รีวิวหนัง Tenet – เทเน็ท หนังต่อสู้แอคชั่น จากผู้กำกับ Christopher Nolan

หนัง Tenet หรือชื่อไทยว่า เทเน็ท เรื่องราวของสายลับคนหนึ่งที่ต้องฝึกใช้อุปกรณ์บางอย่างที่จะเปลี่ยนโลกนี้ไปตลอดกาล เรื่องราวเกี่ยวข้องกับกลไกของเวลา ที่อย่าพยายามเข้าใจ ให้ใช้ความรู้สึก

Tenet

ภาพยนตร์ไซไฟไฮคอนเซ็ปต์ผลงานเรื่องล่าสุดของเสด็จพ่อโนแลนกับเรื่องราวที่ว่าด้วยว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์สามารถควบคุมการไหลย้อนของเวลาได้ คือก่อนหน้านี้เล่นกับอวกาศ ความฝันแล้ว แต่รอบนี้มาเล่นกับกลไกทางด้านเวลาและจับมาสวมในหนังสไตล์แอ็กชั่นจารชน

นี่เป็นงานของโนแลนที่ค่อนข้างบันเทิงมาก แต่ต้องบอกว่ากลิ่นอายหลายอย่างจากงานเก่า ๆ มันหายไปค่อนข้างเยอะเลยนะ อย่างดนตรีประกอบเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ Hans Zimmer แล้ว แต่ตัวหนังโดยรวมยังสนุกอยู่ คือพล็อตมันไม่ได้แปลกใหม่มาก แต่กลไกและธีมลูกเล่นที่หนังใช้เล่าหรืออธิบายของหนังเนี่ยมันชวนคิดชวนต่อยอดได้สนุกมาก ซึ่งมันก็เป็นเหมือนดาบสองคมเหมือนกันเพราะด้วยวิธีการเล่าที่เป็นท่ายากแบบนี้ก็อาจจะชวนงงได้เช่นกัน ดังนั้นก่อนดูอยากให้ทุกคนทวนคีย์เวิร์ดที่หนังบอกเราก่อนดู ซึ่งผมก็ใช้และตอนดูมันก็ได้ผลมากนั่นก็คือ อย่าพยายามใช้สมองเข้าใจ คือไม่ต้องไปคิดเยอะ ไม่ต้องไปพยายามคิดดักอะไรมาก ให้ใช้ความรู้สึก เพราะตัวหนังเองก็บอกทั้งหมดถึงคอนเซ็ปต์และภาพรวมของหนัง ถ้าเราเก็ตกับคอนเซ็ปต์โดยรวมแล้วมันจะทำให้เราลดความงงลงไปได้มากเลยทีเดียว ชื่นชมเลยนะคือผมว่าความพิเศษของหนังโนแลนมันคือแนวคิดการเล่าเรื่องของเขาที่เออมันฉลาดมาก มันล้ำมากจริง ๆ แล้วการเลือกนักแสดงเรื่องนี้ John David Washington คือเท่มาก แต่ที่เท่สุดต้องยกให้ Rob Pattinson ที่ตอนนี้เขาสลัดคราบแวมไพร์ทิ้งไปหมดกลายเป็นนักแสดงมาดเท่ที่สุดคนนึงไปแล้ว

ถึงแม้ว่าเรื่องนี้พวกงานสร้างอาจจะไม่ได้ชวนว้าวเท่าเก่าแล้ว แต่ด้วยความเนียบของการคราฟต์ระดับคริสโตเฟอร์ โนแลนแล้วนี่เป็นหนังที่ควรไปรับชมในโรงภาพยนตร์อย่างยิ่ง งานภาพอาจจะไม่ได้พิเศษไปกว่าเรื่องอื่นมากนัก เฟรมดีไซน์เรื่องก่อน ๆ แม้แต่หนังที่ผมเฉย ๆ อย่าง Dunkirk ยังดูสวยกว่าแต่เรื่องนี้เรื่องเสียงคือมันส์หูมาก เสียงแน่นจัด ควรดูในระบบ IMAX ที่เสียงมันเต็ม ๆ อย่างยิ่งเลย

