รีวิวหนัง In the Mood for Love – อิน เดอะ มู้ด ฟอร์ เลิฟ

หนัง In the Mood for Love หรือชื่อไทยว่า อิน เดอะ มู้ด ฟอร์ เลิฟ เพื่อนบ้านสองคนสัมผัสได้ว่าสามีและภรรยาของพวกเขาน่าจะมีความสัมพันธ์ลับๆ ต่อกัน ทั้งคู่จึงปรึกษากันในเรื่องนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามห้ามตัวเองไม่ให้ทำผิดซ้ำจากที่สามีและภรรยาของพวกเขาทำด้วยเช่นกัน In the Mood for Love คือผลงานการกำกับของผู้กำกับชื่อดัง หว่องกาไว ผู้กำกับที่มีลายเซ็นชัดเจน แสงไฟ ควันบุหรี่ แก้วเหล้า และความเหงา เพลงที่บาดจิตใจ การตัดต่ออันงดงาม หรือหลายต่อหลายคนอาจได้ยินผ่านหูกันมาบ้างว่า กระทำการหว่อง มันเป็นเฉกเช่นชะนี้แหละ ทั้งหมดนั้นเราจะได้เห็นมันในเรื่องนี้

In the Mood for Love

นี่คือการนำหนึ่งในผลงานอันยอดเยี่ยมของ หว่องกาไว กลับมาฉายอีกครั้ง เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีของหนังเรื่องนี้ ซึ่งต้องบอกตามตรง เคยได้ยินกิตติศัพท์มาตลอดถึงความยอดเยี่ยม แต่ไม่เคยได้ดูเลยสักครั้ง…จนกระทั่งตอนนี้ และความรู้สึกหลังจากดูเรื่องนี้ มันเป็นความรู้สึกที่พิเศษจริงๆ

In the Mood for Love บอกเล่าเรื่องราวของ ชายและหญิงคนหนึ่ง ได้บังเอิญย้ายมาอาศัยอยู่ห้องข้างกัน ทั้งสองก็ได้แต่งงานและมีคู่ครองแล้ว แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กำลังสั่นคลอน ความรักเริ่มถดถอย คู่ครองเริ่มเหินห่าง ไม่มีเวลาให้ จนเกิดเป็นการตั้งคำถามว่าคู่ครองของตนนอกใจตนหรือเปล่า จนทั้งสองเริ่มพูดคุยกัน ใช้เวลาร่วมกัน จึงเกิดเป็นห้วงอารมณ์บางอย่างที่ยากเกินจะอธิบาย

เอาจริงๆ เรื่องราวมันก็เรียบง่าย ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน ดูง่ายและไม่ได้เข้าใจยากเลยแม้แต่น้อยแต่มันถูกบอกเล่าผ่านเทคนิคการถ่ายทำที่ยอดเยี่ยม ที่เห็นได้ชัดเลยเราทำหน้าที่เหมือนเป็นผู้แอบมองเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนัง หลายๆ ฉากตัวละครมักถูกตีกรอบให้แคบ ด้วยกรอบหน้าต่างเอย ด้วยซี่กรง ด้วยมุมตึก มันคือการแฝงนัยยะพยายามส่งอารมณ์ให้คนดูรู้สึกถึงความอึดอัดของตัวละครที่มีต่อกัน และมันก็ได้ผลจริงๆ เมื่อผสมผสานกับเรื่องราว บทพูด เพลง มันชวนน่าอึดอัดใจชะมัด บางฉากการวางตำแหน่งตัวละคร วางเฟรมโคตรน่าทึ่ง (และหลายๆ ฉากหลายคนอาจจะคุ้นเคยเพราะมันถูกถ่ายทำที่ไทย)

หนังมีการตัดต่อที่ลื่นไหล ไม่สะดุด การเปลี่ยนผ่านช่วงกาลเวลาต่างๆ ภายใน 10 วิ คุณอาจเห็นหนังผ่านมาแล้ว 3-4 ห้วงเวลาเลยทีเดียว มันทำหน้าที่บอกเล่าควบคู่ไปกับความสัมพันธ์ของสองตัวเอก หากสังเกตดีๆ เสื้อผ้าของนักแสดงเปลี่ยนแทบจะทุกฉากเลย ชัดเจนมากโดยเฉพาะนางเอก เพราะเธอช่างงดงาม มีเสน่ห์ น่าหลงไหล จนไม่อาจละสายตาได้จริงๆ

