รีวิวหนัง Time Freak

ถือเป็นภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่องที่คอหนังรักไม่ควรพลาดเลยทีเดียว สำหรับ Time Freak หนังรักโรแมนติกคอมเมดี้ที่ค่ายหนังคุณภาพ โมโนฟิล์ม ซื้อลิขสิทธิ์นำเข้ามาฉายให้แฟนๆ บ้านเราได้ชมกัน โดยหนังได้ แอนดรูว์ โบว์เลอร์ (Andrew Bowler) มาเขียนบทและกำกับด้วยเอง ซึ่งเรื่องนี้เคยถูกสร้างมาแล้วในเวอร์ชั่นภาพยนตร์สั้นความยาว 10 นาที เมื่อปี 2011 งานนี้เจ้าตัวเลยนำโปรเจกต์ดังกล่าวมาต่อยอดกลายเป็นภาพยนตร์เข้าฉายในโรงใหญ่

Time Freak

โดยเรื่องนี้ได้นักแสดงหนุ่มขวัญใจสาวๆ เอซา บัตเตอร์ฟิลด์ (Asa Butterfield) ผู้โด่งดังและมีผลงานภาพยนตร์หลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็น Hugo (2011), Ender’s Game (2013), X+Y (2014), Miss Peregrine’s Home for Peculiar Children (2016) และ The Space Between Us (2017) แถมงานนี้ยังสาวฮอต โซฟี เทอร์เนอร์ ( Sophie Turner) นักแสดงสาวจาก Game of Thrones และหนังซูเปอร์ฮีโร่อย่าง X-Men: Apocalypse (2016) มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความรักสุดแฟนตาซีใน Time Freak อีกด้วย

Time Freak ว่าด้วยเรื่องราวของหนุ่มสายฟิสิกส์สุดปราดเปรื่อง ต้องช้ำรักเมื่อแฟนสาวของเขา ขอเลิกด้วยเหตุผลว่าพฤติกรรมของเขาห่วยแตกเกินไป เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากสร้างเครื่องไทม์แมชชีนขึ้นมาเพื่อกลับไปแก้ไขทุกสิ่งที่ตัวเองทำผิดพลาดในอดีต เพื่อพิชิตใจเธออีกครั้ง

ต้องยอมรับว่าตั้งแต่เห็นหน้าหนังรวมไปถึงนักแสดงในเรื่องที่นำโดย เอซา บัตเตอร์ฟิลด์ (Asa Butterfield) และ โซฟี เทอร์เนอร์ ( Sophie Turner) ก็สร้างความอยากดูได้ดีสุดๆ และเมื่อได้ทราบพล็อตคร่าวๆ ที่มีความแฟนตาซีย้อนเวลาก็ทำให้อยากรู้ไปว่ามันจะมีความซ้ำเหมือนหนังย้อนเวลาเรื่องอื่นๆ หรือไม่ เมื่อได้เข้าไปดูหนังจนจบแล้วจึงพบว่าแม้พล็อตออกจะมีความซ้ำซากไปบ้าง แต่โดยภาพรวมกลับทำออกมาได้สนุกอย่างไม่น่าเชื่อ

ด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นตัวนักแสดงเอง อย่างหนุ่มเอซาที่แน่นอนว่าถ่ายทอดบทบาทออกมาได้เข้าถึงอารมณ์ ดูแล้วทำให้นึกถึงหนังที่เจ้าตัวรับบทออกแนวเนิร์ดๆ เหมือน X+Y (2014) ได้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าในเรื่องนี้มีความสมจริงและดูเข้าถึงได้ง่ายกว่า ฝ่ายนางเอกอย่าง โซฟี เทอร์เนอร์ ( Sophie Turner) ก็มีเสน่ห์แทบไม่เหลือภาพของแม่นางซานซาเลย เรียกได้ว่าในเรื่องนี้เราจะเห็นมุมบ๊องๆ จากเจ้าตัวเยอะทีเดียว และตัวละครที่ดูเหมือนจะสร้างสีสันให้หนังได้เป็นอย่างดีนั่นก็คือ เพื่อนพระเอก ซึ่งรับบทโดย สกายเลอร์ กีซอนโด (Skyler Gisondo) ม้ามืดผู้มาสร้างความบันเทิงและเสียงหัวเราะได้พีคสุดๆ โดยเฉพาะฉากในลิฟท์ที่ทำเอาหยุดขำไม่ได้เลย

