รีวิว Back Street Girls: Gokudols ไอดอลสุดซ่าป๊ะป๋าสั่งลุย

เรียกว่าเป็นภาพยนตร์ไลฟ์แอคชั่นจากญี่ปุ่นที่แฟนๆ ตั้งตารอคอยมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง สำหรับ Back Street Girls: Gokudols ไอดอลสุดซ่าป๊ะป๋าสั่งลุย จากมังงะสุดฮิตยอดขายถล่มทลายของ จัสมิน กิวห์ สู่ทีวีซีรีส์และล่าสุดกับเวอร์ชั่นภาพยนตร์ที่ต้องยกให้เป็นหนังฮาสุดกาวของปีนี้ แถมยังได้สามสาว โอคาโมโตะ นัตซุมิ, มัตซุดะ รุกะ และ ซากาโนะอุเอะ อากาเนะ มารับบทบาทยากูซ่าแปลงเพศกลายเป็นไอดอลสาวสวย

ไอดอลสุดซ่าป๊ะป๋าสั่งลุย

Back Street Girls: Gokudols ไอดอลสุดซ่าป๊ะป๋าสั่งลุย ว่าด้วยเรื่องราวของ 3 หนุ่มจากแก๊งยากูซ่า เคนทาโร (ลูกพี่), เรียว (รองหัวหน้า) และ คาสุฮิโกะ ที่ดันไปทำเรื่องไม่ดีเข้า จนหัวหน้าของพวกเขารู้สึกไม่พอใจจนอยากจะสั่งฆ่าตัดตอนลูกกระจ๊อกทั้ง 3 คน แต่ด้วยไอเดียบรรเจิดของหัวหน้าที่พวกเขาเรียกว่า ป๊ะป๋า ที่เคยเห็นวงไอดอลอย่าง AKB48 ประสบความสำเร็จ เขาจึงสั่งให้พวกเขาเลือกว่าจะยอมตายหรือจะไปผ่าตัดแปลงเพศที่ประเทศไทย แล้วกลายเป็นไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปร้องเพลงอยู่บนเวที 3 หนุ่มเลยจำใจเลือกอย่างหลัง แล้วก็เกิดเป็นกลุ่มไอดอลที่ชื่อว่า โกคุดอลส์

ต้องบอกกันตามตรงว่าสิ่งที่คาดหวังจากหนังเรื่องนี้คืออยากเห็นยากูซ่าทั้งสามมาผ่าตัดแปลงเพศที่ไทยว่าจะออกมาเป็นยังไง เมื่อได้ไปเห็นในหนังแล้วก็พบว่าค่อนข้างผิดหวัง เพราะหนังทำออกมาแบบที่ไม่คาดคิดว่าจะกล้าทำแบบนี้ แต่ก็สมกับความฮาที่มาพร้อมกับความบ้าหลุดโลกจริงๆ แน่นอนว่าหากยึดเอาหลักความเป็นจริงเรื่องราวเหล่านี้มันก็คงเกิดขึ้นได้ยาก ฉะนั้นทางเดียวที่จะทำให้เราสนุกไปกับหนังได้คือการไม่ต้องคิดอะไรเลย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่ทำให้เราสามารถจดจ่อไปกับเรื่องราวสุดกาวของ Back Street Girls: Gokudols นั้นคือสามสาวและสามหนุ่มที่สามารถถ่ายทอดความฮาแบบเพี้ยนๆ ออกมาได้เป็นอย่างดี จังหวะการตบมุกตลกก็แทบกลั้นขำไม่อยู่ ยิ่งมาเจอพฤติกรรมการพยายามทำตัวเป็นไอดอลแล้วบอกเลยว่ารั่วหนักมาก แฟนๆ ที่ตามมาตั้งแต่มังงะและอนิเมะ น่าจะชอบได้ไม่ยากเลย

