รีวิวหนัง เรื่อง Tag : เธอคือความฝัน จากผู้กำกับ ซิออน โซโนะ

สีชมพูฟรุ้งฟริ้งและเด็กนักเรียนญี่ปุ่น ที่ปรากฏอยู่บนโปสเตอร์หนังเรื่อง Tag จะเหมือนการยั่วเย้าให้เกิดความรัญจวนชวนฝัน แต่หากเหลือบตามองไปเห็นชื่อผู้กำกับ ซิออน โซโนะ (Suicide Club) ความกระหายทางใจอันหอมหวาน ก็ถูกบิดผันไปทางจิตตกบ้าคลั่ง ไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ย้อมโลกสีชมพูสดใส ให้มีนัยยะกลางกลิ่นคาวเลือดได้อย่างน่าสนใจ

Tag : เธอคือความฝัน

Tag พาไปรู้จักกับ มิตซูโกะ (เรนะ ทรินเดิล) และเพื่อนร่วมชั้นนักเรียนหญิงล้วน ที่กำลังเดินทางไปที่ไหนสักแห่ง ก่อนจะประสบโศกนาฏกรรมตายหมู่ ที่ถูกโยนใส่ตั้งแต่หนังผ่านไปเพียงไม่กี่นาที แม้จะรอดชีวิตมาได้หวุดหวิด แต่เธอกลับต้องเผชิญหน้ากับเรื่องเหนือโลกที่หาคำอธิบายไม่ได้อีกมากมาย แม้เธอจะอยู่ในตำแหน่งตัวละครนำของเรื่อง แต่เราก็แทบไม่รู้จักเชิงลึกของเธอเลย คนดูมีโอกาสได้เห็นเพียงเด็กสาวที่ถูกสถานการณ์พัดพา ไปในทิศทางเดียวกับการชักนำของเพื่อนสาวร่วมก๊วน ความพิศวงงงงวยนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเธอเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อคนดูที่ต้องมโนไปต่างๆ นานาว่าเหตุการณ์เมื่อครู่เป็นเรื่องจริง โลกหลังความตาย หรือภาพสะท้อนสภาวะจิตที่ผิดเพี้ยนของมิตซูโกะกันแน่

ต้องยกความดีความชอบให้กับโซโนะ ทีี่เนรมิตโลกกึ่งจริงกึ่งฝันได้อย่างอยู่มือ อีกทั้งยังสร้างภาพความตาย สะบัดอวัยวะพุ่งกระจาย ด้วยท่าทีสนุกสนานบ้าระห่ำ กึ่งหนังกึ่งการ์ตูน ชวนกระอักกระอ่วนทุกครั้งที่สัมผัสฉากความหรรษาที่ทั้งโหดร้ายเจือตลกร้ายรูปแบบนี้ ซึ่งลายเซ็นของผู้กำกับก็ได้พัฒนาไปอีกระดับ เมื่อ Tag เข้าสู่ช่วงของ เคโกะ (มาริโกะ ชิโนดะ) เจ้าสาวที่กำลังเข้าพิธีแต่งงาน ก่อนทีี่จะผ่านไปสู่ช่วงของนักวิ่งสาว อิซูมิ (เอรินะ มาโนะ) และนำไปสู่การค้นพบว่าทั้ง มิตซูโกะ เคโกะ และอิซูมิ เกี่ยวข้องโยงใยกันแบบใด

แม้หนังจะเคลือบไปด้วยฉากโหดร้าย ที่ไต่ระดับไปถึงความบ้าบอคอแตกมากมาย แต่โซโนะก็ยังคงแก่นสำคัญไว้อย่างมั่นคงแข็งแรง Tag เป็นภาพสะท้อนสถานะทางสังคมของผู้หญิงในญี่ปุ่น ได้ออกมาอย่างเป็นรูปธรรมและแฝงสไตล์จัดจ้านอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้กำกับ ทำให้ตัวละครหลักทั้งสามกลายเป็นวัตถุทางเพศที่ถูกกระทำย่ำยีตามใจปรารถนา