แต่คือถ้าจะให้ติอะไรสักอย่างของหนังจริง ๆ ผมว่าเป็นเรื่องของการตัดต่อนี่แหละ มันดูฉึบฉับดูเร่ง pacing เกินความจำเป็นไปหน่อย บางครั้งเราพึ่งจะรับสารบางอย่างมา คือไม่ต้องถึงกับทิ้งให้เรามีเวลามากเพื่อใช้ความคิดแต่ก็น่ามีช่องว่างให้ใช้ความรู้สึกหน่อย การตัดต่อนี่กลายเป็นหนังเร่งจริง ระทึกจริง แต่มันกลายเป็นยิ่งทำให้หนังดูยากเข้าไปใหญ่ (หนังนานด้วย)

โดยรวมแล้ว TENET มันเป็นหนังที่บันเทิงมาก ทั้งกับแนวทางของหนังด้วย ทั้งการเล่าเรื่องและไอเดียต่าง ๆ โดยรวมมันไม่ได้เข้าถึงยากอะไรอย่างที่เราคิด เป็นหนังที่แบบอย่างน้อยควรต้องไปลองดูสักหน่อย เป็นไอเดียการเล่นกับเวลาที่ทำให้เราได้สนุกคิดกับมันไปอีกแบบเหมือนกัน อยากให้ลองไปดูเลยฮะ ถ้าให้ดีอย่าลืม IMAX จะฟินสุด

รีวิวหนัง Ashfall – นรกล้างเมือง หนังต่อสู้แอคชั่น

 Ashfall หรือชื่อไทยว่า นรกล้างเมือง ภัยพิบัติสั่นสะเทือนแผ่นดินเกาหลีเกิดขึ้นอย่างไม่มีใครคาดคิด เมื่อภูเขาไฟเพ็กตูที่สูงที่สุดในเกาหลีเกิดปะทุขึ้นส่งขี้เถ้าขึ้นไปสูงถึงชั้นบรรยากาศ เกิดวิบัติไปทั้งกรุงโซลและกรุงเปียงยาง เพื่อรับมือกับหายนะครั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดชาวเกาหลีใต้ (ฮา จองอู Along with the gods, The Handmaiden) ต้องร่วมมือกับเจ้าหน้าที่พิเศษชาวเกาหลีเหนือ (อี บยองฮอน G.I.Joe , I saw the devil) และนักธรณีวิทยาอันดับหนึ่งของประเทศ (มา ดงซอก Train to Busan, Along with the gods) เพื่อหยุดยั้งเหตุวินาศที่อาจจะทำให้เกาหลีหายไปจากแผนที่โลก สร้างโดย Dexter Studios ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Along with the gods

Ashfall

การดำเนินเรื่องกระชับมาก เข้าจุดพีคของหนังตั้งแต่ต้นเรื่อง มีที่มาที่ไป ดูสนุกและก็ลุ้นกับเนื้อเรื่องที่ผูกปมมา ถึงแม้บางครั้งจะดูไม่สมเหตุสมผล แต่ถ้ามองข้ามได้ก็สนุกสุดๆ

ตัวละครในหนังมีปมของแต่ละตัวละคร หนังชวนให้เกิดคำถามระหว่างดูตลอดเวลาว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนี้แบบนั้น และสุดท้ายหนังจะค่อยๆ เฉลยปมของตัวละครแต่ละตัว ทำให้เรารู้สึกอินกับหลายๆ ตัวละครในหนัง (ส่วนตัวชอบที่หนังมีมุกตลกแทรกเป็นพักๆ มันดีและเราก็หัวเราะไปกับมัน)