และส่วนที่ดีที่สุดอีกอย่างนอกเหนือไปจากความเฮฮาบ้าบอแล้วก็คือเพลงประกอบภาพยนตร์ที่สามสาวร้องในเรื่องนั้นทำออกมาดีมากๆ ไม่เสียชื่อญี่ปุ่นจริงๆ เพลงเพราะความหมายดี (ยกเว้นเพลงตัดนิ้วนะ 555) ทำนองฟังแล้วติดหูเพลินมาก เชื่อว่าแฟนหนังที่ติดตามไอดอลน่าจะอินกันสุดๆ เนื่องจากหลายๆ ฉาก หลายๆ ตอน จัดมาเฉพาะแฟนๆ เลยก็ว่าได้ แต่ในขณะเดียวกันหนังยังมีความดรามาให้เราได้สัมผัสอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้หนักหน่วงจนเกินจะรับไหว เอาเป็นว่าใครที่ชอบหนังแนวแบบที่ไม่ต้องคิดอะไรมากก็น่าจะไม่ผิดหวังกับเรื่องนี้แน่นอน

Cr.movie.mthai.com

แนะนำหนัง Date Night คืนเดท…สุดพิสดาร

โบราณเคยกล่าวไว้ว่า? น้ำพริกถ้วยเก่ามักจะจืดชืด ไม่อร่อยกลมกล่อมเหมือนเคย? คำนี้มักจะใช้ เปรียบเปรย คู่สามีภรรยาที่แต่งงานกันนาน ความหอมหวาน ความตื่นเต้นเร้าใจก็ย่อมจืดจางไปทุกวัน สามีภรรยาหลายคู่พยายามเสาะหาวิถีทาง เพื่อไม่ให้ชีวิตรักจืดจาง และต้องมาจบลงด้วยการหย่าร้าง แต่จะมีวิธีไหนเล่าที่จะมาคลายปมที่ติดอยู่ในใจของพวกเขาได้ การออกเดท จึงเป็นอีกทางเลือกนึง ที่คู่รักมักจะใช้กัน
คืนเดทพิสดาร ผิดฝาผิดตัวรั่วยกเมือง? ภาพยนตร์แอ๊คชั่นเฮฮา ที่ผู้กำกับ ?ชอว์น เลวี” ที่เคยการันตีความสนุกจาก “Night at the Museum” ทั้ง 2 ภาค นำเรื่องราว ที่เป็นปม ชีวิตของคู่รักสามี-ภรรยา ออกมาตีแผ่ลงจอเงิน ด้วยเนื้อหาที่สนุกเฮฮาบวกกับเรื่องราวใกล้ตัว ของการออก เดทของสามี-ภรรยาคู่หนึ่ง แต่คืนเดทที่น่าจะหอมหวาน กลับกลายเป็นคืนสุดพิสดารที่ทั้งคู่เกือบเอาชีวิต ไม่รอด

Date Night

โดยเรื่องนี้ได้พระเอกเจ้าพ่อหนังคอเมดี้ตัวพ่อ ?สตีฟ คาเรลล์? มารับบท ?เทฟิล? สามีที่เพียบพร้อม ไปซะทุกอย่าง ยกเว้นกิจกรรมบนเตียงที่แสนจะจืดจาง ประกบคู่กับ ?ทีน่า เฟย์? รับบท ?เฟย์? ภรรยา แสนดีที่ไม่เคยเรียกร้องอะไรจากสามี นอกซะจากเรื่องบนเตียง

ซึ่งภาพยนตร์แนวแอ๊คชั่นคอเมดี้เรื่องนี้ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตรักของสามี-ภรรยาคู่หนึ่ง ซึ่งแต่งงานกัน มานานมีลูกที่แสนน่ารักเป็นสักขีพยาน ด้วยเหตุที่ต่างคนต่างใช้ชีวิตไปกับการทำงาน เลยไม่มีเวลาได้ดูแล หัวใจที่แสนจะบอบบาง วันหนึ่งคู่รักสามี-ภรรยา เพื่อนซี้ของเขาทั้งสอง เกิดคิดจะหย่าร้างกัน เหตุเพราะเข้ากันไม่ได้ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นฉนวนให้ ?เทฟิล? (สตีฟ คาเรลล์) และ ?เฟย์? (ทีน่า เฟย์) ฉุดคิดว่าความรักของเขาทั้งคู่เริ่มจืดจางลง เหมือนคู่สามี-ภรรยาเพื่อนซี้ของเขารึเปล่า เขาจึงหาทางเติม ความรักให้แก่กัน ด้วยการออกเดททุกคืน ในร้านอาหารที่แสนจะธรรมดาไม่ไกลจากบ้าน เรื่องราวบนโต๊ะ อาหารกลับเป็นเรื่องเดิมๆที่คุยกันซ้ำไปซ้ำมาทำให้ชีวิตรักของเขากลับดูแย่ลงกว่าเดิม วันหนึ่ง ?เทฟิล? (สตีฟ คาเรลล์) เลยหาวิธีที่จะทำให้ภรรายาประทับใจที่สุด ด้วยการนัดเดทในร้านอาหารสุดหรู แต่แล้วคืนเดท คืนนั้นแทนที่จะเป็นคืนเดทที่แสนหวาน แต่กลับกลายเป็นคืนเดทสุดพิสดาร จนเขาทั้งคู่เกือบเอาตัวไม่รอด แต่จะพิสดารยังไงต้องไปลุ้นกันเอง

ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ้าจะถามถึง บทหนัง ก็คงเป็นภาพยนตร์ธรรมดาเรื่องหนึ่ง ที่เป็นเรื่องราวใกล้ ตัวสำหรับคนที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน(สามี-ภรรยา) แทนที่จะถ่ายทอดออกมาได้ สนุก ซึ่ง ประทับใจ กลับออกมาเหมือนกับว่าไม่เต็มที่ (ไม่สุด) จะฮาก็ไม่ฮา จะซึ้งก็ไม่ซึ้ง เนื้อหาของหนังเป็นอะไรที่เรียบมากๆ ไม่ตื่นเต้น ไม่เร้าใจ ฉากบางฉากที่น่าจะสนุกก็รู้สึกเฉยๆ จะมีให้ขำบ้าง ถ้านับแล้วประมาณ 2-3 ครั้งเท่านั้น น่าเสียดายที่ได้นักแสดงมากความสามารถมาแสดง แต่ตัวหนังกลับทำให้งานกล่อย ยิ่งช่วง 30 นาที แรก ยิ่งรู้สึกเบื่อมากๆ ว่าทำไมหนังมันเฉื่อยอย่างนี้ ไม่สนุกเหมือนในตัวอย่างเลย

ข้อดีของหนังเรื่องนี้ :ทำให้เรารู้ว่าชีวิตคู่จะไม่มีวันจืดจางลงได้ ตราบใดที่เรายังรักกัน การออกเดท (Date) ของต่างประเทศ ก็เหมือนกับการที่คู่รักได้มีเวลาอยู่ด้วยกันสองต่อสอง ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้สึกกัน ได้เติมเต็มความรักให้แก่กัน ซึ่งบ้านเราก็น่าจะนำวิธีนี้มาใช้บ้าง เพื่อเติมเต็มชีวิตคู่ให้หอมหวาน ถึงจะอยู่ ด้วยกันมานานหลายปี มีลูกด้วยกันหลายคน ก็ไม่สำคัญ เท่ากับการหาช่วงเวลาดีๆ ให้เป็น Date Night ที่ดีที่สุด ชีวิตรักก็จะไม่มีคำว่า ?น้ำพริกถ้วยเก่า? อีกต่อไป

สรุปแล้วภาพยนตร์ อาจจะไม่ได้ให้ความสนุกมากมายอะไร แต่จะให้ข้อคิดดีๆ สำหรับชีวิตคู่หลังแต่งงาน ซึ่งคู่รักควรจูงมือกันไปชม แล้วจะรู้ว่า คืนเดทของคุณจะเป็นคืนที่สุดพิเศษ แล้วคุณล่ะคิดอย่างไร กับภาพยนตร์เรื่องนี้ ดูแล้วมาคุณกัน รับไป 2.5 ดาว

Cr.movie.mthai.com

รีวิวหนัง Plus One – ดับเบิ้ลสยอง คนโคลนคน

หลังจากทะเลาะกับจิล(แอชลีย์ ฮินชอว์) แฟนสาว เดวิด(ไรส์ เวคฟิล์ด) ตัดสินใจที่จะตามไปง้อเธอที่งานปาร์ตี้แห่งหนึ่งพร้อมกับเพื่อนของเขา เท็ดดี้(โลแกน มิลเลอร์) ในระหว่างที่ทุกคนในงานกำลังมันส์สุดเหวี่ยงกับบรรยากาศโดยรอบ กลับเกิดเรื่องราวประหลาดขึ้น เมื่อมีชิ้นส่วนของดาวตกลงมาในพื้นที่ใกล้เคียง ทันใดนั้นไฟในงานก็ดับวูบลง ทุกอย่างมืดมิด และทุกคนอยู่ในความตื่นตระหนก!

