รีวิว หนัง Black Christmas – คริสต์มาสเชือดสยอง

หนัง Black Christmas 19 หรือชื่อไทยว่า คริสต์มาสเชือดสยอง พบกับเรื่องสยองขวัญสุดคลาสสิคที่เกิดขึ้นในช่วงวันหยุดคริสต์มาส เมื่อมีนักฆ่าปรากฏตัวขึ้นในมหาวิทยาลัย แม้ว่าช่วงวันหยุด มหาวิทยาลัยฮอว์ธอร์นจะมีความเงียบสงบ แต่กลุ่มเพื่อนสาวชาวหอมูคัปป้าเอปซิลอนซึ่งประกอบด้วย ไรลีย์ สโตน (อิโมเจน พุทส์ จาก Green Room) มาร์ตี้ สาวนักกีฬา (ลิลี่ โดโนฮิว จาก Jane the Virgin) คริส สาวหัวรั้น (อเลส แซนนอน จาก Charmed) เจสซี่ สาวนักกิน (บริททานีย์ โอเกรดี้ จาก Star) ก็ยังคงอยู่ตกแต่งหอพักเตรียมรับปาร์ตี้ในช่วงคริสต์มาส ในช่วงเวลานั้น ก็มีคนโรคจิตที่ชอบแอบสะกดรอยตามเริ่มไล่ฆ่านักศึกษาสาวในสโมสรนักศึกษาทีละคน เมื่อเริ่มมีคนเสียชีวิตมากขึ้น ไรลีย์และเพื่อน ๆ เริ่มสงสัยผู้ชายใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็น เนท แฟนหนุ่มของมาร์ตี้ (ไซม่อน มีด จาก Same But Different: A True New Zealand Love Story) แลนดอน หนุ่มที่มาชอบไรลีย์ (คาเล็บ อีเบอร์ฮาร์ดส์ จาก Mozart in the Jungle) หรือ ศาสตราจารย์ เกลสัน (แครี เอลเวส) ไม่ว่าใครจะเป็นคนฆ่า เขาควรจะรู้ว่าสาว ๆ กลุ่มนี้จะไม่ตกเป็นเหยื่อของเขาอย่างแน่นอน

Black Christmas 19

เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ผมตั้งตารอ หลังจากที่ได้ดูตัวอย่างหนัง เป็นการหยิบเอาหนังไล่เชือดมาผสมไว้ในเทศกาลคริสต์มาส เอาใจเพื่อนหญิงพลังหญิงมาก ที่ตัวอย่างแจ้งไว้ชัดเจนว่าพวกเธอหลังจากที่ถูกตามฆ่า เธอจะกลับมาเป็นฝ่ายล่าและล้างแค้นเอง

หลังจากได้ดูจบต้องบอกเลยว่า เป็นอะไรที่น่าผิดหวังเป็นอย่างมาก ตัวหนังนั้นมี Concept ที่ดูดีน่าสนใจ โทนหนังในตัวอย่างก็น่าติดตาม กลับกลายเป็นว่า 80% ของหนังถูกยัดลงในตัวอย่างหมดแล้ว และอีก 20% ที่เหลือของเรื่องก็แทบจะไม่ได้ช่วยให้หนังดูดีและน่าสนใจใดๆ เลย

เป็นหนังไล่เชือดที่แทบจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากฉากหวาดเสียวเลยดูแล้วชินชาและเฉยชาจนผิดคาดไปอย่างมาก จนผมเองถึงกับต้องไปหาอ่านข่าวว่าเรื่องนี้มันมีปัญหาอะไรหรือเปล่า จนได้ไปสะดุดอยู่กับข่าวนึงที่แหล่งปล่อยออกมาซักพักแล้ว ข่าวนั้นว่าด้วยโปรเจค Black Christmas เดิมทีจะถูกสร้างให้เป็นหนังเรท R จนแล้วจนรอดไม่รู้อะไรดลใจให้ถูกปรับลดเรทความรุนแรงลง เหลือแค่ PG-13 (เด็กดูได้แต่ต้องมีผู้ใหญ่ให้คำแนะนำ) มิน่าถึงได้จืดชืดแบบนี้

ตอนนี้ผมก็ได้แต่หวังว่าตอนลงแผ่น คงจะมีเวอร์ชั่นเต็ม หรือเวอร์ชั่น Un-Rated เพิ่มฉากหวาดเสียวๆเข้ามาเยอะๆ กว่าที่มีอยู่หน่อย หนังน่าจะดูดีกว่านี้ 6/10 ไม่แปลกใจที่เรื่องนี้หาดูยากมาก ฉายจำกัดโรงแบบโคตรๆ เพราะสุ่มเสี่ยงที่จะไม่มีคนดูนั่นเอง

