รีวิวหนัง Blindspotting ที่นี่…ประเทศไหน

Blindspotting ที่นี่…ประเทศไหน ผลงานการกำกับภาพยนตร์ยาวเรื่องแรกของ คาร์ลอส โลเปซ เอสตราดา ผู้กำกับรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีแววว่าจะไปได้ไกล ร่วมด้วยสองนักแสดงที่เป็นเพื่อนซี๊กันทั้งในและนอกจอ ดาวีด ดิกส์ และ ราฟาเอล คาซาล นอกจากจะแสดงนำแล้ว พวกเขายังร่วมมือกันเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมาอีกด้วย

Blindspotting

Blindspotting ที่นี่…ประเทศไหน ว่าด้วยเรื่องราวของ คอลลิน ชายหนุ่มที่ต้องผ่านช่วงทัณฑ์บนสามวันสุดท้ายให้ได้ก่อนที่จะเริ่มชีวิตใหม่อีกครั้ง เขาและเพื่อนซี้จอมแสบอย่าง ไมลส์ ทำงานเป็นพนักงานรับจ้างเคลื่อนย้ายที่ได้แต่เฝ้ามองย่านที่พวกเขาโตมาเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นทำให้ทั้งสองหนุ่มต้องรักษามิตรภาพของกันและกันเอาไว้ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ทำให้ทั้งคู่เห็นความแตกต่างของกันและกันมากขึ้น

แม้หลายคนอาจจะคิดว่า Blindspotting จะค่อนข้างอยู่นอกกระแสและบ้านเราอาจจะไม่ค่อยมีคนให้ความสนใจมากนัก แต่เชื่อเหลือเกินว่าใครที่มองข้ามจนไม่ได้ตีตั๋วเข้าไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ถือว่าพลาดมาก หากได้ดูจากตัวอย่างหลายคนอาจจะคิดว่ามันไม่ค่อยน่าสนใจมากนัก แต่ก็ขออย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจไป เพราะโดยภาพรวมของหนังนั้นทำออกมาได้ดีเกินคาด ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของสองนักแสดงนำอย่าง ดาวีด ดิกส์ (Daveed Diggs) และ ราฟาเอล คาซาล (Rafael Casal) ที่ถ่ายทอดบทบาทของตัวละครออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้เราเชื่อว่าเขาเป็นเพื่อนรักกันจริงๆ

เหนือสิ่งอื่นใดความดีงามของภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้มีดีแค่การแสดงของสองคู่หูเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อให้เห็นก็คือความเป็นอื่นที่เกิดกับมนุษย์ในสังคม ซึ่งได้ถูกถ่ายทอดเรื่องราวเสียดสีสังคมผ่านภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยเฉพาะการเลือกปฏิบัติต่อมนุษย์ด้วยการแบ่งแยกสีผิว และสิ่งที่สื่อให้เห็นว่าเรื่องราวอันผิดปกติเหล่านี้กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว นั่นก็คือการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติกับคนเหล่านี้ด้วยความไม่เป็นธรรม ลึกไปกว่านั้นคือผู้ถูกกระทำเองก็ยิ่งกดตัวเองให้ต่ำลงไปอีก เสมือนว่าความคิดและสิ่งคนทั้งหลายปฏิบัติต่อเขานั้นเป็นเรื่องที่ไม่อาจขัดขืนได้ นี่จึงเป็นภาพยนตร์ตลกร้ายที่เสียดสีสังคม โดยเฉพาะอเมริกาได้อย่างเจ็บแสบ

เชื่อว่าอาจจะมีหลายคนที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วไม่ได้อินหรือรู้สึกอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์ หรืออาจจะเห็นว่ามันเป็นเรื่องไกลตัวและไม่ได้เกิดขึ้นกับสังคมในบ้านเรา แต่หากนำกลับมาคิดทบทวนดีๆ แล้วก็จะพบว่าเรื่องราวที่อยู่ในสังคมอเมริกันนั้นก็แทบไม่ได้มีความแตกต่างไปจากบ้านเรานัก เพียงแต่ว่ามันอาจจะไม่ได้รุนแรงเท่าบ้านเขา และหากกลับมาคิดดูดีๆ อีกรอบก็จะพบว่าเรื่องราวความแตกแยกที่มาจากความแตกต่างระหว่างชนชั้นหรือสีผิวนั้นก็เป็นสิ่งเกิดขึ้นมานานนับตั้งแต่มีมนุษย์เกิดขึ้นเลยก็ว่าได้ หากจะให้ทุกคนมีความเสมอภาคกันไปเสียทุกอย่างก็คงเป็นไปไม่ได้ ก็ได้แต่หวังว่าขอให้สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมีช่องว่างระหว่างกันน้อยลงเท่านั้นเอง

