รีวิว Black Panther

เข้าฉายในไทยไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ที่แฟนหนังหนังรอคอยมากที่สุดเลยก็ว่าได้ นั่นคือ Black Panther จากตัวละครที่แย่งซีนฮีโร่ทั้งหลายใน Captain America: Civil War (2016) แน่นอนว่าแฟนๆ ก็หวังให้มีการสร้างภาคต่อของตัวละครตัวนี้ และมาร์เวลก็ไม่พลาดที่จะสร้างเรื่องราวเป็นภาคแยกของกษัตริย์แห่งวากันดา

Black Panther

Black Panther ว่าด้วยเรื่องราวของทีชัลลา หลังจากการตายของผู้เป็นพ่อ ราชาแห่งวากันดา เขาได้เดินทางกลับไปยังบ้านเกิดที่ตั้งเป็นเอกเทศ และเต็มไปด้วยวิทยาการสุดล้ำของชนชาติแอฟริกัน เพื่อขึ้นรับบัลลังก์และในตำแหน่งราชา

เรียกว่าหลังจากขโมยซีนเป็นตัวละครรับเชิญของกัปตันอเมริกาไปแล้ว ก็ถึงเวลาของ Black Panther แล้ว โดยในภาคแรกนี้ได้ปูเรื่องราวของรัชทายาททีชัลลา ซึ่งรับบทโดยนักแสดงหนุ่มผิวสีสุดหล่อ Chadwick Boseman ซึ่งในหนังได้เล่าถึงความเป็นมาของวากันดาและการเป็น Black Panther ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ก่อนไปเริ่มภารกิจการเป็นกษัตริย์องค์ใหม่และการชำระสะสางหนี้แค้นที่ตังเองไม่ได้ก่อ

ต้องยอมรับว่า Black Panther เป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ในจักรวาลของมาร์เวลที่ทำออกมาได้ดีมาก เมื่อเทียบกับเรื่องอื่นๆ ที่ผ่านดูเหมือนเรื่องนี้จะมีความพิเศษหลายอย่าง ทั้งในเรื่องของประเด็นของหนังที่ต้องการจะสื่อ รวมไปถึงบท ตัวละคร ฉาก ล้วนทำออกมาได้อย่างลงตัว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของนักแสดงตัวหลักทุกคนที่มีบทบาทและมีความสำคัญเท่าเทียมกัน แถมยังแฝงไปด้วยความเป็นเฟมินิสต์จากตัวละครที่มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจของพระราชาทีชัลลา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง อีกทั้งตัวร้ายมีมิติความเป็นคน ไม่ได้ร้ายโดยไม่มีสาเหตุ มีที่มาที่ไปอย่างสมเหตุสมผล

ในส่วนของฉากแอ็คชั่นเราก็พอจะเห็นจากตัวอย่างรวมถึงสปอตต่างๆ ที่ปล่อยออกมาว่ามันเจ๋งขนาดไหน เมื่อได้ไปดูเต็มๆ เรื่องก็ยิ่งทำให้ตื่นตาตื่นใจไปกับวิทยาการอันล้ำหน้า ถ้าเป็นเรื่องจริงน่าจะเยี่ยมสุดๆ ไปเลย แม้ว่าหนังจะเน้นปูเรื่องราวความเป็นมาต่างๆ เสียมากกว่า

แต่ด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่าง (ไม่รวมวิชวลเอฟเฟกต์ ซีจีฯ) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบท การดำเนินเรื่อง รวมถึงความสมเหตุสมผล ดูมีมิติ และสะท้อนเห็นประเด็นทางสังคมที่เกิดขึ้นปัจจุบันที่เราเห็นตามสื่อต่างๆ เรียกว่าเป็นหนังที่ทันยุคทันสมัย ไม่ตกเทรนด์จริงๆ

แน่นอนว่าตัวละครหลักอย่างทีชัลลานั้นสื่อให้เห็นถึงภาวะความเป็นผู้นำที่เป็นภาพสะท้อนจากความเป็นจริงในปัจจุบัน ทั้งความกล้าบ้าบิ่น ความขี้ขลาดตาขาว แถมยังจิกกัดประเทศมหาอำนาจาอย่างไม่ไว้หน้า เรียกว่าเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่ครบรสจริงๆ

แม้ว่าจะมีฉากให้ฟินระหว่างพระ-นางกันไม่มาก แต่ว่ามาแต่ละทีนี่ก็ทำเอาจิกเบาะกันเลยทีเดียว และสุดท้ายหลายคนก็น่าจะทราบว่าเป็นวัฒนธรรมของค่ายนี้ไปแล้วที่จะมีฉากเอนเครดิต ซึ่งเรื่องนี้ก็มีถึง 2 ตอน บอกเลยว่าเอนเครดิตตัวที่ 2 ทำเอากรี๊ดแตกมาก อยากรู้ว่าจะเป็นยังไงต้องไปพิสูจน์เอง

