รีวิวหนัง Crawl – คลานขย้ำ

หนัง Crawl หรือชื่อไทยว่า คลานขย้ำ เมื่อพายุเฮอร์ริเคนพัดถล่มฟลอริดา เฮลีย์ (คาย่า สโคเดลาริโอ) กลับไปยังบ้านเกิดโดยไม่สนใจคำสั่งประกาศอพยพ เพื่อกลับไปหาพ่อ (แบร์รี่ เป็ปเปอร์) ที่หายตัวไป เธอพบพ่อได้รับสภาพบาดเจ็บสาหัสอยู่ในพื้นที่ใต้ถุนบ้าน ทั้งคู่ถูกพายุซัดและน้ำเริ่มท่วมเต็มพื้นที่ใต้บ้าน เวลาที่จะหนีจากพายุเริ่มน้อยลง เฮลีย์และพ่อต้องเผชิญกับระดับน้ำที่สูงขึ้น และจระเข้านักล่าอยู่รายรอบ

Crawl

เป็นหนังที่แม้จะดูจบแล้ว แต่ก็ยังให้ความรู้สึกเสียวขาตลอดเวลา ตลอดทั้งเรื่องหวาดเสียว ตกใจ ลุ้นเอาใจช่วยตัวละครให้รอดจากจระเข้ หนังเป็นหนังที่กระชับ ไม่เวิ่นเว้อดูสนุกตื่นเต้นตลอด 90 นาที

พลอตเรื่องก็อาจะดูเดิมๆ แต่ Crawl นำเสนอได้ตื่นเต้น กระชับ ใส่สิ่งที่เราอยากดูมาตลอดทั้งเรื่อง มีฉากสะดุ้งหลายฉากมากๆ อย่างที่บอกไปดูจบแล้วยังเสียวขาอยู่เลย กลับโดนจระเข้งับ ฮ่าๆ

ทางด้าน CG ต้องบอกว่ามันเนียนนะ ชอบฉากพายุมากเหมือนเหมือนจริงๆสุดๆไปเลย และที่ขาดไม่ได้เลยคือจระเข้ ตัวมันใหญ่มาก น่ากลัวสุดๆ โดยเฉพาะฉากเปิดตัว มันน่ากลัวสุดๆ ไปเลย (ยอมรับว่าฉากแรกทำได้น่ากลัวมากจนเราติดภาพฉากแรกนั้นไปตลอดทั้งเรื่อง) อีกอย่างเสียงของตัวหนังกระฮึ่มมาก ช่วยเพิ่มความน่ากลัวและความตื่นเต้นได้เป็นอย่างดี

ด้านการดำเนินเรื่องกระชับมากๆ ไม่รีรอ ใส่ฉากตื่นเต้นมาจนแทบไม่ได้พักหายใจ แต่ก็ยอมรับว่าพลอตเรื่องแบบเดิมๆ เดาได้จนถึงตอนจบ แต่ถ้าดูเอาสนุกก็ไม่ต้องคิดมาก เพราะมันสนุกตั้งแต่ต้นจนจบกันเลยทีเดียว มีหลายฉากที่เซอร์ไพร์สด้วยตื่นตาตื่นใจกับหลายๆ ฉาก และการนำเสนอของผู้กำกับ

รีวิวหนัง Jojo Rabbit – ต่ายน้อยโจโจ้

หนัง Jojo Rabbit หรือชื่อไทยว่า ต่ายน้อยโจโจ้ เรื่องราวของเด็กชาวเยอรมันคนหนึ่ง ที่มีเพื่อนในจินตนาการเป็น Hitler แม่ของเขาได้ซ่อนตัวเด็กหญิงชาวยิวคนหนึ่งเอาไว้ ทำให้เด็กชายคนนั้นต้องให้เพื่อนในจินตนาการช่วยเหลือ

Jojo the Rabbit

Jojo the Rabbit – ต่ายน้อยโจโจ้ เป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากหนังสืออีกที ผลงานของผู้กำกับ Taika Waititi ที่สร้างความฮาไว้ใน Thor: Ragnarok หลังจากนั้นก็กลายเป็นผู้กำกับเนื้อหอม ผลงานจ่อคิวเพียบ และเมื่อหนังสือที่ค่อนข้างจะดาร์คมาอยู่ในมือของเขาแล้ว มันจะกลายเป็นความฮา ความตลก อารมณ์และความรู้สึกก็เปลี่ยนไป แต่ก็ยังสะท้อนความโหดร้ายความหดหู่ของสงคราม ผ่านมุมมองของเด็กไร้เดียงสาออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงคว้ารางวัลออสการ์สาขา บทดัดแปลงยอดเยี่ยมไปได้ (Best Adapted Screenplay) ซึ่งจริงๆ หนังเรื่องนี้เข้าชิงอีกถึง 5 สาขาเลยทีเดียว