สำหรับ CG มีหลายฉากมากที่ลอย ลอยจนน่าเกลียดก็มีเยอะ แต่เราก็เห็นถึงความพยายามของหนังเกาหลีที่จะอัพเกรดตัวหนังของเค้าขึ้นมา (ด้วยตัวหนังสเกลใหญ่มาก สำหรับผมอย่างน้อยเกาหลีก็กล้าทำ CG จะลอยแต่ก็ได้ตัวบท เนื้อเรื่องเข้ามาช่วยมากๆ ทำให้หนังไม่ได้ดูแย่)

หนังดีกว่าที่คิดไว้มากครับ เอาจริงๆ ตอนแรกกะไปดูดาราแสดงก็คุ้มแล้ว แต่พอดูจริงๆ เนื้อเรื่องของหนังมันดีมากๆ ลุ้นแทบทุกฉาก ถือว่าคุ้มเกินค่าตั๋วมากๆ ครับ อย่าพลาด แล้วจะเสียดาย

บ้าระห่ำ แอคชั่น ดราม่า ซึ้ง ตลก ครบรส และมีความขี้โม้แบบที่ฮอลลีวู้ดชอบโม้แบบแนวหนังภัยธรรมชาติยิ่งใหญ่วิปโยกอลังการงานสร้างแบบนั้น แต่เป็นสไตล์การเล่าแบบจริตเกาหลีมากกว่า ดูเพลินมาก เอ็นเตอร์เทนดีมาก ทั้งการแสดง เพลง บท ใดๆ อาจจะไม่ได้ซับซ้อนเจ๋งมากอะไรเท่าหนังเกาหลีเรื่องอื่นๆ แต่ก็ไม่ได้แย่อะไร จะมีงานวิชวลงานกราฟฟิค ซีจีที่ดูเหมือนยังไม่เสร็จดี ลอยๆ สะดุดๆ นิดๆหน่อยๆ แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาขัดตาอะไรมากนัก ที่ชอบและสนุกไปกับเรื่องเลยคือมีครบรส หลากหลายอารมณ์ให้จริงๆ

มีลุงที่เล่นเทรนทูปูซานด้วย แต่ลุงคราวนี้ไม่แอคชั่นเท่าไหร่ มาเป็นนักวิทยาศาสตร์นั่งดูคอมเฉยๆ ที่เหลือนักแสดงก็โอเคหล่อเท่ทุกคน เนื้อเรื่องจะดูให้เอนท์เตอร์เทนอย่างด้วยก็ได้ อยากได้ประเด็นก็มีพูดเรื่องการเมืองแอบแน่นมีสัญญะอย่างแรงให้ดูอยู่ ตีความทางการสื่อสารทางความคิดได้เฉียบอยู่เหมือนกัน ถ้าไม่เน้นอะไรแค่ดูเพลินๆ ก็คุ้มค่าตั๋วแล้ว ไม่เสียดายตังค์

รีวิวหนัง The Hunt – จับ ล่า ฆ่า โหด หนังต่อสู้แอคชั่น

หนัง The Hunt เรื่องราวของกลุ่มคนแปลกหน้า 12 คน ได้ตื่นขึ้นมาท่ามกลางความสับสน โดยที่ไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ไทย, มาที่นี่ได้ยังไง และทำไมถึงต้องเป็นพวกเขา ทั้งหมดต้องหาความจริง และหาทางเอาชีวิตรอดไปจากที่นี่ให้ได้!