Cr.movie.thaiware.com

รีวิวหนัง Spies in Disguise – ยอดสปายสายพราง

หนัง Spies in Disguise หรือชื่อไทยว่า ยอดสปายสายพราง เรื่องราวของคู่หูคู่ฮาและการออกจารกรรมข้ามชาติ แลนซ์ สเตอร์ริ่ง (วิล สมิธ) สายลับที่เจ๋งที่สุดในโลก เขาเท่ มีเสน่ห์ มีฝีมือร้ายกาจ การช่วยโลกคืออาชีพของเขา ไม่มีใครจะทำได้ดีไปกว่าเขาอีกแล้ว และ วอลเทอร์ (ทอม ฮอลแลนด์) คนที่มีจิตใจดีและแทบจะตรงข้ามกับแลนซ์โดยสิ้นเชิง

Spies in Disguise

ซึ่งเขาอาจไม่ใช่คนที่พูดคุยได้เก่งนัก ถึงแม้ว่าเขาจะขาดความสามารถในการเข้าสังคม แต่ความสามารถเหล่านั้นก็ถูกทดแทนด้วยความฉลาดและช่างประดิษฐ์ วอลเทอร์เป็นนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะผู้ประดิษฐ์อุปกรณ์ที่ใช้ในภารกิจต่าง ๆ ของเขานั่นเอง แต่เมื่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่อทั้งสองต้องหันมาเชื่อมั่นในตัวกันและกันในแง่มุมใหม่ ๆ และนี่เองที่หากพวกเขาไม่เรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกันเป็นทีม โลกทั้งใบอาจตกอยู่ในอันตรายใหญ่หลวง

ข้อดี

1.ภาพสวยงามมากครับ เก็บรายระเอียดดีมาก

2.มุกตลกทำได้ดีครับ โดยเฉพาะฉากไล่ล่าที่ถนน

3. เสียง พากย์ไทย ไทยทำออกมาได้ดี โดยเฉพาะ วอลเทอร์ ตัวละครที่ออกเเบบมาจาก ทอม ฮอลแลนด์ เสียงพากย์ คือ ทอม ฮอลแลนด์ จากสไปเดอร์เเมนจริงๆ ใครที่ชอบเสียงพากย์จากสไปเดอร์เเมน คงฟินมาก

4. เพลงเพราะมากครับเข้ากับทุกฉาก

5. เนื้อเรื่องง่ายๆ ดูสนุกเบาสมอง เหมาะสำหรับทั้งเด็ก เเละผู้ใหญ่

6. หนังเต็มไปด้วยฉาก แอคชั่น ทั้งมัน ทั้งสนุก ยังกับหนัง ฟอร์มยักษ์

ข้อเสีย

1. บางมุกในเรื่อง 18+ ไม่เหมาะสำหรับเด็กเท่าไหร่ๆ เเต่มีน้อยครับไม่ต้องกังวล

2. เนื้อเรื่องเดาง่ายๆ บางฉากไม่สมเหตุสมผลบ้าง

มีฉาก end credit ครับไม่สำคัญมาก พลาดก็ไม่เป็นไร เเค่เป็นมุกทีมงานเฉยๆ

Cr.movie.thaiware.com

รีวิวหนัง Time Freak หนังรักโรแมนติกคอมเมดี้

ถือเป็นภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่องที่คอหนังรักไม่ควรพลาดเลยทีเดียว สำหรับ Time Freak หนังรักโรแมนติกคอมเมดี้ที่ค่ายหนังคุณภาพ โมโนฟิล์ม ซื้อลิขสิทธิ์นำเข้ามาฉายให้แฟนๆ บ้านเราได้ชมกัน โดยหนังได้ แอนดรูว์ โบว์เลอร์ (Andrew Bowler) มาเขียนบทและกำกับด้วยเอง ซึ่งเรื่องนี้เคยถูกสร้างมาแล้วในเวอร์ชั่นภาพยนตร์สั้นความยาว 10 นาที เมื่อปี 2011 งานนี้เจ้าตัวเลยนำโปรเจกต์ดังกล่าวมาต่อยอดกลายเป็นภาพยนตร์เข้าฉายในโรงใหญ่

Time Freak

โดยเรื่องนี้ได้นักแสดงหนุ่มขวัญใจสาวๆ เอซา บัตเตอร์ฟิลด์ (Asa Butterfield) ผู้โด่งดังและมีผลงานภาพยนตร์หลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็น Hugo (2011), Ender’s Game (2013), X+Y (2014), Miss Peregrine’s Home for Peculiar Children (2016) และ The Space Between Us (2017) แถมงานนี้ยังสาวฮอต โซฟี เทอร์เนอร์ ( Sophie Turner) นักแสดงสาวจาก Game of Thrones และหนังซูเปอร์ฮีโร่อย่าง X-Men: Apocalypse (2016) มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความรักสุดแฟนตาซีใน Time Freak อีกด้วย

