รีวิวหนัง คืนยุติ-ธรรม – Khuen Yuti Tham

หนัง Kuen-Yuti-Tam หรือชื่อไทยว่า คืนยุติ-ธรรม มานพ (ก๊อต จิรายุ ตันตระกูล)ชายหนุ่มผู้มีอนาคตอันสดใสทั้งเรื่องการงานและความรัก และกำลังจะแต่งงานกับ ดวงใจ แต่อนาคตของเขากลับต้องพังทลาย เมื่อ ดวงใจ โดนเจ้านายที่ชื่อ สิทธิชน (กิ๊ก เกียรติ กิจเจริญ) ข่มขืน ทำให้มานพโกรธแค้นจึงไปทำร้ายสิทธิชนที่บริษัท นำไปสู่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเมื่อสิทธิชนพลั้งมือยิงดวงใจตาย ส่วนมานพได้รับบาดเจ็บสาหัส และตื่นขึ้นมาพร้อมตกเป็นผู้เป็นต้องหาในคดีฆ่าภรรยาตัวเองจนเขาต้องติดคุก หลังจากออกจากคุกเขาได้พบกับ กานดา (ปูเป้ รามาวดี นาคฉัตรีย์) จิตแพทย์สาวที่อาสาเข้ามาเยียวยาอาการป่วยทางจิตใจของเขา แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไปเธอกลับค้นพบ มานพ อีกคนที่เธอไม่รู้จัก ที่ลุกขึ้นมาตั้งตนเป็นศาลเตี้ยทวงความยุติธรรมแก่สังคมด้วยความรุนแรงในทุกค่ำคืน ยิ่งค่ำคืนล่วงเลยความรุนแรงก็ทวีความโหดเหี้ยมจนกลายเป็นการนองเลือด และนำไปสู่ความจริงปริศนาที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด

คืนยุติ-ธรรม - Khuen Yuti Tham

คืนยุติ-ธรรม หนังแนวแอ็คชัน ดราม่า ระทึกขวัญ อาชญากรรม ที่เคยมีกำหนดการจะเข้าฉายตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2020 แต่ดันติดโควิดเสียก่อน จึงทำให้เลื่อนฉายยาวเลยจนมาเป็นวันที่ 12 สิงหาคม 2020 และช่างเลือกช่วงได้เหมาะเจาะกับสังคมที่กำลังต้องการความยุติธรรมในตอนนี้เสียจริงๆ

จริงๆ หนังแนวทวงแค้นในต่างประเทศนี่เกลื่อนและเชยมาก แต่พอมันมาเป็นหนังไทย ที่ทำแต่หนังผี หนังตลก ไม่ค่อยมีหนังแนวนี้ออกมาสักเท่าไหร่ มันเลยกลายเป็นจุดน่าสนใจทันที แถมด้วยเนื้อเรื่องทวงความยุติธรรมที่หาได้ยากในสังคมด้วยแล้วนั้น มันยิ่งน่าพิสูจน์จริงๆ นี่เป็นหนังที่ยกระดับหนังไทยไปอีกขั้นจริงๆ คือแค่กล้าที่จะแตกต่างจากแนวอื่นๆ ก็นับว่าเยี่ยมแล้ว

คืนยุติ-ธรรม เป็นหนังที่บอกเล่าเรื่องราวของ มานพ ชายหนุ่มพนักงานบัญชีธรรมดาๆ ที่กำลังจะแต่งงานกับคนรักในอีกไม่ช้า แต่ทุกอย่างก็พังทลายลง เมื่อคนรักของเขาถูกยิงเสียชีวิต มานพโดนยัดข้อหาว่าฆ่าคนรักของตัวเอง และมีสารเสพติดในร่างกาย ทำให้ต้องชดใช้ความผิดในคุกเป็นเวลานาน แต่เมื่อตัวเองออกจากคุก เขาก็ตัดสินใจวางตัวเป็นศาลเตี้ย ออกทวงคืนความยุติธรรมให้ตนเองและคนรัก ด้วยการไล่พิพากษาผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยตนเอง

หนังไม่ได้เล่าเรื่องแบบเส้นตรง มีการตัดสลับเหตุการณ์เล่าย้อนต้นไปมา ค่อยๆ เปิดเผยเรื่องราวต่างๆ คลายปมทีละนิด ตอนแรกคิดแล้วนะว่าแบบ ไม่รอดแน่ๆ แต่มันกลับทำออกมาได้อย่างน่าสนใจและน่าติดตาม แต่น่าเสียดายที่เฉลยปมง่าย รวบรัดมาก และเร็วไปหน่อย ด้วยความที่ตัวหนังมีความยาวเพียง 1 ชั่วโมงครึ่งด้วยแหละมั้ง

เนื้อหาของหนังยังมีการตีแผ่สังคมอันดำมืด ไม่ว่าจะเรื่องของ คนจนตายฟรี คนรวยรอดสบาย คนถูกกลายเป็นแพะ ความเหลื่อมล้ำเอารัดเอาเปรียบ คือคนไทยน่าจะเข้าถึงได้ง่ายๆ กับเรื่องพวกนี้ และนำเสนอเนื้อหาสะท้อนประเด็นไปยันชื่อเรื่อง ยุติ-ธรรม มันคือ “ยุติ” (จบ, เลิก) ความเป็น “ธรรม” (ความถูกต้อง) ก็มีแต่อีกนั่นแหละ เนื้อหายังมีความตะหงิดๆ ไม่ได้ชวนให้คล้อยตามกับพระเอกไปทุกอย่าง มันยังมีความเอ๊ะ ชวนฉุกคิดอยู่บ้าง และยังมีจุดไม่สมเหตุสมผลอยู่ด้วย

ทางด้านฉากแอ็คชันก็ไม่ได้เยอะจนเกร่อ และก็ไม่ได้น้อยจนน่าเกลียด เพราะมันก็ไม่ได้เน้นฉากแอ็คชันไรขนาดนั้นอยู่แล้ว แต่เท่าที่มีก็ทำได้เฉยๆ ไม่ดี ไม่แย่ พอหอมปากหอมคอ ดูไปได้เพลินๆ แต่…มีแต่อีกแล้ว 555 คือมันจะมีฉากนึงเหมือนอยากลองของถ่ายเป็นมุมมองแบบ Fps ทำไมก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจจริงๆ 555 และแป๊บๆ ด้วยนะ ไม่ได้นานเลย

ดนตรีประกอบในเรื่องนี้ก็เข้ากันดี แต่บางฉากก็ดูจะบิวต์เกินไปหน่อยนะ 555+ แต่เพลงประกอบโดยวง Taitosmith กับเพลง ยุติ-ธรรม นี่ยอดเยี่ยมจริงๆ ทั้งเนื้อหา คำร้อง ทำนอง เป็นวงที่ทำเพลงสะท้อนสังคมได้เจ็บแสบ กระแทก แดกดัน ได้โคตรยอดเยี่ยม พอมาทำเพลงให้เรื่องนี้ ไม่มีวงไหนเหมาะเจาะไปกว่าพวกเขาอีกแล้ว นั่งโยกหัว End-Credit เพลินจริงๆ

แต่สิ่งที่ชอบที่สุดของเรื่องนี้เลยคือนักแสดง ไม่สิ ต้องบอกว่าการแสดงของ ก๊อต จิรายุ ต่างหากที่เราชอบมาก คือท้าวความก่อนว่าเราไม่เคยรู้จักนักแสดงคนนี้มาก่อน ไม่เคยติดตามผลงาน ไม่เคยดูเลย จนกระทั่งเขามาแสดงใน จอมขมังเวทย์ 2020 และเล่นบทตัวร้ายได้แบบ เห้ย ดีขนาดนี้เลยหรอ คือดีแบบดีมาก ไม่รู้จะติอะไรเลยจริงๆ พอเห็นโปสเตอร์กับตัวอย่างเรื่องนี้รู้ว่า ก็อต เล่นเลยแบบยิ่งบวกความน่าดูเข้าไปมากๆ และในเรื่องนี้ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า ก๊อต คือยอดนักแสดงจริงๆ ยิ่งตอนเฮียแกถือปืนนี่ โคตรเท่ เท่จริงๆ เท่ซะจนอยากให้ไปประชันบทบาทกับ John Wick เลย 555+ แต่นักแสดงคนอื่นๆ เราเฉยๆ มาก บางคนเล่นแข็ง เล่นใหญ่ไปด้วยซ้ำ