นับตั้งแต่ช่วงแรกที่โซโนะหยิบจับภาพลักษณ์ของนักเรียนมัธยมญี่ปุ่น ซึ่งถูกใช้เป็นวัตถุทางเพศอันดับต้นๆ มาถ่ายทอดผ่านตัวของมิตซูโกะที่พบเจอความบ้าบอสารพัด ตั้งแต่ลมมรณะที่คร่าชีวิตเพื่อนร่วมชั้น ที่หลายต่อหลายครั้งถูกถ่ายทอดผ่านมุมมองให้คนดูสวมบทเป็นลมมรณะที่ตามไล่จี้มิตซูโกะเสียเอง ชีวิตหลังจากนั้นในโรงเรียนหญิงล้วนดูสวยงามดังเกิดใหม่ คนดูอย่างเราๆ ได้พบคลื่นมหาชนของนักเรียนสาวกระโปรงสั้น ที่โซโนะจงใจใส่ฉากวับๆ แหวมๆ ทะลึ่งตึงตังไปตลอดเส้นทาง ก่อนจะดีกรีความรุนแรงจะพุ่งทะยานสุดขีดคลั่ง จากจินตนาการถึงจระเข้ในบึง ทั้งหมดทั้งมวลนี้ มิตซูโกะทำได้เพียงใส่เกียร์หมา วิ่งหนีจากปัญหาที่พยายามครอบงำเธอ โดยไม่มีสิทธิแม้แต่จะขัดขิน หรือเรียกร้องความเป็นธรรมใดๆ ทั้งสิ้น

มิใช่เพียงอายุที่เพิ่มขึ้นจากส่วนแรก ตัวละครหลักของ Tag มีพัฒนาการทางความคิดอย่างเห็นได้ชัด โซโนะยังคงรักษาจังหวะเรื่องราวชวนเหวอได้ดี เคโกะนำเสนอภาพของเพศหญิงที่ไม่ยอมตกเป็นเบื้องล่างของบุรุษ (ที่ปรากฏตัวในรูปลักษณ์หิวกระหาย ชวนสะอิดสะเอียน) ก่อนที่อิซูมิจะลุกขึ้นต่อต้านไม่เพียงแค่อำนาจทางเพศ แต่เป็นระบบสังคมที่ครอบงำและตราหน้าเพศแม่อย่างเธอด้วย

ในขณะที่โลกเหนือจริงทั้งสาม คล้ายจะบรรจบกันอย่างสมบูรณ์ Tag ก็เฉลยความจริงทั้งมวลที่หักหน้าคนดูครั้งใหญ่ เมื่อโลกอีกหนึ่งใบได้แสดงแสนยานุภาพของมัน และยิ่งเน้นย้ำถึงการตัดสินใจอันนำไปสู่การปลดแอกจากการเป็นวัตถุทางเพศของผู้หญิง ได้อย่างชวนเหวอจนถึงนาทีสุดท้ายของหนัง ที่ทั้งมิตซูโกะ เคโกะ และอิซูมิ ได้เคาะกบาลบุรุษเพศ ให้คิดมองตัวเองสักครั้ง ว่ากำลังลุ่มหลงนวลนางในความเพ้อฝัน ในจินตนาการ จนเลยเถิดเผลอแสดงพฤติกรรมย่ำยีมากเกินไปอยู่หรือเปล่า

8 / 10 ครับ

รีวิวหนัง Olympus Has Fallen บุกเดี่ยวทวงทำเนียบขาว

การจะสร้างภาพยนตร์ขึ้นมาสักเรื่อง โจทย์ที่จะใช้ในการเขียนบทภาพยนตร์คือสิ่งที่พอจะมองได้ในเบื้องต้นแล้วว่า หนังจะที่จะถูกสร้างออกมานั้นจะไปรอดหรือไม่ เป็นโจทย์ที่ดีพอจะมาทำบทหนังหรือไม่ หรือควรจะเขี่ยมันทิ้งไป แต่ก็ไม่ได้มีอะไรเป็นเครื่องการันตีว่าโจทย์ใหญ่ อย่างเรื่องการยึดทำเนียบขาว สัญลักษณ์แห่งการปกครองของประเทศสหรัฐอเมริกาจะทำให้ได้บทภาพยนตร์ที่ดี เพราะมองมุมกลับโจทย์แบบนี้ถือเป็นของยากในการคิดและการนำเสนอเสียด้วยซ้ำ หากจะทำให้ออกมาสมจริงอย่างที่สุด