หากเรามองข้ามเรื่องพล็อตที่ค่อนข้างจะซ้ำไปบ้าง แล้วมาโฟกัสสิ่งที่หนังต้องการสื่อก็จะพบวาเป็นหนังรอมคอมน้ำดีอีกเรื่องหนึ่ง อย่างเช่น ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนที่เป็นแฟนกัน ด้วยความต่างหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องนิสัยใจคอ การใช้ชีวิตก็ล้วนแล้วแต่จะต้องอาศัยเวลาเพื่อปรับตัวเข้าหากัน ซึ่งก็ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องราวดีๆ บางช่วงชีวิตบางเรื่องราวอาจจะมีปัญหาทำให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจกันบ้าง แต่หากเอาใจเขามาใส่ใจเราพยายามเข้าใจกัน ท้ายที่สุดแล้วก็จะพบจุดกึ่งกลางที่จะทำให้ความสัมพันธ์นั้นไปตลอดรอดฝั่ง

เช่นเดียวกันกับเรื่องราวของหนุ่มเนิร์ดกับสาวสวยในเรื่องที่แม้ว่าจะมีฝ่ายหนึ่งหลงทาง พยายามกลับไปแก้ไขหลายๆ อย่างเพื่อให้ความสัมพันธ์นั้นออกมาให้สมบูรณ์แบบ แต่กลับลืมคิดไปว่าธรรมชาติของทุกสรรพสิ่งนั้นไม่มีอะไรเพอร์เฟกต์ไปเสียทุกอย่าง บางครั้งการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอาจจะสะดุดหกล้ม มีบาดแผลบ้าง ก็ถือเป็นบทเรียนและสีสันของชีวิตที่จะทำให้ได้เรียนรู้เพื่อจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เชื่อว่าคอหนังรอมคอมจะต้องเพิ่ม Time Freak เป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องกลับมาดูซ้ำแน่นอน

Time Freak เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com

รีวิวหนัง Red Sparrow หญิงร้อนพิฆาต

เข้าฉายกันไปแล้วเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา ภาพยนตร์ Red Sparrow หญิงร้อนพิฆาต ที่ได้นักแสดงสาวขวัญใจมหาชน เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ (Jennifer Lawrence) มารับบทนำเป็นสายลับ “สแปร์โรว์” นามว่า โดมินิกา เอโกโรวา

Red Sparrow

เธอจะมาปฏิบัติการ ลวง หลอก ลอบฆ่า อีกหนึ่งเรื่องกับหญิงแกร่ง (อีกแล้ว) ที่เข้าฉายกันไม่หยุดหย่อนในช่วงที่ผ่านมา ต่อจาก Lady Bird, I, Tonya, และ Molly’s Game ที่เข้าฉายไปเมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา (ล่าสุดก็มีอีกหนึ่งแกร่งใน Three Billboards Outside Ebbing, Missouri อีกนะ)

Red Sparrow หญิงร้อนพิฆาต ว่าด้วยเรื่องของ โดมินิกา อีโกโรวา นักบัลเลต์สาวที่ได้ถูกเลือกให้เข้าไปในโรงเรียนสแปร์โรว์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผลิตสายลับให้กับรัสเซีย และเธอได้ฝึกฝนให้ใช้ร่างกายของตัวเองเป็นอาวุธ หรือใช้เซ็กส์เป็นอาวุธนั่นเอง

แต่ภารกิจแรกที่เธอได้รับนั้นคือการเค้นความลับจาก นาธาเนล แนช เจ้าหน้าที่หนุ่มซีไอเอ ทว่าทั้งคู่กับหลงใหลในกันและกัน กระทั่งเธอตัดสินใจช่วยหนุ่มซีไอเอคนนี้แก้แค้นหัวหน้าของเธอ ด้วยการหาตัวหนอนบ่อนไส้ในรัฐบาลสหรัฐฯ

จากหน้าหนังที่เป็นหนังสายลับทำให้คาดหวังว่าจะต้องมีฉากบู๊แอคชันที่ดุเดือดมาก ๆ แน่นอน แต่เปล่าเลย ตัวหนังเลือกที่จะเล่นกับจิตวิทยาใช้กลวิธีหลอกล่อพลิกไปพลิกมา ซ้อนแผนแล้วซ้อนแผนอีก ทำให้คนดูขบคิดว่าตกลงแล้วโดมินิกาจะเลือกอยู่ฝั่งไหนกันแน่ มากกว่าที่จะมาจับปืนยิงใส่กัน แถมยังใช้ตัวละครเยอะมาก ๆ อีกด้วย

อย่างที่บอกว่าหนังเลือกที่จะเล่นกับจิตวิทยาไม่ได้ชูเรื่องแอคชั่น หนังจึงมักจะใช้ฉากการทรมานที่ค่อนข้างซาดิสม์ และกดดันมาก ๆ (ถึงขนาดที่ว่าต้องนั่งซี๊ดปากกันเลยทีเดียว) อีกสิ่งหนึ่งที่หนังสื่อออกมาคือเรื่อง “เซ็กส์” ที่ไม่ใช่เรื่องของกามารมณ์เลย แต่เป็นการสื่อถึง “อำนาจ”