สรุปแล้ว คืนยุติ-ธรรม เป็นหนังที่คนไทยน่าจะอินได้ไม่ยาก กับเนื้อเรื่องสะท้อนสังคม และเป็นหนังไทยที่น่าสนับสนุน เผื่ออนาคตหนังไทยจะได้ออกจากขนบเดิมๆ จากแนวหนังผี หนังตลกเสียที ที่สำคัญการแสดงของก็อต จิรายุ ก็โคตรคุ้มค่าที่จะไปดูแล้ว

รีวิวหนังเรื่อง คุณนายโฮ แรงไม่เลิก!! ฉลุยผ่าน 60 ล้าน หนังสนุก

พี่ยอร์ช ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ กลายเป็นผู้กำกับที่มีรูปแบบการทำหนังเฉพาะเป็นของตัวเอง ผลงานที่ผ่านมาหลากหลายเรื่องทำให้สไตล์การกำกับชัดเจนและแข็งแกร่ง ซึ่งสร้างฐานแฟนคลับที่ชอบหนังแนวคอมเมดี้ สนุกๆ ที่เป็นแนวหนังที่คนไทยส่วนใหญ่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ด้วยรายได้ที่น่าพอใจของหนังทุกเรื่องที่ออกมา จึงไม่แปลกที่เราจะได้เห็นผลงานพี่ยอร์ชเป็นประจำทุกปี และเช่นเดียวกับปีนี้ ผลงานล่าสุด คุณนายโฮ ที่เพียงตัวอย่าง กับประโยคขายอย่าง ?ทำไมผู้หญิงชอบร้องไห้? ก็สามารถเรียกความสนใจจากผู้ชมโดยเฉพาะผู้ชมผู้หญิงได้แล้ว แม้สุดท้ายตัวหนังจะอ่อนเรื่องบทและความต่อเนื่องของเรื่องราว แต่มุขตลกในการเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากผู้ชมยังสามารถทำได้อย่างเต็ม ที่!

คุณนายโฮ

คุณนายโฮ เล่าเรื่องราวของ สาวน้อยโฮ ที่เพื่อนๆ มักเรียก คุณนายโฮ (ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต) ผู้ใฝ่ฝันอยากมีลูกมาตั้งแต่เด็ก! และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือ การตัดผมหน้าม้าเต่อ และที่พิเศษจนน่ารำคาญคือ สามารถร้องไห้ได้ง่ายมากๆ แค่เพียงมีอะไรมาสะกิดความรู้สึกเพียงนิดเดียว? คุณนายโฮ อาศัยอยู่กับพ่อ ผู้กองบูรพา (น้าค่อม ชวนชื่น) อดีตนายทหาร ผู้มีนิสัยชอบพลางตัว และหวังว่าสักวันจะได้พลีชีพเพื่อชาติในสนามรบ! และมีน้องชายชื่อนาวา ที่เจ้าตัวอยากเป็นน้องสาวมากกว่่าในชื่อ นานา (โก๊ะตี้ อารามบอย) ความต้องการที่อยากให้ลูกชายมีความสมชายทำให้ คุณนายโฮหนักใจและเสียน้ำตากับความไม่ลงรอยของพ่อและน้อง