Time Freak ว่าด้วยเรื่องราวของหนุ่มสายฟิสิกส์สุดปราดเปรื่อง ต้องช้ำรักเมื่อแฟนสาวของเขา ขอเลิกด้วยเหตุผลว่าพฤติกรรมของเขาห่วยแตกเกินไป เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากสร้างเครื่องไทม์แมชชีนขึ้นมาเพื่อกลับไปแก้ไขทุกสิ่งที่ตัวเองทำผิดพลาดในอดีต เพื่อพิชิตใจเธออีกครั้ง

ต้องยอมรับว่าตั้งแต่เห็นหน้าหนังรวมไปถึงนักแสดงในเรื่องที่นำโดย เอซา บัตเตอร์ฟิลด์ (Asa Butterfield) และ โซฟี เทอร์เนอร์ ( Sophie Turner) ก็สร้างความอยากดูได้ดีสุดๆ และเมื่อได้ทราบพล็อตคร่าวๆ ที่มีความแฟนตาซีย้อนเวลาก็ทำให้อยากรู้ไปว่ามันจะมีความซ้ำเหมือนหนังย้อนเวลาเรื่องอื่นๆ หรือไม่ เมื่อได้เข้าไปดูหนังจนจบแล้วจึงพบว่าแม้พล็อตออกจะมีความซ้ำซากไปบ้าง แต่โดยภาพรวมกลับทำออกมาได้สนุกอย่างไม่น่าเชื่อ

ด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นตัวนักแสดงเอง อย่างหนุ่มเอซาที่แน่นอนว่าถ่ายทอดบทบาทออกมาได้เข้าถึงอารมณ์ ดูแล้วทำให้นึกถึงหนังที่เจ้าตัวรับบทออกแนวเนิร์ดๆ เหมือน X+Y (2014) ได้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าในเรื่องนี้มีความสมจริงและดูเข้าถึงได้ง่ายกว่า ฝ่ายนางเอกอย่าง โซฟี เทอร์เนอร์ ( Sophie Turner) ก็มีเสน่ห์แทบไม่เหลือภาพของแม่นางซานซาเลย เรียกได้ว่าในเรื่องนี้เราจะเห็นมุมบ๊องๆ จากเจ้าตัวเยอะทีเดียว และตัวละครที่ดูเหมือนจะสร้างสีสันให้หนังได้เป็นอย่างดีนั่นก็คือ เพื่อนพระเอก ซึ่งรับบทโดย สกายเลอร์ กีซอนโด (Skyler Gisondo) ม้ามืดผู้มาสร้างความบันเทิงและเสียงหัวเราะได้พีคสุดๆ โดยเฉพาะฉากในลิฟท์ที่ทำเอาหยุดขำไม่ได้เลย

หากเรามองข้ามเรื่องพล็อตที่ค่อนข้างจะซ้ำไปบ้าง แล้วมาโฟกัสสิ่งที่หนังต้องการสื่อก็จะพบวาเป็นหนังรอมคอมน้ำดีอีกเรื่องหนึ่ง อย่างเช่น ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนที่เป็นแฟนกัน ด้วยความต่างหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องนิสัยใจคอ การใช้ชีวิตก็ล้วนแล้วแต่จะต้องอาศัยเวลาเพื่อปรับตัวเข้าหากัน ซึ่งก็ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องราวดีๆ บางช่วงชีวิตบางเรื่องราวอาจจะมีปัญหาทำให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจกันบ้าง แต่หากเอาใจเขามาใส่ใจเราพยายามเข้าใจกัน ท้ายที่สุดแล้วก็จะพบจุดกึ่งกลางที่จะทำให้ความสัมพันธ์นั้นไปตลอดรอดฝั่ง

เช่นเดียวกันกับเรื่องราวของหนุ่มเนิร์ดกับสาวสวยในเรื่องที่แม้ว่าจะมีฝ่ายหนึ่งหลงทาง พยายามกลับไปแก้ไขหลายๆ อย่างเพื่อให้ความสัมพันธ์นั้นออกมาให้สมบูรณ์แบบ แต่กลับลืมคิดไปว่าธรรมชาติของทุกสรรพสิ่งนั้นไม่มีอะไรเพอร์เฟกต์ไปเสียทุกอย่าง บางครั้งการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอาจจะสะดุดหกล้ม มีบาดแผลบ้าง ก็ถือเป็นบทเรียนและสีสันของชีวิตที่จะทำให้ได้เรียนรู้เพื่อจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เชื่อว่าคอหนังรอมคอมจะต้องเพิ่ม Time Freak เป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องกลับมาดูซ้ำแน่นอน

Time Freak เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com