หนังว่าด้วยเรื่องราวของเด็กน้อยคนหนึ่งที่ชื่อว่า Jojo เขาเป็นเด็กที่รักชาติ หมกมุ่ง คลั่งไคล้ความเป็นนาซี และมีไอดอลเป็น Adolf Hitler อีกต่างหาก ที่สำคัญเขามีเพื่อนในจินตนาการเป็น Adolf Hitler อีกนั่นแหละ ปัญหามันเกิดขึ้นเมื่อเขามารู้ความลับว่าแม่ของเขาซ่อนสาวชาวยิวเอาไว้ในบ้านเขา ทำให้เขาต้องเผชิญเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้วยภาพ ด้วยตัวอย่าง ด้วยบท มันก็ดึงความสนใจความน่าดูของเราไปหมดแล้ว แต่เอาจริงๆ สารภาพเลยว่าไม่ได้ชอบ Thor: Ragnarok ของ Taika Waititi นะ คิดว่ามันใส่ตลกมาล้นเกินไปด้วยซ้ำ แต่อย่างที่บอกนั่นแหละความสนใจทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่ตัวผู้กำกับ

เอาจริงๆ เราเห็นหนังที่พูดถึงความโหดร้ายของ Hitler หรือนาซีมาก็เยอะเหมือนกันนะ แต่หนังเรื่องนี้เลือกที่จะบอกเล่ามุมมองพวกนั้นผ่านความไร้เดียงสาของเด็ก 10 ขวบ!!! แถมยังเล่าออกมาในมุมมองที่มีความฮา ความตลก คอเมดี้ ภาพโทนสว่างสีสดใส ดูไม่มีพิษไม่มีภัย แต่ก็แฝงไปด้วยตลกร้าย เจ็บปวด น่าเศร้า สะท้อนความรุนแรงของสงครามออกมา ให้คนไปตีความกันได้อย่างอึ้งใช่เล่นเลย ไม่ต้องมีฉากปูหรือขยี้เลยแม้แต่น้อย

แต่ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือความไร้เดียงสาของเด็กนั่นแหละ ที่เติบโต คุ้นชิน คุ้นเคยกับนาซี ความโหดร้ายของ Hitler ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กด้วยสภาพแวดล้อมแบบนั้น แต่พอโตขึ้นเขาก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง รับรู้อะไรหลายๆ อย่าง จนความเชื่อเปลี่ยนไป อาจเรียกได้ว่าความเข้าใจก็ไม่ผิด แถมการเติบโตผ่านความสัมพันธ์ของเขากับเด็กชาวยินก็ทำได้ดี จนทำให้หนังมีความเป็น coming-of-age ที่มีคุณภาพและทรงพลังมากๆ เลยทีเดียว

ทางด้านนักแสดง ต้องยกให้น้อง Roman Griffin Davis ที่รับบทเป็น Jojo นี่แหละ ฉายแววแบบสุดๆ แสดงได้โคตรดี สีหน้าท่าทางการแสดงออกดูจริงมาก น้องเก่งจริงๆ ตามมาด้วย Taika Waititi ในบท Adolf Hitler ในจินตนาการของ Jojo ที่ขนความบ้ามาเต็มมาก ทางด้านเด็กชาวยิว Elsa ที่รับบทโดย Thomasin McKenzie ก็เล่นได้มีเสน่ห์ไม่ใช่เล่น ผู้รับบทแม่ของ Jojo อย่าง Rosie ที่แสดงโดย Scarlett Johansson ก็มีผลต่อหนังแบบสุดๆ แถมทุกฉากที่เธอออกมาก็แสดงได้ดีมากจริงๆ เอาจริงๆ เหล่าทีมนักแสดงในเรื่องนี้ไม่มีอะไรจะติเลยอะ ทุกตัวละครมีเสน่ห์ในตัวเองสูงมากๆ รู้หน้าที่ในการเล่าเรื่อง มันคือจิ๊กซอว์ที่ทำให้หนังเรื่องนี้สมบูรณ์

สรุปแล้ว Jojo the Rabbit คือหนังที่บอกเล่าเรื่องราวสะท้อนความโหดร้ายของสงครามออกมาได้ในมุมมองที่แปลกใหม่และชาญฉลาด ผ่านมุมมองของเด็ก 10 ขวบเท่านั้น เราจึงได้เห็นภาพสดใส ไร้เดียงสา แต่ก็หนักอึ้งในความตลกร้ายไปพร้อมๆ กัน แถมยังจบได้ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว

Cr.movie.thaiware.com

รีวิวหนัง Bloodshot – จักรกลเลือดดุ

Bloodshot – จักรกลเลือดดุ หนังแนว Anti-Heroes คนใหม่จากค่าย Valiant Comics ที่เคยตั้งตนว่าจะเป็นตัวเปิดจักรวาล Valiant Universe เหมือนพวกค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Marvel หรือ DC แต่เรื่องอื่นๆ ของ Valiant ก็ถูก Paramount ซื้อไปเหลือทิ้งไว้แค่ Bloodshot เนี่ยแหละ แต่ถึงกระนั้นก็ตามมันก็ออกมาเป็นหนังให้เราได้ดูกัน ซึ่งมันคืองานกำกับหนังใหญ่ครั้งแรกของ Dave Wilson แต่เจ้าตัวเคยกำกับหนึ่งตอนของซีรีส์ Love, Death & Robots ทาง Netflix มาแล้ว

Bloodshot

หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนายทหารคนหนึ่งที่ทำหน้าที่ปฏิบัติภารกิจบางอย่าง แต่แล้วก็พลาดท่าเสียทีโดนฆ่าเสียชีวิต และทาง RST ก็ได้นำร่างเขามาชุบชีวิตใหม่ด้วยเทคโนโลยีหุ่นยนต์จิ๋วสุดล้ำ Nanites เปรียบดั่งเลือดของเขา ที่ทำให้เขามีพละกำลังที่แข็งแกร่งขึ้น และที่สำคัญมีพลังในการรักษาขั้นสูง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นพระเอกก็รู้ตัวว่าเขากำลังโดนทาง RST หลอกให้ปฏิบัติภารกิจต่างๆ ด้วยการป้อนความทรงจำเป้าหมายที่ต้องการให้ฆ่า แต่งเรื่องราวลงไปในหัวของนายทหารคนนี้ เขาจึงหาทางออกมาทวงแค้น

หนังแสดงนำโดย Vin Diesel ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่านะ คาแรคเตอร์ก็เหมือน Dom Toretto นั่นแหละ เพียงแต่อยู่ในคราบของยอดมนุษย์อะไรทำนองนั้น (เอาจริงๆ Vin Diesel ไม่ว่าจะเล่นหนังเรื่องไหนก็เหมือนกันหมดทุกเรื่องแหละ 555) ส่วนตัวประกอบคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Eiza González, Sam Heughan, Guy Pearce ก็ไม่ได้โดดเด่นหรือน่าจดจำแต่อย่างใด บทไม่มีอะไรเลยด้วยซ้ำ ตัวประกอบจริงๆ รายขอ Eiza González ออกมาให้กระชุ่มกระชวยหัวใจแค่นั้นแหละ

เนื้อเรื่องในเรื่องนี้เหมือนตัวอย่างเลย ไม่มีเซอร์ไพรส์ ไม่เกินคาดเดา ไม่มีอะไรเลยจริงๆ คือด้วยความที่เราเห็นและรับรู้เรื่องราวจากในตัวอย่างหมดแล้ว มันจึงไม่มีอะไรช่วยดึงให้เราอยู่กับหนังสักเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นเราจึงไปคาดหวังกับฉากแอ็คชั่น ความดุของ Anti-Heroes ตัวนี้แทน

แต่ก็ผิดหวังอีกเช่นเคย เพราะฉากแอ็คชั่นก็ไม่ได้ว้าว ไม่ได้สนุกอะไรเลย มันดาดๆ และธรรมดามาก ไอ้ที่พอจะเท่ก็เห็นในตัวอย่างหมดแล้ว มันจึงไม่เหลือส่วนให้เพลิน ให้ตื่นเต้นสักเท่าไหร่ แถมความแค้น ความเดือด ความดุ มันยังไม่มากพอที่จะทำให้มันสนุกได้

สรุปแล้ว Bloodshot – จักรเลือดดุ เราเฉยๆ กับมันมาก มันไม่สามารถตรึงเราให้อยู่กับเรื่องราวได้ แอ็คชั่นก็ยังดึงไว้ไม่ได้อีก ตัวละคร Bloodshot ก็ไม่มีเสน่ห์ดึงดูดมากพอด้วย แต่กราฟฟิคก็ไม่แย่นะ ถือว่าดูดีเลยแหละ มันก็ไม่เพียงพอช่วยให้หนังเรื่องนี้สนุกขึ้นมาแต่อย่างใด ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องลองไปพิสูจน์ด้วยตัวเองดีกว่า คุณอาจจะชอบมันก็ได้นะ

Cr.movie.thaiware.com