The Hunt - จับ ล่า ฆ่า โหด

The Hunt – จับ ล่า ฆ่า โหด เป็นเรื่องราวของกลุ่มคนแแปลกหน้าที่ตื่นขึ้นมาท่ามกลางความสับสนในสถานที่ที่พวกเขาไม่รู้ สิ่งเดียวที่ให้พวกเขามาคืออาวุธ แต่หารู้ไม่ว่า มันคือการเปิดเกมคนล่าคนของพวกคนรวย

The Hunt เป็นหนังที่สร้างโดยค่าย Blumhouse ค่ายหนังสยองขวัญ ที่ทำให้เรื่องนี้เป็นหนังทุนต่ำแต่เน้นความเลือดสาด มีฉากโหดๆ เครื่องในกระจุย

จริงๆ The Hunt ก็ไม่ใช่หหนังแนวที่แปลกอะไร และเราก็เห็นกันมาบ่อยแล้ว กับเกมคนล่าคน เอาที่ใกล้เคียงสุดและผ่านไปไม่นานก็ Ready or Not (2019) เนี่ยแหละ

เรียกได้ว่าหนังเปิดมาได้สนุกและน่าสนใจเลยทีเดียว กับกลุ่มคนที่ถูกจับมา และมีอาวุธป้องกันตัวจากเหล่าคนรวย มาถึงก็เปิดเกมล่าใส่กันไม่ยั้ง นับว่าสนุกและน่าสนใจจริงๆ แถมยังมีการหลอกล่อคนดูเกี่ยวกับตัวละครต่างๆ ด้วย ว่าเห้ยใครตัวเอกกันแน่วะ (แต่ก็เดาไม่ยากนะ) เราชอบในจุดนี้มากจริงๆ แต่ก็ยังมีจุดที่สงสัยว่า ทำไมต้องให้ตัวละครครอบปาก ถ้าจะให้พวกเขาเอาออกกันง่ายขนาดนั้น

หนังเพิ่มดีกรีความสนุกเข้าไปอย่างต่อเนื่องด้วยการนำพาตัวละครมาพบเจอกับเหตุการณ์อื่นๆ นอกจากการไล่ล่า คือพอตัวละครออกมาจากพื้นที่ปิด แทนที่จะเอาตัวรอดในพื้นที่จำกัด กลายเป็นว่าต้องเอาตัวรอดในพื้นที่เปิดกว้าง และระแวงว่าจะเชื่อใจใครได้บ้าง มันก็สนุกไปอีกแบบ

หลังจากหนังเปิดเผยตัวละครเอกแล้วมันก็ยังคงสนุกอยู่ ยังคงมีฉากแอ็คชันโหดๆ ให้เห็นกันอยู่ แถมตัวเอกนี้ยังมีคาแรคเตอร์ที่ดูกวนตีนอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งมันก็เป็นจุดที่ทำให้หนังสนุกเช่นกัน

แต่หนังดันมาแผ่วปลายซะงั้น เหมือนพอหนังดำเนินไปเรื่อยๆ ความสนุกมันก็เริ่มลดลงๆ เริ่มคุยกันเยอะกว่าแอ็คชัน เริ่มจากเหตุผลในการจับคนมาไล่ฆ่าในครั้งนี้ก็พอเข้าใจ แต่ก็ยังงงๆ ว่าทำไปทำไม ทำเพื่ออะไร และจุดที่ข้องใจมากๆ คือทำไมต้องปิดบังใบหน้าของนายหญิงบอสใหญ่ที่แสดงโดย Hilary Swank ไว้ตลอดทั้งเรื่อง และมาเฉลยในตอนท้ายๆ มันไม่ได้เซอร์ไพรส์อะไรเลย ในตัวอย่างก็โชว์หน้าเธอหลาซะขนาดนั้น ไม่เข้าใจเจตนาในการปิดบังใบหน้าเธอเลยจริงๆ และในซีนท้ายเรื่องมันก็สนุกแหละ มีความกวนตีนในฉากสู้กัน แต่มันไม่ได้สนุกหรือน่าสนใจเท่าต้นเรื่องแค่นั้นเอง

สรุปแล้ว The Hunt ถือเป็นหนังที่สนุก ดูได้เพลินๆ โหด เลือดสาด แต่งงๆ กับเหตุผลบ้าง และความสนุกแผ่วปลายอย่างน่าเสียดาย