ยังดีที่คุณนายโฮมีกลุ่มเพื่อนสาว และ ด็อก (ธีรเดช เมธาวรายุทธ) เพื่อนตั้งแต่สมัยเด็กที่ปัจจุบันเป็นหมอ คอยรับฟังและคอยปลอบใจในทุกๆ เรื่อง แต่แล้วจุดหักเหของชีวิตคุณนายโฮก็เกิดขึ้น เมื่อ คุณนายโฮ ต้องตรวจสุขภาพเพื่อนำใบรับรองไปประกอบการเดินทางไปต่างประเทศ และได้พบความจริงว่าเธอเป็น โรคมดลูกเก่า! และอาจหมดอายุได้ทุกเมื่อ ทำให้ความฝันอันสูงสุดที่จะมีลูกของเธอนั้นต้องหมดไป เธอต้องรีบแต่งงานและมีลูกก่อนที่มดลูกจะหมดอายุ แต่เธอก็ไม่มั่นใจว่า บอย แฟนหนุ่มชาวร็อคแห่งร้านบีบีกัน (เรย์ แมคโดนัลด์) จะใช่คนที่เธอรักจนพร้อมจะมีลูกกับเขาจริงๆ หรือไม่! หรือใจของเธอกำลังรอใครบางคนอยู่กันแน่!!

หากมองด้านความบันเทิง คุณนายโฮ คือภาพยนตร์ที่ทำได้ถึงในระดับที่น่าพอใจ แต่ยังไม่ใช่ดีที่สุด ด้วยมุขตลกที่ได้ น้าค่อม ในบทพ่อ และ โก๊ะตี๋ ในบทน้องชายที่อยากเป็นน้องสาว! สามารถเรียกเสียงหัวเราะได้ทุกครั้งที่ปรากฎตัวในฉาก สังเกตเรื่องนี้ว่าตัวละครที่ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี คือนักแสดงสมทบทั้งนั้น ทั้งน้องที่แสดงเป็นเพื่อนของนานาที่ชื่อ ซาบรีน่า ที่แสดงเป็นเด็กสาว! ได้เนียนตาดีจริงๆ เช่นเดียวกับ เรย์ แมคโนนัลด์ ที่ได้รับบทที่รั่วที่สุดในชีวิตการแสดงของเขา และเขาก็สามารถทำหน้าที่ได้อย่างน่าประทับใจ

แต่กับพระเอก ธีรเดช เมธาวรายุทธ ที่ถูกคาดหมายว่าจะแจ้งเกิดกับภาพยนตร์เรื่องนี้ และได้โอกาสเข้าฉากกับ ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต ที่รับบทเป็นคุณนายโฮ กลับไม่สามารถฉายแววความโดดเด่นได้เลย อาจเป็นเพราะบทของด็อกนั้นไม่มีอะไรโดดเด่นและราบเรียบเกินกว่าจะเป็นพระเอก ในส่วนของ ชมพู่ สามารถเอาตัวรอดไปได้ด้วยใบหน้าสวยๆ ที่รับกับผมสั้นม้าเต่อ ทำให้เราสามารถติดตามเรื่องราวของเธอไปได้ตลอด

ปัญหาที่สำคัญใน คุณนายโฮ คือ ความไม่ปะติดปะต่อของเรื่องราวและการไม่มุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายของประเด็นที่ ตัวหนังได้เปิดไว้อย่างเด่นชัดตั้งแต่หนังตัวอย่าง ในประเด็นเรื่องการร้องไห้ของผู้หญิง ที่ในตัวอย่างและในช่วงต้นของเรื่องแสดงให้เห็นว่า มันมีหลายปัจจัยที่มากระทบทำให้เกิดน้ำใสๆ ไหลออกมาจากตา แต่หนังกลับไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด ว่าเหตุใดน้ำตากับผู้หญิงจึงเป็นของคู่กัน จนทำให้ตัวละครคุณนายโฮก็แค่สาวขี้แยทั่วๆ ไป ที่อย่าไปสนใจเลยว่า เธอจะร้องไห้เพราะฟีลลิ่งหรือเพราะอะไรกันแน่!