Black Panther 9/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

รีวิวหนัง Liam: As It Was – เลียม กัลลาเกอร์ ตัวตนไม่เคยเปลี่ยน

หนัง As It Was หรือชื่อไทยว่า เลียม กัลลาเกอร์ ตัวตนไม่เคยเปลี่ยน สารคดีชีวิตจริงของชายผู้ไม่เคย “หุบปาก” แต่โลกทั้งใบคงไร้สีสัน หากไม่มีชายคนนี้! พบกับเบื้องหลังชีวิตตลอดทศวรรษที่ผ่านมาของตำนานชาวร็อก “”เลียม กัลลาเกอร์”” อดีตนักร้องนำของวง Oasis ที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน ตั้งแต่การล่มสลายของวงที่เขารัก เหตุที่ทำให้วงใหม่ของเขาต้องหายไปจากวงการ และการกลับมาดุจปาฏิหาริย์ของหนึ่งในตำนานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการเพลง

 Liam: As It Was

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่ามันเป็นหนังเฉพาะกลุ่มจริงๆ เป็นหนังสำหรับแฟนเพลงของเลียมหรือแฟนเพลงของ Oasis ที่ไม่ได้เอนเอียงหรือเกลียดเลียม คือคุณจำเป็นต้องรู้จักวง Oasis รู้จักสองพี่น้อง Gallagher ว่านิสัยใจคอแต่ละคนเป็นยังไง และพวกเขาที่ตีกันทำให้วงแตก มาก่อนในระดับนึง พอให้รู้จักว่าใครเป็นใคร นิสัยเป็นยังไงนั่นแหละ และคุณจะเข้าใจ อินกับหนังเรื่องนี้มากขึ้น

เอาจริงๆ แค่เปิดหนังมา ประโยคแรก ก็โคตรบ่งบอกความเป็นตัวตนของเลียมเลย ว่าเป็นคนยังไง ยโส หยิ่ง จองหอง กวนตีน แต่มุ่งมั่น ตั้งใจ สู้ ไม่ยอมแพ้และทะเยอทะยาน นั่นคือตัวตนของชายที่ชื่อว่า เลียม หนังเริ่มด้วยประเด็นปัญหาวงแตกของ Oasis และแน่นอนผู้รับบาปในหนังเรื่องนี้ กลายเป็นผู้ร้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ โนล เขาโดนโทษไปเต็มๆ จากเลียม จริงหรือไม่จริงไม่รู้ รู้เพียงแต่ว่าในเรื่องนี้ โนล คือคนที่ทำให้วงแตกและเขาคือตัวปัญหา เห็นค่าน้องชายต่ำกว่าดนตรี

แต่หนังไม่ได้ไปโฟกัสความเป็น Oasis เท่าไหร่ อาจแตะแบบผิวเผิน ว่านี่คืออดีตฟรอนต์แมนของ Oasis เท่านั้น ให้เห็นว่าเขารักวงนี้แค่ไหน และตัวตนตอนนั้นเขาเป็นอย่างไร หลังจากนั้นหนังก็เริ่มเข้าสู่จุดเริ่มต้นของการเกิดใหม่ของเลียม ในนามวง Beady Eye ซึ่งเราจะได้เห็นว่าทำไมเขาเลือกทิศทางในชีวิตแบบนั้น ด้วยเหตุผลใด และทำไปทำไม

เราได้เห็นจังหวะช่วงชีวิตของเลียมอย่างที่เราไม่คาดคิดว่าเขาจะเป็นเช่นนั้น เราได้เห็นว่าคนที่โคตรมั่นใจ หยิ่งยโส โอหังอย่างเลียม ก็มีแง่มุมที่ท้อ หดหู่ เศร้า กังวล ตื่นกลัว ไม่รู้จะทำอะไร ทำยังไงต่อในชีวิต แต่เขาก็ลุกขึ้นสู้กลับมาอีกครั้งและโด่งดังแบบสุดๆ แถมหนังยังอธิบายออกมาได้อย่างชัดเจนถึงการกลับมาในครั้งนี้ว่ามันไม่ใช่เพราะใคร หากแต่คือคนรักของเขาเด็บบี้ กวิเธอร์ ซึ่งมันจะทำให้ได้เห็นในแง่มุมของดวงใจเลียมว่าต้องเป็นคนยังไง และเจ๋งแค่ไหนถึงครองใจชายคนนี้ไว้ได้อย่างอยู่หมัดและด้วยเหตุนั้น หนังยังส่งให้เราได้เห็นแง่มุมของเลียมที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนด้วย แง่มุมที่อ่อนโยน รักครอบครัว ใช่ คุณอ่านไม่ผิดหรอก ใครจะไปคิดว่าเลียมจะมีแง่มุมแบบนั้น 555 และอีกหลายๆ แง่มุมที่ถึงกับต้องนึกในใจว่า “เห้ย เลียมก็มีมุมแบบนี้ด้วยหรอวะ” หมายถึงในทางที่ดีนะ คือมีแง่มุมน่ารักๆ ให้เราเห็นอะว่างั้นเถอะ