เห็นได้จากฉากในโรงเรียนฝึกโสเภณีที่นักเรียนสายลับชายคนหนึ่งที่พยายามจะข่มขืนนางเอกแต่ไม่สำเร็จ แต่เมื่อเขามีโอกาสได้ทำมันอีกครั้งหน้าห้องเรียน ครูฝึกบังคับให้ตัวนางเอกมอบสิ่งที่เขาต้องการจะได้ โดยยอมเปลื้องผ้าต่อหน้าเขา แต่เขากลับไม่ทำมัน นั่นเพราะการที่เขาจะทำมันในครั้งนี้ที่หน้าห้องเรียนมันไม่ได้นำพาซึ่งอำนาจ ความเหนือกว่า หรือเป็นผู้คุมเกมมาสู่ตัวเขาเองเลย

เมื่อหนังเลือกเส้นทางที่จะเล่นจิตวิทยากับคนดู แต่กลับทำบทออกมาได้ไม่แข็งแรงเท่าที่ควร ทำให้บทพูดหรือฉากบางตอนชวนให้ง่วงเหงาหาวนอนอยู่มาก และการดำเนินเรื่องไปสู่ตอนจบที่ดูพยายามจะซ้อนแผนมากเกินไปซ้อนแล้วซ้อนอีก ซ้อนไปซ้อนมา ซ้อนจนไม่รู้จะซ้อนอย่างไรแล้ว

ตัวหนังดูยืดยาวมากเกินไป ให้ความรู้สึกว่า 2 ชั่วโมงที่นั่งดูรู้สึกว่ายาวนาน ยังดีที่มีซาวนด์ดนตรีระดับเทพที่คอยพยุงไม่ให้ชวนหลับจนเกินไป (ส่วนตัวคิดว่าดรามาเรื่องแม่ดูไม่ค่อยจำเป็นเท่าไร)

โดยรวมตัวหนังก็ไม่ได้แย่อะไร สิ่งที่ดีงามที่สุดในหนังก็ยังคงเป็น เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ อยู่ดี ที่ได้โชว์ทั้งฝีมือการแสดง เป็นเดอะแบกของเรื่องเลยก็ว่าได้ และเรื่องนี้ก็โชว์เนื้อหนังมังสามาเซอร์วิสแฟนคลับนักแสดงสาวเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ กันแบบเต็ม ๆ บอกเลยว่าไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

ถ้าใครชอบหนังสายลับที่กดดัน หักเหลี่ยม ซ้อนแผน ซาดิสม์นิด ๆ (มั้งนะ) เรื่องนี้มีให้อย่างจัดเต็ม แต่ถ้าอยากดูการระเบิดภูเขาเผากระท่อมแนะนำเรื่องอื่นน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

Red Sparrow หญิงร้อนพิฆาต 8/10 คะแนน เข้าฉายในไทยแล้ววันนี้

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com

รีวิวหนัง ๙ ศาสตรา

นับเป็นเวลาหลายปีแล้วที่วงการภาพยนตร์แอนิเมชั่นไทยไม่ค่อยมีผลงานออกมาให้แฟนหนังได้ชมเท่าที่ควร จนไม่กี่ปีมานี้ค่ายหนังน้องใหม่อย่าง เอ็กซ์ฟอร์แมท ฟิล์มส์ ได้สร้างโปรเจกต์ยักษ์ที่ใช้เวลานานกว่า 4 ปี กับทุนสร้างกว่า 200 ล้านบาท เพื่อให้กำเนิดแอนิเมชั่น ๙ ศาสตรา ฝีมือผู้กำกับรุ่นใหม่ไฟแรง กันย์ พันธ์สุวรรณ และ ณัฐ ยศวัฒนานนท์ แน่นอนว่าตอนนี้ก็เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ไปเมื่อไม่กี่วันมานี่เอง

๙ ศาสตรา

๙ ศาสตรา ว่าด้วยเรื่องราวการผจญภัยของ อ๊อด เด็กหนุ่มที่ชะตาลิขิตให้เป็นส่วนหนึ่งในการกอบกู้อาณาจักร รามเทพนคร แผ่นดินเกิดของเขาให้รอดพ้นอำนาจของ เทหะยักษา เจ้าแห่งยักษ์ผู้เข้ามายึดครองอาณาจักร และก่อความทุกข์เข็ญให้กับเหล่าประชาชน ซึ่ง อ๊อด ได้ฝึกฝนเคี่ยวกรำร่ำเรียนศิลปะการต่อสู้มวยไทยที่เคยหายสาบสูญไปจากครูมวยอันดับหนึ่งของแผ่นดิน