รวมถึงไปถึงการสร้างสถานการณ์ในเรื่องขึ้นมาแต่ไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างที่สุด เช่น การเดินทางไปต่างประเทศของคุณนายโฮ ที่ต้องมีค่าใช้จ่ายพอสมควรจนเกิดความลังเลว่าจะไปดีหรือไม่ การเปิดประเด็นนี้ทิ้งไว้ ทำให้เข้าใจว่าจะนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการพิสูจน์ความรักระหว่างคุณนายโฮกับด็ อก หรือเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่จะช่วยให้พ่อและน้องกลับมาเข้าใจกันเหมือนเดิม แต่เมื่อเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ จนเมื่อเปิดประเด็นโรคมดเก่าที่คุณนายโฮต้องเจอ ประเด็นเรื่องเดินทางไปต่างประเทศก็เหมือนถูกลักพาตัวหายไปจากเรื่อง!! โดยหันมาเล่าเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกในด้านความรักแทน!

อย่างไรก็ดี คุณนายโฮ ก็ยังคงเอกลักษณ์ที่ทำให้มีกลุ่มคนที่ชื่นชอบการกำกับของ พี่ยอร์ช ฤกษ์ชัย จะชอบหนังเรื่องนี้ได้อยู่ ทั้งการสร้างสถานการณ์ต่างๆ ขึ้นมาเพื่อสาดมุขเข้าใส่ผู้ชมโดยเฉพาะ ซึ่งก็สามารถทำหน้าที่เรียกเสียงหัวเราะได้เป็นอย่างดี และแน่นอนมุมมองคมๆ ที่ทำให้เกิดประโยคโดนๆ ยังคงมีอยู่เช่นเดิม!

แม้เรื่องราวของ คุณนายโฮ จะเสียเวลาไปกับการนำเสนอเรื่องราวความไม่ลงรอยกันของพ่อและน้องของคุณนายโฮ พอสมควร แต่นั่นก็นำมาซึ่งมุมมองด้านความสัมพันธ์ระหว่าง ?คนที่สำคัญ กับ คนที่จำเป็น? ซึ่งเป็นจุดที่เราสามารถนำมาคิดต่อหนังจากออกจากโรงหนังได้ว่า คนที่สำคัญและคนที่จำเป็นของเราคือใคร ในทางกลับกันตัวของเรานั้นเป็นคนสำคัญหรือคนที่จำเป็นของใครหรือเปล่า? ซึ่งตัวหนังก็ได้ให้คำตอบในประเด็นนี้ไว้อย่างน่าฟังและน่าจะกระทบใจกับคน ที่เคยมีปัญหาด้านความสัมพันธ์มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นกับครอบครัว เพื่อนฝูง หรือแม้กระทั่งคนรัก

การสรุปเรื่องราวที่ค่อนข้างลงตัว พร้อมกับฉากเครดิตที่ถือเป็นการปล่อยของปิดท้าย ทำให้ภาพรวมของ คุณนายโฮ เป็นภาพยนตร์ที่มอบความบันเทิงได้ในระดับที่น่าพอใจ (แบบฉิวเฉียด!)

คุณนายโฮ ผมให้ 3 ดาว (เต็ม 5 ดาวครับ)

รีวิวหนัง เพราะเคยมีแฟน – Single Lady หนังรักโรแมนติก

ไบรท์ (อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ) สาวสวยนักการตลาดที่มีงานอดิเรกเป็นบล็อกเกอร์ เธอเป็นไอดอลของสาวโสด มีชีวิตครบทุกอย่าง และคิดว่าตัวเองมีความสุขได้โดยไม่ต้องมีความรัก แต่เมื่อโดนหมอดูทักว่า คนที่รักเธอยังคงทุกข์ใจจากเรื่องในอดีต ส่งผลให้เธอไม่พบกับรักแท้ และชีวิตการงานที่กำลังดีก็จะซวยหนัก ไบรท์เลยต้องกลับไปตามหาและช่วยเหลือคนรักเก่าเหล่านั้น โดยมี เข้ม (เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ) ชายหนุ่มที่มีเหตุให้ต้องเข้ามาช่วยเธอทำภารกิจครั้งนี้ให้สำเร็จ ปฏิบัติการครั้งนี้จะทำให้เธอได้มีโอกาสเรียนรู้และเข้าใจถึงการค้นพบความรักที่มีความสุขอย่างแท้จริงได้หรือไม่ เตรียมต้อนรับนางเอกเบอร์หนึ่ง อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ กลับสู่จอเงินอีกครั้งหลังจาก 30 กำลังแจ๋ว และผู้กำกับ ธนกร พงษ์สุวรรณ จากท้าชน และ Fake โกหกทั้งเพ รวมทั้งยังมีนักแสดงสมทบอีกคับคั่งในบทแฟนเก่าทั้งหลายของสาวโสดคนนี้ ทั้ง ปิ๊ป รวิชญ์ เทิดวงศ์, นาวินต้าร์ นาวิน เยาวพลกุล, ต้าร์ บาร์บี้, ดีเจเอกกี้ และโก๊ะตี๋ อารามบอย!