หนังยังฉลาดที่ไม่เปิดเผยหน้าตาคู่ครองของทั้งสองฝ่าย เห็นแค่แผ่นหลังบ้าง เป็นเงาบ้าง ได้ยินแต่เสียงบ้าง เหมือนราวกับว่าสองตัวละครนี้ดูเหินห่าง ไม่สลักสำคัญอะไร และมันยิ่งส่งผลต่อความรู้สึกของคนดูให้เข้าใจสองตัวละครหลักมากขึ้น เมื่อสองตัวละครนั้นหายไป

ในขณะเดียวกัน หนังก็มีโทนที่งดงาม อบอุ่น ชวนน่าหลงไหล อาจสื่อไปได้ถึงห้วงอารมณ์ความรู้สึกร้อนรุ่มของทั้งสองตัวละครก็ไม่ผิดเช่นกัน

เพลงประกอบที่ติดหู บาดห้วงอารมณ์ความรู้สึกในแต่ละสถานการณ์ในหนัง ถูกใส่เข้ามาอย่างถูกจังหวะ ขับอารมณ์ได้เป็นอย่างดี

การแสดงของทั้ง 2 นักแสดงนำไม่มีที่ติจริงๆ สีหน้า แววตา การสื่ออารมณ์ ทั้งคู่สามารถถ่ายทอดมาถึงคนดูได้อย่างยอดเยี่ยม

สรุปแล้ว In the Mood for Love เป็นหนังที่บทธรรมดา แต่มันถูกถ่ายทอดออกมาด้วยเทคนิคต่างๆ ที่ชวนทึ่ง แน่นอนว่ามันไม่ใช่หนังที่ดูสนุก เอาจริงๆ มันเป็นหนังที่ดำเนินเรื่องช้า เนิบๆ ชวนน่าเบื่อ แต่มันน่าติดตาม น่าประทับใจกับงานภาพที่ละสายตาไม่ได้จริงๆ

มันไม่ได้ทำให้คุณรู้สึกเศร้าจนอยากจะร้องไห้ แต่ความรู้สึกที่ได้ดูเรื่องนี้มัน…โหวงๆ น่าอึดอัด กระอักกระอ่วน เหงา มันเป็นห้วงอารมณ์ความรู้สึกที่บอกไม่ถูกจริงๆ หากใครเคยดูแล้วลองกลับไปเสพกันอีกสักรอบ ส่วนใครที่ยังไม่เคยดู อยากให้ไปลองสัมผัสประสบการณ์การความเหงา ที่ต้องเผชิญด้วยตนเองจริงๆ มันเป็นประสบการณ์ดูหนังในโรงที่หาได้ไม่ง่ายเหมือนกัน อาจทำให้เข้าใจความหมายของ “กระทำการหว่อง” ว่าจริงๆ แล้วมันเป็นเช่นไรกันแน่

รีวิวหนัง Jumbo – รักฉันมันจัมโบ้หนังดราม่า

หนัง Jumbo Jeanne หญิงสาวผู้อาศัยอยู่กับแม่ เป็นผู้ดูแลสวนสนุกขี้อายที่ชื่นชอบม้าหมุน และหลงไหลในเครื่องเล่นภายในสวนสนุก จนกระทั่งเธอเริ่มชื่นชอบเครื่องเล่นหนึ่งเป็นพิเศษที่ชื่อว่า Jumbo จนมันก่อตัวเป็นความผูกพัน และเกิดเป็นความรัก ราวกับทั้งคู่เป็นคู่รักกัน

Jumbo

Jumbo – รักฉันมันจัมโบ้ เป็นหนังที่บอกเล่าเรื่องราวของหญิงคนหนึ่งที่อาศัยอยู่กับแม่เพียงลำพัง ได้มาทำงานในสวนสนุก และตกหลุมรักกับเครื่องเล่นชิ้นหนึ่งและตั้งชื่อให้มันว่า Jumbo ที่สำคัญหนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์จริงของคนที่ตกหลุมรักกับเครื่องเล่นในสวนสนุกจริงๆ (ชายผู้ตกหลุมรัก Rollercoaster, หญิงสาวกับเครื่องเล่นในสวนสนุก หรือหญิงผู้แต่งงานกับหอไอเฟล)