จากที่กล่าวมาทั้งหมดหลายคนอาจจะคิดว่านี่มันเป็นภาพยนตร์ที่ออกจะซีเรียสไปมากหรือเปล่า เราอยากดูเรื่องราวที่ให้ความบันเทิงใส่สมองมากกว่าจะหาเรื่องเครียดกว่าเดิมนะ ซึ่งก็ไม่ต้องเป็นกังวลไปเพราะความบันเทิงที่คอหนังจะได้รับนั้นมีอยู่แล้ว โดยเฉพาะลีลาการแร็ปของสองนักแสดงนำบอกได้เลยว่าสุดยอดมาก ไม่น่าเชื่อเลยว่าพวกเขาทั้งสองจะสามารถแร็ปได้อย่างเมามันส์พร้อมๆ ไปกับการถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครในขณะนั้นออกมาได้อย่างกินใจ เชื่อเหลือเกินว่าใครที่ได้ชม Blindspotting ต้องได้อะไรไปมากกว่าความสนุกแน่นอน

รีวิวหนัง Europe Raiders พยัคฆ์สำอาง กระแทกยุโรป

หลังจากไปออกลีลาบู๊ผจญภัยปนตลกแบบเบาๆใน Monster Hunt 2 ไปเมื่อต้นปี ล่าสุดซูเปอร์สตาร์จากฮ่องกง เหลียงเฉาเหว่ย ก็มีผลงานออกมาติดให้แฟนๆ ได้ชมกันต่อใน Europe Raiders พยัคฆ์สำอาง กระแทกยุโรป ซึ่งเป็นภาคต่อจาก Seoul Raiders (2005) และ Tokyo Raiders (2000) ที่ในภาคนี้ไปปฏิบัติภารกิจไกลถึงอิตาลี ภายใต้การกำกับของ จิงเกิล หม่า เหมือนเดิม

Europe Raiders

Europe Raiders พยัคฆ์สำอาง กระแทกยุโรป ว่าด้วยเรื่องราวการปฏิบัติภารกิจสุดอันตราย และเสี่ยงตายกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา สายลับมือฉกาจอย่าง หลินกุ้ยเหยิน จึงต้องรวบรวมสมาชิกทีมสุดยอดฝีมืออย่างสายลับคู่ปรับ มิสหวาง แฮกเกอร์ฝีมือระดับโลก ร็อกกี และสาวนักสู้ผู้เต็มไปด้วยความลับ โซฟี เพื่อดำเนินภารกิจตามล่าค้นหา หัตถ์เทวะ เทคโนโลยีสอดแนมระดับพระกาฬ โดยทีมของเขามีเวลาเพียง 72 ชั่วโมงเท่านั้น ก่อนที่หัตถ์เทวะจะตกไปอยู่ในมือขององค์กรลึกลับที่หมายจะใช้มันเพื่อเปิดโปงผู้คนทั่วโลก

นับเป็นภาพยนตร์แอคชั่นภาคต่อที่มีอายุมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว สำหรับ Europe Raiders ด้วยเวลาเกือบ 20 ปี นับตั้งแต่มีภาคแรกจนได้มีภาคต่อๆ มา เชื่อว่าบางคนอาจจะเกิดไม่ทันด้วยซ้ำ แต่หนังอันเปรียบเสมือนภาษาสากลที่ไม่ว่าจะชนชาติใด หรืออยู่ในวัยใดก็สามารถเข้าใจและสนุกไปกับเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดออกมาได้ เช่นเดียวกันกับสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้

ด้วยความที่เป็นหน้าหนังเป็นแนวแอคชั่นบวกกับมีดรามาผสมการจารกรรมหน่อยๆ จึงค่อนข้างคาดหวังว่ามันน่าจะสนุกและสร้างความเพลิดเพลินได้ไม่น้อย (การันตีจากการสร้างมาหลายภาค) แต่เมื่อได้เข้าไปชมภาพยนตร์แล้วกลับพบว่า มันไม่ได้สนุกมากอย่างที่คิด อาจเป็นเพราะช่วงหลังๆ มานี้ได้ชมภาพยนตร์แนวนี้มาค่อนข้างบ่อย จึงอยากเห็นความแตกต่างไปจากเรื่องอื่นบ้าง ซึ่งก็ไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร

แต่ด้วยการออกแบบดีไซน์ฉากแอคชั่นและลีลาบู๊ที่ค่อนข้างดี ก็ถือว่าพอจะลดความน่าเบื่อลงไปบ้าง ประกอบกับการสร้างเรื่องราวที่ใช้เทคโนโลยีที่เวอร์วังอลังการ ถึงขนาดแฮ็กข้อมูลลับกันแบบง่ายๆ ระเบิดภูเขาเผากระท่อมกันด้วยปลายนิ้ว ลิปติกที่ทาแล้วดักฟังได้ (?) และไม่นับความไฮเทคอีกหลายต่อหลายอย่าง แถมยังมีการหักมุมปิดท้ายได้แบบสวยๆ ไปอีกซึ่งมันสามารถทำให้เราสนุกไปกับความเกินจริงเหล่านี้ได้ดีมากๆ

แถมงานนี้เรายังได้เห็นฝีไม้ลายมือของดาวบู๊สาวไทย จีจ้า ญานิน มาร่วมออกลีลาแอคชั่นด้วย หากมองในภาพรวมของภาพยนตร์ก็ถือว่าสร้างความบันเทิงได้เป็นอย่างดี เชื่อว่าแฟนๆ น่าจะสนุกไปกับการปฏิบัติภารกิจของตัวละครทั้งหลายได้ จะว่าไปก็สามารถเทียบชั้นกับ พยัคฆ์ร้าย 007 หรือ Mission Impossible ได้เลย (อย่าบอกเชียวว่าทั้งสองเรื่องนั้นสมเหตุสมผลไปเสียทุกอย่าง) หากจะเรียกว่าเป็นแนวสายลับฉบับเอเชียก็คงไม่ผิดนัก จะเชื่อหรือไม่ต้องไปพิสูจน์ด้วยตาด้วยเอง

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com

รีวิวหนัง A Star Is Born

เรียกได้ว่าก่อน A Star is Born ของซุปตาร์มากความสามารถ แบรดลีย์ คูเปอร์ (Bradley Cooper) ที่ผันตัวมากำกับหนังครั้งแรกพร้อมพ่วงตำแหน่งนักแสดงนำที่เข้าโรงฉายในบ้านเรานั้นก็มีกระแสจากเมืองนอกที่ได้ชมก่อนมาแบบแทบไม่เว้นแต่ละวันเลยทีเดียว ทั้งเสียงวิจารณ์ที่ออกมาดีมาก

A Star is Born

รวมไปถึงเรื่องแฟนคลับของซูเปอร์สตาร์สาว เลดี้ กาก้า (Lady Gaga) ที่บ้างก็ว่าไปป่วนทำคะแนนวิจารณ์ของ Venom ที่เข้าฉายในสัปดาห์เดียวกัน แบบที่คะแนนของอีกฝ่ายออกมาแย่สุดๆ แต่เมื่อได้มาดูเรื่องราวการกำเนิดดวงดาวแล้ว ทำให้รู้เลยว่าคนละชั้นมันเป็นยังไง

A Star is Born ว่าด้วยเรื่องราวของแจ็กสัน เมน ศิลปินคันทรีหนุ่มที่ใกล้จะตกกระป๋องเมื่อเขาได้พบกับสาวมากความสามารถที่มีชื่อว่า แอลลี หรือชื่อเต็มๆ ว่าสเตฟานี เจอร์มาน็อตตา ทั้งสองคนได้มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกันอย่างลึกซึ้ง แจ็กผลักดันให้อัลลีเป็นที่รู้จักและเข้าสู่วงการมายา ทว่างานของอัลลีได้ทำให้แจ็กสันฉายแสงได้น้อยลง และแจ็กสันพบว่ามันยากทีเดียวที่ต้องรับมือกับชื่อเสียงและความสำเร็จที่ค่อย ๆ จางหายไป