อ๊อด มีภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการนำสุดยอดศาสตราวุธ ๙ ศาสตรา ไปมอบให้องค์ชายรัชทายาทแห่ง รามเทพนคร เพื่อใช้ในการกอบกู้อาณาจักร พร้อมกับพลพรรคเพื่อนพ้อง ไม่ว่าจะเป็น เสี่ยวหลาน โจรสลัดอากาศสาวงามชาวจีน พร้อมด้วยลิงทะโมน วาตะ เจ้าชายแห่งอาณาจักรลิง รวมถึง อสูรสีชาด ยักษ์สีแดงร่างใหญ่ใจดี

อ๊อดและพรรคพวกจะสามารถทำภารกิจนี้ให้สำเร็จได้อย่างไร เขาจะคว้าชัยชนะในศึกครั้งใหญ่กับกองทัพโหดทมิฬมหึมาของเหล่ายักษาได้หรือไม่ ใครคือวีรบุรุษที่จะมาช่วยปลดปล่อยประชาชนที่ตกเป็นทาสจากอำนาจมืดนี้

ต้องยอมรับว่าการสร้างภาพยนตร์แอนิเมชั่นในบ้านเรานั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเสี่ยงพอสมควร ที่สำคัญที่สุดคือรายได้ของหนังที่ส่วนมากนอกจากจะไม่ได้กำไรแล้ว ซ้ำมีน้อยเรื่องนักที่จะได้ทุนคือ อีกทั้งเรื่องราวของหนังยังเป็นส่วนสำคัญที่ดึงดูดใจให้ผู้ชมอยากดู และ ๙ ศาสตราก็ถือว่ามาได้จังหวะพอดิบพอดี ทั้งกำหนดการเข้าฉายตอนรับวันเด็กแห่งชาติ แน่นอนว่าน่าจะมีผู้ปกครองไม่น้อยต้องพาลูกหลานไปดูหนังฉลองวันเด็ก

จากตัวอย่างหนังก็พอจะทราบกันดีว่าพล็อตเรื่องไม่ได้มีความซับซ้อนอะไร ออกจะเชยไปนิดนึง เพราะด้วยการเลือกใช้ตัวละคย้อนยุค วิธีการพูดของตัวละคร แต่ไม่ได้หมายความว่ามันไม่ดี ด้วยการดีไซน์ตัวละครนั้นทำออกมาได้ดีมาก ค่อนข้างละเอียด ดูแล้วไม่ลอย สัดส่วนดูเป็นธรรมชาติ ในเรื่องของการฉากแอ็คชั่นก็มีความสนุกและทันสมัยคล้ายกับเกมที่เล่นกัน อาวุธที่สำคัญในเรื่องอย่าง ๙ ศาสตรา ก็ดูน่าสนใจมีที่มาที่ไป

สิ่งที่ไม่ค่อยคาดหวังมากนักก็คือเรื่องการพากย์เสียง ซึ่งในเรื่องได้ ไต้ฝุ่น เคพีเอ็น, โบว์ สาวิตรี, มิวสิค เอเอฟ และ น็อต วรฤทธิ์ มาให้เสียงตัวละครหลักนับว่าเป็นเรื่องค่อนข้างเกินความคาดหมาย ทุกคนทำออกมาได้ดี เนียนไปกับตัวละครนั้นๆ ส่วนเรื่องของเพลงประกอบภาพยนตร์ก็เข้ากับหนัง แต่อาจจะมีบางฉากที่ใส่เพลงประกอบเข้าไปแล้วทำให้ไม่เข้ากันอย่างมาก แต่โดยรวมก็ถือว่าดี

แน่นอนว่าสิ่งที่ดีที่สุดในภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องนี้ก็คืองานภาพที่มีความละเอียด คาแร็คเตอร์ตัวละครชัดเจน ทั้งยังใส่สถานที่ท่องเที่ยวอันเป็นแลนด์มาร์กสำคัญเอาไว้ด้วย เชื่อว่าใครที่ได้ชมน่าจะอยากไปสถานที่จริงกันบ้าง

และแม้ว่าหนังจะใช้ข้อคิดและคำสอนบางอย่างที่ออกจะเป็นการยัดเยียดให้คนดูพอสมควร จึงทำให้รู้สึกแปลกๆ เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ๙ ศาสตรา ก็ถือเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นเปี่ยมไปด้วยคุณภาพอีกเรื่องหนึ่ง อาจจะมีบางจุดที่ไม่ได้ดี 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เชื่อว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและผู้ชมน่าจะได้อะไรหลายๆ มากกว่าที่คิดแน่นอน

๙ ศาสตรา 8/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

ขอบคุณข้อมูลจาก mthai.com