Olympus Has Fallen

Olympus Has Fallen คือภาพยนตร์ที่ถูกสร้างมาจากแนวคิดข้างต้น เมื่อไมค์ แบนนิ่ (เจอร์ราร์ด บัทเลอร์) อดีตหัวหน้าทีมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของประธานาธิบดี ต้องพบกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อทำเนียบขาวถูกโจมตีจากผู้ก่อการร้ายและจับ ตัวประธานาธิบดีเบนจามิน (แอร่อน เอ็กฮาร์ด) เป็นตัวประกัน และตั้งเงื่อนไขที่อเมริกามิอาจตอบรับได้ ความปลอดภัยของประธานาธิบดี ความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา และความสงบสุขของโลก อยู่ในมือของไมค์ซึ่งเป็นความหวังเดียวในการแก้ไขสถานการณ์นี้!

หนังเต็มไปด้วยเหตุการณ์อันน่าเหลือเชื่อที่ถูกร้อยเรียงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การเปิดฉากโจมตีทางอากาศ ไปจนถึงการเข้ายึดทำเนียบขาวของกลุ่มผู้ก่อการร้ายติดอาวุธ การทรยศหักหลัง การจับประธานาธิบดีเป็นตัวประกัน ทั้งหมดนี้ถูกถ่ายทอดออกมาด้วยอัตราเร่งอันสูงสุดแบบไม่ให้หยุดพักหายใจ จนเรามองข้ามปัญหาหลายๆ อย่างไป

ต้องชื่นชมกับผู้กำกับ แอนท่อน ฟูควา ที่สามารถทำให้การบุกเข้ายึดทำเนียบขาวเต็มไปด้วยความลุ้นระทึก ตื่นเต้น และสนุกกับสถานการณ์ที่บีบบังคับและเงื่อนไขที่จำกัดลงเรื่อยๆ เราคงต้องมองข้ามความเป็นไป ได้ของการวางแผนเข้าโจมตีทำเนียบขาวออกไป (เพราะไม่น่าเชื่อว่าการข่าวของอเมริกาจะแย่ถึงเพียงนั้น หลังจากที่อเมริกาได้ผ่านอะไรเลวร้ายมา) แต่กระนั้นหนังกลับมาตกม้าตายในจุดสำคัญ เราจะเห็นว่าเงื่อนไขของผู้ก่อการร้ายนั้นไม่ชัดเจนว่าต้องการให้กองทัพ อเมริกาถอนกำลังทหารหรือต้องการรหัสเพื่อกุมอำนาจที่อาจนำไปสู่การ เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก หรือทั้งสองอย่าง!

ปัญหาเกิดขึ้นจากตรงนี้เมื่อรหัส 3 ส่วน ที่อยู่ในมือผู้บริหารระดับสูงของสหรัฐ ที่แสดงให้ถึงความลำบากและความโหดร้ายกว่าจะได้มา และรหัสสุดท้ายนั้นอยู่ในตัวประธานาธิบดีซึ่งน่าสนใจว่าเหล่าผู้ก่อการร้าย จะรีดเร้นรหัสจากประธานาธิบดีด้วยวิธีไหนในเมื่อไมค์ได้จัดการกับเงื่อนไข นี้ไปแล้ว ซึ่งอาจส่งให้เรื่องราวเข้มข้นมากยิ่งขึ้น แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อหนังหาทางออกกับจุดนี้อย่างรวบรัดจนอาจกล่าวได้ว่ามัก ง่ายไปนิด!

หนังพยายามได้ดีกับการสร้างตัวละครพระเอกและผู้ร้าย กับอดีตเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เคยปฏิบัติภารกิจผิดพลาด ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นฝังใจและหวังจะได้โอกาสในการแก้ตัวสักครั้ง เจอร์ราร์ด บัทเลอร์ ทำหน้าที่ได้ดีอีกครั้งกับพระเอกแอ็คชั่นที่เก่งกาจระดับซูเปอร์ฮีโร่ ที่ต้องบุกเดี่ยวเข้าทำเนียบขาาว กับตัวละครฝ่ายผู้ร้ายที่แสดงโดย ริค ยุน ก็ดูเป็นผู้นำกลุ่มก่อการร้ายที่โหดถึงใจ ที่ช่วยเพิ่มความเข้มข้นให้กับเรื่องได้ดี จะมีผิดหวังก็แต่ แอร่อน เอ็กฮาร์ด ที่บุคลิกลักษณะของเขาไม่ได้มีราศีของนักการเมืองเลย นั่นทำให้เรายิ่งไม่เชื่อในบทประธานาธิบดีของเขา

