รีวิว Professor Marston and the Wonder Women

หลังจากเข้าฉายในสหรัฐฯ ไปเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมาพร้อมด้วยคะแนนวิจารณ์ที่ค่อนข้างสูง ในที่สุดก็มีการนำเข้ามาฉายในไทยแล้ว สำหรับ Professor Marston and the Wonder Women ภาพยนตร์ชีวประวัติของผู้ให้กำเนิดฮีโร่หญิงคนแรกของโลก Wonder Woman จากหนังสือการ์ตูนที่กลายเป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ภาคเริ่มต้นที่ทำรายได้สูงที่สุดในโลกอีกด้วย

Professor Marston and the Wonder Women

Professor Marston and the Wonder Women ว่าด้วยเรื่องราวชีวิตที่ไม่เป็นไปตามแบบแผนของคนในยุคสมัยนั้นของ Dr. William Mouton Marston นักจิตวิทยามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและนักประดิษฐ์ที่ช่วยค้นคิดเครื่องจับเท็จรุ่นใหม่และได้ให้กำเนิดเรื่องราว Wonder Woman ในปี 1941

มาร์สตันมีความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัดกับภรรยาสาว Elizabeth Marston ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาและนักประดิษฐ์เช่นเดียวกัน และ Olive Byrne นักศึกษามหาวิทยาลัยที่ตอนหลังได้กลายมาเป็นผู้ช่วยงานวิจัยของ Dr. William Mouton Marston

ความสัมพันธ์ของคนทั้งสามเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างตัวละครซูเปอร์ฮีโร่สาว Wonder Woman และตัวละครนี้ได้ใส่ความเป็นเฟมินิสต์ของสองสาวลงไป ในเวลาต่อมาดอกเตอร์เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งผิวหนังในปี 1947 สองสาวจึงอยู่ด้วยกันและเลี้ยงดูมาร์สตันน้อยร่วมกัน

จากเรื่องราวชีวิตรักของ ดร.มาร์สตัน นักจิตวิทยาชื่อดัง จะเห็นว่าค่อนข้างผิดปกติในสายตาของคนทั่วไป เนื่องจากการใช้ชีวิตในครอบครัวแบบ 3 คนฉันสามีภรรยา เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ของสังคมในสมัยนั้น นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่เปิดเผยเบื้องหลังที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน

ด้วยเรื่องราวที่ถูกนำเสนอผ่านสายตาแบบมุมมองพระเจ้า เราจึงได้เห็นความคิด การกระทำของตัวละครว่ามีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร และยังทำให้เข้าใจความสัมพันธ์อันแปลกประหลาดของพวกเขาได้ ซึ่งแน่นอนว่าตัวละครแต่ละตัวนั้นก็มีเหตุผลในการทำสิ่งต่างๆ แม้การกระทำเหล่านั้นจะทำให้คนอื่นไม่เข้าใจในสิ่งที่พวกเขาเป็น หากมองกลับกันพวกเขาก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกชีวิตได้ตามแบบที่ตนต้องการ และการที่คนอื่นมาตัดสินการใช้ชีวิตของพวกเขาก็ถือเป็นการละเมิดสิทธิเช่นเดียวกัน

เนื่องจาก Professor Marston and the Wonder Women ได้เปิดเผยให้เห็นถึงต้นกำเนิดของการ์ตูนและภาพยนตร์ชื่อดังก้องโลกอย่าง Wonder Woman ซึ่งเป็นทฤษฎีทางจิตวิทยา โดยในหนังได้ย่อยข้อมูลให้ผู้ชมอย่างเราๆ ที่เชื่อว่าไม่ค่อยมีความรู้ทางด้านจิตวิทยามากนักให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น และดำเนินเรื่องอย่างเรียบง่าย ไม่หวือหวา เพราะด้วยความที่เนื้อเรื่องนั้นค่อนข้างมีความแปลกมากพอแล้ว จึงเป็นการดีที่มีการลำดับเรื่องได้เข้าใจง่าย เวลาเปลี่ยนพาร์ทการเล่าเรื่องก็ทำออกมาได้ดี ไม่ทำให้สับสน

