนังได้สื่อให้เห็นถึงเรื่องความหวังออกมาเป็นหลัก ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ลำบากลำบนแค่ไหน เชื่อว่าใครที่ได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างแน่นอน

Papillon ปาปิยอง หนีตายแดบดิบ 7.5/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์