ผู้สร้างพยายามหลีกเลี่ยงที่แสดงให้เห็นแบบชัดเจนว่า ผู้ร้ายที่มาโจมตีทำเนียบขาวนั้นมาจากประเทศอะไร หนังเพียงให้ข้อมูลถึงชาติกำเนิดของผู้ก่อการร้ายเท่านั้นและพยายามให้เห็น ว่าการกระทำนี้เป็นการกระทำเฉพาะบุคคล ซึ่งนับเป็นแนวคิดที่ดีของผู้สร้างหนังประเภทนี้ ที่จะไม่ตีตราว่าประเทศอื่นคือผู้ร้าย อเมริกาคือพระเอก และแม้หนังจะแอบจิกกัดอเมริกันให้รู้สึกแสบๆ คันๆ แต่สุดท้ายหนังก็ยังคงไม่พ้นร่มเงาของหนังประเภทนี้ที่อดไม่ได้กับการเชิดชู ความยิ่งใหญ่ของอเมริกา

Olympus Has Fallen สามารถตอบโจทย์ในเรื่องของความบันเทิงได้เป็นอย่างดี และนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับผู้ชมคอแอ็คชั่นที่ได้ภาพยนตร์ลุ้นระทึก ตื่นเต้น ดูสนุก มาอีกเรื่องหนึ่ง

รีวิวหนัง ดิจิมอน แอดเวนเจอร์ ลาสต์ อีโวลูชั่น คิซึนะ

หนัง Digimon Adventure Last Evolution Kizuna หรือชื่อไทยว่า ดิจิมอน แอดเวนเจอร์ ลาสต์ อีโวลูชั่น คิซึนะ Digimon animation series 20th anniversary movie DIGIMON ADVENTURE LAST EVOLUTION KIZUNA This is Taichi and Agumon’s last adventure.

ดิจิมอน แอดเวนเจอร์ ลาสต์ อีโวลูชั่น คิซึนะ

การกลับมาอีกครั้งของการ์ตูนในตำนาน ความทรงจำของใครหลายคน ในโปรเจกต์ฉลอง 20 ปีของ Digimon Adventure ใน Digimon Adventure: Last Evolution Kizuna กับเรื่องราวกลุ่มเด็กที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่กับบทสรุปการผจญภัยของเหล่าดิจิมอนกับเหล่าเด็กที่ถูกเลือก

Digimon คือหนึ่งในการ์ตูนไม่กี่เรื่องที่เราได้ติดตามดูมาตั้งแต่วัยเด็กและชื่นชอบ พวก One Piece, Naruto อะไรไม่เคยดูเลยจริงๆ เราถึงกับซื้อเทปเพลงการ์ตูนนี้เปิดฟังทุกเช้าตอนไปเรียน กรอแล้วกรออีกตอนอยู่บ้าน พูดได้เลยว่า Digimon เหมือนเป็นเพื่อนคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ และเป็นเพื่อนที่สร้างความทรงจำ เรื่องราวการผจญภัย ความสนุกเอาไว้อย่างมากมาย

Digimon Adventure Last Evolution Kizuna คือการกลับมาของเพื่อนในแบบฉบับหนังความยาวประมาณชั่วโมงครึ่ง กับเรื่องราวของกลุ่มเด็กที่ถูกเลือกและคู่หูดิจิมอนต้องมาเผชิญหน้ากับดิจิมอนตัวใหม่ที่ขโมยสติสัมปชัญญะของเด็กที่ถูกเลือก แต่อีกปัญหาหนึ่งทางฝั่งกลุ่มเด็กก็ได้เริ่มเติบโตจนเป็นผู้ใหญ่ โดยหารู้ไม่ว่า เมื่อโตขึ้นสายสัมพันธ์ของตัวเด็กและดิจิมอนจะจบลง