หนึ่งในหลายสิ่งที่เซอร์ไพรส์คือเวลาที่เลียมพูดถึงพี่ชายอย่างโนล ถึงแม้จะด่ากราด แค่ไหน แต่สิ่งที่เราสัมผัสได้คือเขาคงไม่ได้เกลียดโนลหรอก เขาแค่โกรธ และแน่นอนเราว่าเลียมยังแคร์โนลอยู่

บทพูดที่ออกมาจากปากเลียมหลายๆ คำนี่ไม่รู้ว่าเป็นบทที่ทางทีมงานให้เลียมพูดหรือเปล่านะ เพราะมันทั้งคม กินใจ และโคตรจริงใจเลย แต่ให้เดาด้วยคาแร็คเตอร์ของเลียมแล้ว เขาน่าจะพูดออกมาด้วยตัวเองแหละ ถ้าจะให้บอกชื่อใครสักคนที่โคตรเป็นตัวเองในวงการบันเทิง เลียม นี่แหละ คือหนึ่งในไม่กี่ชื่อที่โคตรเป็นตัวของตัวเองจริงๆ

อย่างที่บอกไปในตอนต้น เราคิดว่าคนที่เป็นแฟนคลับเลียมและรักเลียม พอดูเรื่องนี้พวกคุณจะรักชายที่ชื่อว่าเลียมมากขึ้น

หนังมีข้อมูลเยอะมาก และเร็วมาก มีข้อมูลถาโถมใส่คนดูแบบไม่ให้หยุดพักให้หยุดหายใจ แต่มันก็ดำเนินเรื่องและร้อยเรียงออกมาได้อย่างดีเข้าใจง่าย เป็นลำดับเวลาที่ชัดเจน แถมหนังยังใส่ใจคนดูอยู่ตลอดเวลา มีการขึ้นชื่อคนพูดก่อนเสมอว่าใครกำลังพูดอยู่ ซึ่งโอเคมาก ถ้าไม่ขึ้นมันก็จะส่งผลต่อหนังอีกแง่ว่าใครจะรู้สึกหรือพูดถึงเลียมยังไง

ตัวหนังไม่ได้มีมุมว้าว หรือภาพสวยๆ เลิศเลออะไรขนาดนั้นหรอก แต่มันถูกถ่ายทอดและร้อยเรียงออกมาได้ดี เข้ากับเพลงของเลียมได้อย่างยอดเยี่ยม

น่าเสียดาย หนังค่อนข้างจบเร็วไปสักหน่อย การที่ผู้กำกับติดตามเลียมขนาดนั้น น่าจะเล่าอะไรออกมาได้มากกว่านี้ ขยายความในหลายๆ ส่วนได้ดีกว่านี้ เท่านั้นเลยจริงๆ

สรุปแล้ว นี่คือหนังสารคดีของเลียม สำหรับคนรักเลียม และโคตรเป็นตัวเลียม เราจะได้เห็นหลายๆ แง่มุม หลายๆ มุมมองของชายที่ชื่อว่าเลียมได้แบบที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ทั้งด้านดนตรี ด้านชีวิตส่วนตัว และด้านครอบครัว สำหรับเราเขาเหมือนชายที่เป็นโรค โรคที่เรียกว่า “โรคดนตรี” คือถ้าไม่เล่นดนตรีไม่รู้จะทำอะไรแล้วอะ ต้องเล่นและทำมันต่อไปเรื่อยๆ มันไม่ใช่หนังซึ้ง หนังดราม่าน้ำตาแตก หรือดูแล้วเกิดแรงบันดาลใจในการอยากเล่นดนตรีแต่อย่างใดหรอกนะ เพราะหนังเรื่องนี้จะพาคุณไปรู้จักกับชายที่ชื่อว่าเลียมล้วนๆ เลย

ปล. เข้าไปฟังเพลงของเลียมแต่ละเพลง ก็คุ้มอยู่นะ 555

ปล2. ลูกเลียมหล่อมว๊ากกก โคตรจะเหมือนเลียม ยังกะโคลนนิ่งกันมา แถมวิธีเลี้ยงลูกของเฮียแกโคตรสุดโต่ง 555