แม้ว่าคำวิจารณ์จากเมืองนอกจะการันตีคุณภาพของ A Star is Born ได้ดีระดับหนึ่ง แต่ส่วนตัวก็ไม่ได้คิดว่าหนังจะทำออกมาได้น่าประทับใจมากขนาดนี้ แน่นอนว่าในเรื่องของเพลงอันเป็นส่วนหนึ่งของหนังนั้นได้เติมเต็มให้หนังสมบูรณ์แบบจริงๆ มากไปกว่านั้นก็คือการแสดงของคู่พระ-นาง แบรดลีย์ คูเปอร์ (Bradley Cooper) และ เลดี้ กาก้า (Lady Gaga) ที่ถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครออกมาได้อย่างลึกซึ้งและกินใจ โดยเฉพาะฉากที่ทั้งคู่ได้ร้องเพลงร่วมกันนั้นทำให้เรารับรู้ได้ถึงพลังความรักและความมหัศจรรย์ได้อย่างเหลือเชื่อ

และที่สร้างความเซอร์ไพรส์สุดๆ เห็นจะเป็นเสียงร้องของ แบรดลีย์ คูเปอร์ (Bradley Cooper) โดยส่วนตัวไม่คิดว่าเขาจะร้องเพลงออกมาได้เพราะขนาดนี้ เพราะชนิดที่ว่าถ้าออกซิงเกิลหรืออัลบั้ม จะไม่พลาดต้องซื้อมาเก็บไว้ฟังแน่นอน เช่นเดียวกับการแสดงของ เลดี้ กาก้า (Lady Gaga) ที่ไม่ได้มีดีแค่เรื่องร้องเพลง เรียกได้ว่าหากเธอมาเอาดีด้านแสดงน่าจะรุ่งไม่แพ้กัน ด้วยเสน่ห์ทางการแสดงทำให้ผู้ชมสัมผัสฝีมือที่ไม่ธรรมดา หากแต่เดิมที่รักเธออยู่แล้ว เชื่อว่าใครที่ได้ดูผลงานเรื่องนี้จะยิ่งรักเธอมากขึ้นไปอีก

อีกส่วนหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือโปรดักชั่นงานสร้างที่ยิ่ิงใหญ่อลังการ โดยเฉพาะฉากการทัวร์คอนเสิร์ตร้องเพลงที่ทำออกมาได้กระหึ่ม เสมือนเราได้ไปยืนเสพบรรยากาศแสงสีเสียงท่ามกลางผู้คนนับพันนับหมื่นเลยทีเดียว หากเป็นการใช้ซีจีจริงๆ ก็ถือว่าทำออกมาได้เนียนมาก และที่สำคัญไม่แพ้ส่วนอื่นของหนังก็คือนักแสดงสมทบ ซึ่งแต่ละคนล้วนถ่ายทอดบทบาทตัวละครได้อย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะพี่ชายของพระเอกที่รับบทโดย แซม เอลเลียต (Sam Elliott) จะไม่แปลกใจเลยถ้าเขาได้รางวัลจากการแสดงหนังเรื่องนี้

ไม่ผิดนักหากจะบอกว่า A Star is Born คือหนังที่สมควรได้รางวัลออสการ์จริงๆ นอกจากความมีคุณภาพของนักแสดงแล้ว ด้วยการดำเนินที่ค่อยๆ ทำให้เรามีความรู้สึกต่อตัวละครตีกันไปคนละขั้ว คนหนึ่งกำลังดำดิ่งสู่ความมืดมิด อีกคนกำลังฉายแสงเปล่งประกาย ท้ายที่สุดทั้งสองขั้วมาบรรจบกันจนเกิดเป็นเหตุการณ์ที่ต่างทำให้หัวใจสลาย

บอกเลยว่าไม่ได้ดูหนังที่ร้องไห้หนักแบบนี้มานานมาก เอาจริงๆ คือซับน้ำตาไม่ทันเลย (ทิชชู่เอาไม่อยู่) โดยเฉพาะฉากจบที่ทำออกมาแบบลืมไม่ลงเลยทีเดียว เชื่อว่าไม่ว่าจะกลับมาดูเรื่องนี้อีกกี่ครั้งก็จะยังคงเสียน้ำตาให้เหมือนเดิม และสุดท้ายนี้ขอยกให้ A Star is Born เป็นหนึ่งหนังที่ชอบมากที่สุด ดีที่สุดอีกเรื่องหนึ่งในปีนี้ เชื่อว่าใครที่ไม่ได้ดูก็ถือว่าพลาดมากจริงๆ

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com