การได้มาดูหนังเรื่องนี้ก็เหมือนได้กลับมาเจอเพื่อนเก่า ได้มีโมเมนท์ที่ชวนคิดถึง ดิจิมอนที่เราคุ้นหน้าคุ้นตา เหล่าเด็กๆ ที่เติบโตขึ้นไปพร้อมกับเรา ทุกอย่างล้วนกลับมาทำให้ความทรงจำของเราชัดเจนขึ้นอีกครั้ง ยิ่งฉากเปิดเพลงขึ้นนี่นั่งยิ้มมาเลย

แต่เนื้อเรื่องโดยรวมกลับธรรมดาอย่างน่าเสียดาย ด้วยความที่หนังมีเวลาเล่าน้อยมาก กับการที่จะตัดจบบทสรุปเรื่องราวการผจญภัยของตัวละครหลักเลยทำออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร ถามว่าซึ้งมั้ย ก็ซึ้งนะ บางฉากนี่มีน้ำตาซึมเลยแหละ แต่ในตอนท้าย มันไม่บิวท์อารมณ์เท่าไหร่ และมันก็ไม่มีจุดอิปิกในตอนจบที่แบบเหยดดดด ไม่กินใจเท่าที่ควรด้วย อีกอย่าง หนังมีการแบ่งบทตัวละครที่ไม่ค่อยดีเอาเสียเลย แต่ก็เข้าใจได้ว่าอยากเน้นเพียงตัวละครหลัก แต่ก็อดเสียดายเหล่าดิจิมอนและเด็กที่ถูกเลือกคนอื่นๆ จริงๆ และอีกอย่างคือฉากการพัฒนาร่าง ทั้งเรื่องเราเห็นแค่ “อากูม่อน เปลี่ยนร่างเป็น…” ส่วนตัวอื่นคือเห็นตอนแปลงไปแล้ว ถึงแม้มันจะไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้น แต่มันก็คงจะดีถ้าได้เห็นฉากเหล่านั้นหรือประโยคนี้จากตัวละครอื่นๆ บ้าง

แต่ในความธรรมดานั้น คีย์หลักของหนังที่ต้องการจะสื่อก็ชัดเจนอยู่ มันคือการเติบโตของเหล่าเด็กผู้ถูกเลือก แล้ววันนึงดิจิมอนจะหายไป เป็นการสื่อสารถึงคนดูที่เติบโตมาพร้อมๆ กับตัวละครว่า Move on ได้แล้วนะ เราต้องใช้ชีวิตต่อไป ปล่อยให้เรื่องราวของดิจิมอนเลือนหายไป เป็นความทรงจำที่งดงามไว้นั่นแหละ ซึ่งแน่นอนว่าการ์ตูนเรื่องนี้เหมาะกับเด็กที่เติบโตมาพร้อมกับเหล่าดิจิมอนจริงๆ

ชอบสารอีกอย่างนึงของเรื่องที่เหล่าเด็กผู้ถูกเลือกเฝ้าดูการพัฒนาการ (Revolution) มาโดยตลอด เติบโตขึ้นมาพร้อมๆ กันกับเด็ก แต่โดยตลอดมาเหล่าดิจิมอนก็ได้มองเห็นการพัฒนาการ (Revolution) ของเหล่าเด็กๆ เช่นกัน และฉากที่อากูม่อนบอกไทจิว่า…”นายโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ” ถึงเป็นแค่ประโยคสั้นๆ แต่กินใจเหลือเกิน

จริงๆ เราก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แต่ก็ไม่ได้ผิดหวังอะไรกับมันสักเท่าไหร่ เพียงแต่ว่าเสียดายก็เท่านั้น การดู Digimon Adventure Last Evolution Kizuna ในครั้งนี้มันนี้คือการ “บอกลาเพื่อนในวัยเด็ก”

ปล. เพลงปีกรัก ของวง ALZHEIMER ในตอนหลัง End-Credit พวกเขา cover ออกมาได้เพราะจริงๆ แต่ถ้าไม่ได้เป็น MV เพลงแล้วใส่เป็นภาพเหล่าเด็กที่ถูกเลือกหรือดิจิมอนแทนมันจะกินใจมากกว่าจริงๆ อย่างน้อยก็ทิ้งท้ายไปกับเพลงปีกรักก็ยังดี