มองแค่โครงเรื่องและข่าวที่ได้ยินมามันอาจจะฟังดูแปลก แลดูเป็นเหมือนคนบ้า แต่จริงๆ แล้วมันมีโรคชนิดนี้อยู่จริงๆ ที่ถูกเรียกว่า Object Sexuality หรือ Objectophilia และหนังเรื่องนี้ก็นำเรื่องราวนี้มาถ่ายทอดอย่างเข้าใจ กับเรื่องราวความรักอันบริสุทธิ์ มันคือหนังรักธรรมดาๆ เรื่องนึงนี่แหละ หากเพียงแต่เปลี่ยนจากรักคน มารักสิ่งของเท่านั้น

หนังพาให้เราเข้าใจตัวละคร Jeanne ได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่เธอเริ่มรู้จัก Jumbo จนเกิดเป็นความผูกพัน จนในที่สุดเรียกมันว่าความรักได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ซึ่งในระหว่างทางนั้น หนังยังนำพาสถานการณ์ต่างๆ ที่ Jeanne ต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาครอบครัว หรือหัวหน้าที่ทำงานของเธอ และทั้งหมดนั้นมันคือตัวหล่อหลอมให้คำว่ารักอันแสนงดงามของ Jeanne ต่อ Jumbo มันชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก

หากใครคิดว่ามันจะเป็นหนังแบบแปลกมีเพศสัมพันธ์วาบหวิวกับเครื่องเล่นแบบนั้นบอกเลยว่าไม่ใช่ แต่มันมีฉากนึงน่าชื่นชมจริงๆ คือซีนอีโรติก orgasm ของตัว Jeanne ที่นำเสนอออกมาได้ดูยอดเยี่ยมจริงๆ ถึงแม้ว่าตัวละครจะเปลือยช่วงบนก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ชวนให้คิดไปในทางอนาจารเลยแม้แต่น้อย

มากไปกว่าเรื่องราวความรัก หนังยังการนำเสนอสอดแทรกเรื่องราวของปัญหาครอบครัว ความเข้าอกเข้าใจกันระหว่างแม่และลูกสาวอีกด้วย

หนังเรื่องนี้มีงานภาพและเสียงที่งดงามมาก ฉากระหว่าง Jeanne กับ Jumbo คือสวยงามจริงๆ สวยงามทั้งมุมภาพ การถ่ายทำ หรือแม้กระทั่งเสียง แถมตัวหนังยังมีความ Fantasy ที่ตัวเราไม่ได้รู้สึกว่ามันประหลาดเลย แต่กลับรู้สึกดีและงดงามมากกว่า

และสิ่งที่น่าชื่นชมสุดๆ ไม่แพ้กันคือการแสดงของ Noémie Merlant ที่ถ่ายทอดตัวละคร Jeanne ออกมาได้โคตรดี ซีนอารมณ์เธอที่แสดงออกมาในฉากต่างๆ เล่นได้ถึงมาก ซีนดราม่าต่างๆ เรียกว่าเอาอยู่และชวนคนดูอินตามสุดๆ และซีนกับ Jumbo ที่ต้องแสดงกับสิ่งไม่มีชีวิต เธอกลับเล่นมันออกมาได้มีชีวิตชีวาแบบสุดๆ

นักแสดงคนอื่นๆ ก็ยังเล่นได้ดีไม่น้อยหน้า โดยเฉพาะบทแม่ที่แสดงโดย Emmanuelle Bercot ที่อาจจะไม่ได้มีซีนอารมณ์เยอะมากแบบ Noémie Merlant แต่ทุกฉากที่เธอแสดงก็เอาอยู่จริงๆ

สรุปแล้ว Jumbo คือหนังคนรักสิ่งของที่ดูแล้วไม่ได้รู้สึกว่าแปลกเลย มันกลับเป็นหนังรักที่ชวนเข้าใจและดูจริงใจเสียมากกว่า ก็อย่างคำกล่าวที่หลายคนคงเคยได้ยิน “รักมันสวยงามเสมอแหละ” แม้จะเกิดกับสิ่งของก็ตาม