Plus One

ดีนะที่มีหนังฟอร์มเล็กๆแบบนี้มาฉายโรงบ้านเราเรื่อยๆ ถึงมันจะไม่ใช่หนังแพงแต่ความน่าสนใจมันมากมายเลยแหละ มักจะมีความแปลกแหวกแนวมาให้ได้เพลิดเพลินเสมอๆ ใครที่ชอบหนังแบบ Magic Magic หรือ Rosewood Lane น่าจะสนุกกับหนังเรื่องนี้ไม่น้อย

กลุ่มวัยรุ่นในงานปาร์ตี้ที่เจอกับเหตุการณ์ประหลาดเมื่ออุกกาบาตตกลงมาพร้อมกับพลังงานลึกลับที่ไหลโยงไปตามสายไฟ ทำให้ไฟดับแล้วเมื่อไฟติดขึ้นมาทุกคนในงานปาร์ตี้จะมีอีกร่างดับเบิ้ลปรากฏขึ้นมีตัวตนเป็นคนเดียวกันซึ่งตัวละครทึกทักเอาว่าเกี่ยวเนื่องกับห้วงเวลา ทำให้นึกถึงเครื่องย้อนเวลาที่เฮอร์ไมโอนี่ใช้ใน Harry Potter and the Prisoner of Azkaban แต่นี่ไม่ใช่แค่เฮอร์ไมโอนี่คนเดียวแต่เป็นเด็กวัยรุ่นในงานปาร์ตี้ทั้งกลุ่มที่ป๊ะกันกับร่างดับเบิ้ลของตัวเอง!!

เมื่อทุกคนในงานปาร์ตี้รู้ความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นก็สติแตกรักตัวกลัวตายจนเกิดการเข่นฆ่าร่างดับเบิ้ลของตัวเอง บ้าคลั่งและทำร้ายตัวเอง’อีกคน’เพื่อเอาตัวรอดจากความหวาดกลัว ขณะที่พระเอกใช้โอกาสนี้ในการแก้ไขความผิดพลาดของตัวเองเพื่อคืนดีกับนางเอก และมีหญิงสาวอีกคนที่เลือกเข้าใกล้ทำความรู้จักร่างดับเบิ้ลของตัวเองและเมื่อปัญหาประหลาดหายวับไปก็พบว่าการเป็นมิตรกับร่างดับเบิ้ลนั้นไม่เกิดความเสียหายอะไร

แต่พวกที่ฆ่ากันกลับไม่รู้เลยว่าร่างกายที่เหลือรอดเป็นพวกเขาจริงๆหรือร่างดับเบิ้ลกันแน่พร้อมทั้งยังต้องแบกรับความทรงจำนองเลือดอันเลวร้ายเหล่านั้นไปจนวันตาย

จริงๆ แล้วหนังมันอ่อนตรรกะ ไร้คำอธิบายกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมากๆ นะ แต่มันก็ไม่จำเป็นเพราะประเด็นมันอยู่ที่ความกลัวความอำมหิตของมนุษย์ที่ถึงแม้จะอ้างอิงเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ให้น่าเชื่อมากขึ้นก็ไม่มีผลอะไร

มันสนุกร่วมอารมณ์ไปกับตัวละครได้ตรงที่เหตุการณ์มันกระทันหันจนชวนสติแตกไปพร้อมกันทั้งหนังทั้งคนดู ถึงจะงงๆกับตรรกะเส้นเวลาอยู่พอควรแต่มันก็ทดแทนด้วยการจี้ปมสัญชาตญาณดิบเถื่อนของมนุษย์ให้สั่นสะเทือนความรู้สึกได้อย่างตะลึงพรึงพรืดมากทีเดียว