หลักใหญ่ใจความที่เชื่อว่าหนังต้องการจะสื่อนั้นมีเพียงไม่กี่อย่าง นั่นคือความรัก อันเป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด แม้ว่าความรักของครอบครัวมาร์สตันจะผิดแผกไปจากครอบครัวอื่นๆ แต่สิ่งหนึ่งที่หนังสื่อออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนคือความรักใคร่ปรองดองของคนในครอบครัว ที่แสดงให้เห็นว่าปัญหาจากสังคมที่รับไม่ได้กับสถานะของพวกเขานั้น แม้ว่ามันจะมีผลกระทบบ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็ยังคงรักษาความรักนั้นไว้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งหากมองในมุมของพวกเขาเราก็จะเข้าใจได้ถึงเหตุผลที่พวกเขาทำไปทั้งหมด แต่จะว่าไปก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหลือเชื่อไปสักหน่อย แต่ด้วยความที่มันเกิดขึ้นจริง เราจึงไม่มีเหตุผลใดที่จะมาหักล้างความจริงที่เกิดขึ้นไปแล้วได้

นอกเหนือจากเรื่องราวที่เป็นที่ฮือฮาแล้ว นักแสดงที่มารับบทก็ทำให้เราประหลาดใจได้ไม่แพ้กัน เพราะด้วยบทบาทที่ถือว่าไม่ได้ง่าย นักแสดงนำทั้งสามคนอย่าง Luke Evans, Rebecca Hall และ Bella Heathcote ได้ถ่ายทอดความเป็นตัวตนของบุคคลนั้นๆ ออกมาได้อย่างสมจริง จนทำให้หลงเชื่อไปเลยว่าทั้งสามคนนั้นเป็นครอบครัวมาร์สตันไปจริงๆ ทั้งภาพและฉากต่างๆ ยังส่งให้การแสดงในแต่ละฉากนั้นมีเสน่ห์เฉพาะตัวได้อย่างน่าประทับใจ หากใครต้องการซึมซับเรื่องราวความรักที่เป็นธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ เชื่อว่า Professor Marston and the Wonder Women ไม่ทำให้ผิดหวัง อีกทั้งยังเป็นภาพยนตร์ที่ทำให้เรามีมุมมองความรักที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีและเปิดกว้างมากขึ้น

รีวิวหนัง Magic Mike XXL : กลับคืนสู่บาร์แห่งฝัน

หลังจากระยะเวลาเกือบ 2 ปี ในที่สุดตัวหนังภาคต่อเรื่องนี้ที่ แชนนิ่ง เททั่ม โปรดปรานนักหนา ก็ได้ออกมาแล้ว สำหรับ Magic Mike XXL ถึงแม้จะไม่ใช่ผลงานการกำกับของ สตีเว่น โซเดอร์เบิร์ก จากภาคแรก แต่เขาก็มานั่งแท่นเป็น เอ็กคลูซีฟ โปรดิวเซอร์ ให้ พร้อมดันผกก.หน้าใหม่อย่าง เกรกอรี่ เจค็อบส์ ที่ตัว เททั่ม เลือกมากำกับเองให้นั่งแท่นแทนครับ

 Magic Mike XXL

ภาพยนตร์เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับไมค์ 3 ปีต่อมาหลังจากที่เขาลาวงการเต้นเปลื้องผ้­าที่เขาได้สร้างตำนานเอาไว้ ภาพยนตร์เรื่อง “Magic Mike XXL” สมาชิกที่หลงเหลือ Kings of Tampa พร้อมสลัดผ้าแล้ว แต่พวกเขาอยากทำในสิ่งที่เป็นตัวของตัวเอง นั่นคือการปลุกความเร่าร้อนขึ้นมาในสุดยอด­การแสดงครั้งสุดท้ายที่หาดไมร์ เทิล พร้อมด้วยหัวหน้าคณะ Magic Mike ตำนานที่จะมาสร้างสีสันให้ผู้ชมกันอีกครั้ง

โดยผมต้องยอมรับเลยว่า ส่วนตัวเป็นคนที่ค่อนข้างชื่นชอบในภาคแรกมากๆ ทั้งในแง่ของตัวประเด็นที่หนังนำมาเสนอ และรวมไปถึงฉากเต้นโยกย้ายของเหล่านักแสดง ที่ถึงแม้คุณจะเป็นชายแท้ แต่ก็ต้องตื่นตะลึงไปกับความสามารถ และลีลาของพวกเขาแน่นอน เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกถ้าหากผมจะค่อนข้างคาดหวังกับภาคต่อเรื่องนี้มากพอสมควร ถึงแม้จะไม่ใช่ในตัวเรื่องโดยตรง แต่ก็กับฉากเต้นที่หวังว่าจะเร่าร้อนเช่นเคย

ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นก็ต้องยอมรับว่าค่อนข้างน่าพอใจ เพราะถึงแม้ตัวหนังอาจจะค่อนข้างลดทอนประเด็นเรื่องของ ชีวิตวัยกลางคน และชีวิตกลางแสงไฟ ลงไปกลายเป็นหนัง Road Movie ขนาดย่อม แต่สิ่งที่ตัวหนัง Magic Mike XXL สามารถมอบให้คนดูได้อย่างเต็มพิกัดคือเรื่องของ สิ่งของตอบสนองทางเพศ ที่ดุเดือดกว่าภาคแรก กับการวางตัวให้ผู้ชายเป็นเหมือนของเล่นสำหรับผู้ ด้วยเหล่านักเต้นเปลื้องผ้า ที่แน่นอนว่ามันสามารถสร้างความกระอักกระอ่วนให้แก่ผู้ชมเพศชายได้อย่างมาก เมื่อต้องเห็นเพศของตนเองถูกเหล่าเพศตรงข้ามลวนลาม และตกเป็นทาส ซึ่งในกรณีนี้หนังสามารถตั้งคำถามกลับกับคนดูได้อย่างดีอีกด้วยว่า แล้วทีเวลาเพศหญิงโดนกระทำชำเราในหนังเรื่องอื่นๆ ใยเราถึงไม่ได้มีความรู้สึกเช่นเดียวกันบ้างหล่ะ?

โดยนอกจากเรื่องเหล่านั้น หนังก็ยังมีการพยายามพูดถึงจุดมุ่งหมายของชีวิตคนเลข 40 ที่ต้องหางานการทำ เพื่อให้มีชีวิตต่อไปแบบไร้สีสันคล้ายภาคแรก แต่สิ่งที่ดูเหมือนน่าจะโดนใจผู้ชมเพศหญิง และอาจจะเพศชายบางส่วนมากที่สุด คงหนีไม่พ้นการที่ตัวหนังภาคต่อนี้มีฉากเต้นมากกว่า 30-40% ต่างจากภาคแรกที่มีน้อยมากๆ ซึ่งนั้นน่าจะทำให้เหล่าผู้หญิงฟินกันอย่างเต็มอิ่มแน่นอน โดยเฉพาะช่วงไคล์แมกซ์ที่เรียกได้ว่า แชนนิ่ง เททั่ม และผองเพื่อน ปล่อยพลังกันอย่างสุดฤทธิ์ เลื้อยส่ายเอว และสะโพกกันแบบไม่กลัวหลุดเลยทีเดียว

Magic Mike XXL

เพราะฉะนั้นโดยรวมแล้วจึงอย่างที่บอก ถึงแม้ว่าความเข้มข้นในด้านบทของตัวหนังจะลดลงจากภาคแรกค่อนข้างมาก แต่มันก็สามารถถูกทดแทนด้วยสิ่งอื่นๆ โดยเฉพาะฉากเต้นเปลื้องผ้า ที่สามารถขนเอาลีลา และแสงสีกลับมาจัดเต็มให้กับคนดูได้อย่างชื่นใจ

รีวิวหนัง As Above So Below – แดนสยองใต้โลก

นิเวอร์แซล พิคเจอร์ส และ เลเจนดารี พิคเจอร์ส ขอนำทุกท่านดำดิ่งลงไปใต้นครปารีส พร้อมกับสการ์เล็ต (รับบทโดย เพอร์ดิตา วีคส์) นักศึกษาโบราณคดีซึ่งลงไปในสุสานใต้ดิน เพื่อค้นหาปริศนาสำคัญที่หายไปในประวัติศาสตร์ ในภาพยนตร์ไซโคทริลเลอร์ As Above So Below แดนหลอนสยองใต้โลก

แดนสยองใต้โลก

สการ์เล็ตและเหล่านักสำรวจ เดินทางลงไปสู่สุสานใต้ดินที่อยู่ใต้ท้องถนนในกรุงปารีส ซึ่งเต็มไปด้วยกองกระดูกมนุษย์และเป็นที่สิงสถิตของวิญญาณนับล้าน การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการผจญภัยเพื่อค้นหาปริศนาสำคัญที่หายไปในประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่กลับกลายเป็นการเดินทางสู่นครแห่งความตายที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและความสยดสยอง พวกเขาต้องเผชิญกับบางสิ่งบางอย่างที่ตามหลอกหลอนและจ้องจะพรากชีวิตของพวกเขา

ภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นผลงานจากการเขียนบทโดยสองพี่น้อง จอห์น เอริค ดาวเดิล และดรูว์ ดาวเดิล (จาก Quarantine, Devil) ซึ่ง จอห์น เอริค รับหน้าที่กำกับการแสดงด้วย โดยมีนักแสดงนำ คือ เพอร์ดิตา วีคส์ (จาก The Invisible Woman, Prowl), เบน เฟลด์แมน (จาก Mad Men, Friday the 13th) และ เอ็ดวิน ฮอดจ์ (จาก Red Dawn, The Purge) ภาพยนตร์มีกำหนดเข้าฉาย 18 กันยายน นี้

ถ้าเอาความสนุกเข้าว่าแล้วมองผ่านความเป็นไปได้และความเป็นเหตุเป็นผลไปโดยเฉพาะความคิดแบนเรียบรวมถึงสัญชาตญาณของตัวละครเหล่าหนุ่มสาวที่บ้าบิ่นบ้าบอพวกนี้มันก็สนุกตื่นเต้นใจหายใจคว่ำได้มากทีเดียว มันเป็นการผจญภัยที่คาดเดาได้ยากเพราะมันแอบซ่อนหลายๆ อย่างที่ไม่ได้บอกชัดเจนจนเราสงสัยแล้วสงสัยอีกกระทั่งหนังพาเราไปเห็นด้วยตาตัวเอง ระหว่างทางก็เกิดการมั่วบ้างแต่ดีที่มันยังวุ่นวายอยู่ระหว่างเส้นตรรกะที่ครอบเรื่องทั้งเรื่องเอาไว้อยู่ ถึงแม้มันจะเป็นเหตุผลที่บางเบาจนเราเข้าไม่ถึง แต่การได้ดูคนโลภกลุ่มหนึ่งรนหาที่ตายค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้หลุมฝังศพตัวเองเรื่อยๆ มันก็สนุกดีในการเอาใจช่วยให้รอดระคนกับการสมน้ำหน้ามันรายตัว

จังหวะมันสนุกขึ้นเรื่อยๆ กับความลึกลับซับซ้อนถึงแม้ว่ามันจะไม่เก็บรายละเอียดหลายๆ อย่างที่ปูทางเรี่ยราดทิ้งไว้อย่างไม่น่าให้อภัย แต่บรรยากาศความมืดและอับชื้นในที่แคบนั้นบีบคั้นให้รู้สึกอึดอัดหวั่นกลัวได้ตลอดรอดฝั่งทั้งเรื่อง ความรู้สึกหลายๆ ช่วงคล้ายตอนที่ดู ‘Cloverfield’ กับ ‘Mr.Jones’เหมือนเรากำลังเดินเข้าบ้านผีสิงไปเรื่อยๆ ในเขาวงกต โดนผีหลอกตัวแล้วตัวเล่าแต่ก็หาทางหนีทีไล่ไม่เจอ

มุกผีที่เชื่อมโยงกับความผิดบาปของแต่ละคนก็ไม่มีหมุดหมายผลของการกระทำชัดเจนดูมั่วซั่วแต่ไปๆ มาๆ ก็สนุกดีนะ ตอนที่นางเอกทำภาระกิจสุดท้ายที่วิ่งฝ่าผีได้พรึงพรืดมากๆ ไม่รู้ว่าคนทำจงใจให้บาปบางอย่างอ่อนเปลี้ยมากไปหรือเปล่า อย่างเช่น นางเอกที่ไม่ได้รับสายพ่อก่อนที่พ่อจะฆ่าตัวตาย หรือพระเอกที่ช่วยน้องที่จมน้ำตายไม่ได้เพราะวิ่งหลงทางไปเรียกให้คนมาช่วยไม่ทัน ซึ่งมันไร้สาระดี ขณะเดียวกันมันก็ทำให้ได้ฉุกคิดว่าการกระทำของคนพวกนี้ขณะนี้ต่างหากที่เป็นบาปหนัก คนที่มีความเชื่อเรื่องประวัติศาสตร์แต่โบราณก็คงคิดว่ามันเกิดจากบาปแห่งการเหลื่อมล้ำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พอมองในมุมของเราเองก็ได้คำถามว่าบาปเล็กบาปน้อยของพวกเขานั้นควรได้รับลงโทษถึงขั้นตกนรกหมกไหม้หรือไม่