เพราะเคยมีแฟน - Single Lady

Single Lady เพราะเคยมีแฟน (ธนกร พงษ์สุวรรณ / Thailand / 2015) ตอนจบของเรื่องนี้ทำให้ เหมยลี่ กับ ลุง ในรถไฟฟ้ามาหานะเธอกลายเป็นหนัง best on true story ไปเลย!! หนังก็ดูเพลินเรื่อยๆ ดีนะถึงหนังมันจะยาวมากอยู่ และพล็อตที่มันเป็นพล็อตโคตรๆ ภาระกิจสะสางเรื่องราวระหว่างแฟนเก่าเพื่อแก้ชงเปิดดวงให้ได้สมหวังในความรัก มีเส้นเรื่องของตัวละครแฟนเก่าทุกช่วงวัยหลายตัวที่ต้องแบ่งเวลากันเล่า แล้วต้องไปจบเรื่องราวแบบที่ตั้งธงไว้ในทางบวกเหมือนกันหมดมันก็เลยทำให้ข้ามรายละเอียดทั้งเล็กน้อยและใหญ่โตหลายอย่าง โดยเฉพาะเบื้องลึกเบื้องหลังความผูกพันของตัวละครที่เล่าแค่ทำอะไรเกิดผลอะไรรู้สึกยังไงแต่หนังไม่ได้พาเข้าไปสำรวจให้ลึกจนเราถลำเข้าไปสัมผัสความรู้สึกตัวละครได้เพียงพอให้เราประทับใจ ทั้งที่ก็กินเวลาเล่าไปมาก นอกจากพล็อตแล้วโครงสร้างบทกับการเล่าเราโอเคกับมันนะ การเล่าเรื่องก็เดินได้ตลอดรอดฝั่งพาเพลินอยู่ ตัวละครหลายตัว อย่าง นาวินตาร์ กับ ปิ๊บ รวิชญ์ และสถานการณ์บางอันเราก็ชอบและเชื่อมโยงกับมันได้มากๆ และเป็นจุดที่ทำให้เราชอบหนังขึ้นมา แต่ปัญหามันอยู่ที่ตัวละครนางเอกของอั้มที่พาหนังไปถึงตอนจบ รายละเอียดที่จะทำให้เราเชื่อมโยงกับหนังทั้งเรื่องได้เนี่ยยังห่างไกลกับเราอยู่มาก ทั้งที่ประเด็นและเรื่องราวระหว่างทางที่มาจากแฟนเก่าความต่างของแต่ละคนมันน่าสนใจดีนะ แค่มันเล่ายึดติดไว้กับพล็อตมันก็เลยต้องสำเร็จไปในทางเดียวกันหมด และพอสุดท้ายหนังเลือกจบเอาใจขาโสดด้วยการให้นางเอกพระเอกทิ้งงานไปหาแฟนความฟุ้งฝันมันก็เลยกลบของดีไปหมด จะไม่อะไรหรอกถ้ามันไม่เล่าข้ามการแก้ปัญหาในทางที่ดีกว่านี้สักหน่อย โทรคุยกันสิถามกันสิ พอมันพยายามที่จะโรแมนติกให้ได้มันก็ยิ่งรู้สึกฝันเฟื่องโคตรๆ