รีวิวหนัง Black Christmas – คริสต์มาสเชือดสยอง

หนัง Black Christmas 19 หรือชื่อไทยว่า คริสต์มาสเชือดสยอง พบกับเรื่องสยองขวัญสุดคลาสสิคที่เกิดขึ้นในช่วงวันหยุดคริสต์มาส เมื่อมีนักฆ่าปรากฏตัวขึ้นในมหาวิทยาลัย แม้ว่าช่วงวันหยุด มหาวิทยาลัยฮอว์ธอร์นจะมีความเงียบสงบ แต่กลุ่มเพื่อนสาวชาวหอมูคัปป้าเอปซิลอนซึ่งประกอบด้วย ไรลีย์ สโตน (อิโมเจน พุทส์ จาก Green Room) มาร์ตี้ สาวนักกีฬา (ลิลี่ โดโนฮิว จาก Jane the Virgin) คริส สาวหัวรั้น (อเลส แซนนอน จาก Charmed) เจสซี่ สาวนักกิน (บริททานีย์ โอเกรดี้ จาก Star) ก็ยังคงอยู่ตกแต่งหอพักเตรียมรับปาร์ตี้ในช่วงคริสต์มาส ในช่วงเวลานั้น ก็มีคนโรคจิตที่ชอบแอบสะกดรอยตามเริ่มไล่ฆ่านักศึกษาสาวในสโมสรนักศึกษาทีละคน เมื่อเริ่มมีคนเสียชีวิตมากขึ้น ไรลีย์และเพื่อน ๆ เริ่มสงสัยผู้ชายใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็น เนท แฟนหนุ่มของมาร์ตี้ (ไซม่อน มีด จาก Same But Different: A True New Zealand Love Story) แลนดอน หนุ่มที่มาชอบไรลีย์ (คาเล็บ อีเบอร์ฮาร์ดส์ จาก Mozart in the Jungle) หรือ ศาสตราจารย์ เกลสัน (แครี เอลเวส) ไม่ว่าใครจะเป็นคนฆ่า เขาควรจะรู้ว่าสาว ๆ กลุ่มนี้จะไม่ตกเป็นเหยื่อของเขาอย่างแน่นอน

Black Christmas

เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ผมตั้งตารอ หลังจากที่ได้ดูตัวอย่างหนัง เป็นการหยิบเอาหนังไล่เชือดมาผสมไว้ในเทศกาลคริสต์มาส เอาใจเพื่อนหญิงพลังหญิงมาก ที่ตัวอย่างแจ้งไว้ชัดเจนว่าพวกเธอหลังจากที่ถูกตามฆ่า เธอจะกลับมาเป็นฝ่ายล่าและล้างแค้นเอง

หลังจากได้ดูจบต้องบอกเลยว่า เป็นอะไรที่น่าผิดหวังเป็นอย่างมาก ตัวหนังนั้นมี Concept ที่ดูดีน่าสนใจ โทนหนังในตัวอย่างก็น่าติดตาม กลับกลายเป็นว่า 80% ของหนังถูกยัดลงในตัวอย่างหมดแล้ว และอีก 20% ที่เหลือของเรื่องก็แทบจะไม่ได้ช่วยให้หนังดูดีและน่าสนใจใดๆ เลย

เป็นหนังไล่เชือดที่แทบจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากฉากหวาดเสียวเลยดูแล้วชินชาและเฉยชาจนผิดคาดไปอย่างมาก จนผมเองถึงกับต้องไปหาอ่านข่าวว่าเรื่องนี้มันมีปัญหาอะไรหรือเปล่า จนได้ไปสะดุดอยู่กับข่าวนึงที่แหล่งปล่อยออกมาซักพักแล้ว ข่าวนั้นว่าด้วยโปรเจค Black Christmas เดิมทีจะถูกสร้างให้เป็นหนังเรท R จนแล้วจนรอดไม่รู้อะไรดลใจให้ถูกปรับลดเรทความรุนแรงลง เหลือแค่ PG-13 (เด็กดูได้แต่ต้องมีผู้ใหญ่ให้คำแนะนำ) มิน่าถึงได้จืดชืดแบบนี้

ตอนนี้ผมก็ได้แต่หวังว่าตอนลงแผ่น คงจะมีเวอร์ชั่นเต็ม หรือเวอร์ชั่น Un-Rated เพิ่มฉากหวาดเสียวๆเข้ามาเยอะๆ กว่าที่มีอยู่หน่อย หนังน่าจะดูดีกว่านี้ 6/10 ไม่แปลกใจที่เรื่องนี้หาดูยากมาก ฉายจำกัดโรงแบบโคตรๆ เพราะสุ่มเสี่ยงที่จะไม่มีคนดูนั่นเอง