รีวิว Pet Sematary กลับมาจากป่าช้า

นับว่าเป็นภาพยนตร์สยองขวัญอีกเรื่องที่สร้างจากปลายปากกาของ สตีเฟน คิง ซึ่งถูกนำมารีเมกอีกครั้งโดยสองผู้กำกับ เควิน โคล์ช (Kevin Kölsch) และ เดนนิส วิดไมเยอร์ (Dennis Widmyer) และได้นักแสดงมากฝีมืออย่าง เจสัน คลาร์ก (Jason Clarke) ที่เคยฝากฝีมือไว้ใน Everest (2015), Dawn of the Planet of the Apes (2014) และ จอห์น ลิธโกว์ (John Lithgow) จาก Miss Sloane (2016), Interstellar (2014) มาเปิดประสบการณ์สุดสยองไปกับการคืนชีพที่ไม่เหมือนเดิม

Pet Sematary

Pet Sematary กลับมาจากป่าช้า ว่าด้วยเรื่องราวของ ดร.ลูอิส ครีด ซึ่งย้ายบ้านจากบอสตันมาอยู่ในชนบทแถบรัฐเมน พร้อมกับ เรเชล ภรรยาของเขาและลูกสองคน เขาค้นพบสถานที่ฝังศพลึกลับ ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในป่าใกล้บ้านใหม่ของครอบครัว เมื่อเกิดโศกนาฏกรรม ลูอิส จึงไปหา จั๊ด แครนดัล เพื่อนบ้านซึ่งดูไม่ปกติของเขา นำไปสู่ปฏิกริยาลูกโซ่สุดอันตราย ซึ่งปลดปล่อยความชั่วร้ายที่มาพร้อมกับผลที่ตามมาสุดสะพรึง

ต้องยอมรับกันตามตรงว่าโดยส่วนตัวนั้นยังไม่มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์ Pet Sematary เวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ แต่จากตัวอย่างที่ปล่อยออกมาให้เห็นกันนั้นก็พอจะทำให้ทราบแล้วว่าเรื่องราวมันต้องออกมาเขย่าขวัญสั่นประสาทมีสะดุ้งตกใจแน่นอน ในแง่อีกหนึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีที่จะได้ไม่มีภาพจำมาก่อน และพอได้ดูหนังจนจบแล้วก็พบว่ามันไม่ได้มีความหลอนระทึกเท่าที่คาดหวังไว้

แม้ว่าฉากตุ้งแช่ที่เห็นในหนังจะทำออกมาได้สะดุ้งสะเทือนกันพอสมควร แต่ก็ไม่ถือว่ามีความแปลกใหม่อะไรมากนัก บางฉากบางตอนเราก็จับทางเตรียมปิดตารอได้ แต่สิ่งที่ต้องขอยกนิ้วให้นั่นก็คือความโหดที่ทำออกมาแบบไม่มีเซ็นเซอร์ เลือดสาดเห็นแบบเต็มตา ขนลุกให้กับความดิบเถื่อนจริงๆ

โดยเฉพาะคนที่เป็นทาสแมวน่าจะเกิดความรู้สึกอะไรบางอย่างหลังจากดูหนังเรื่องนี้จบแน่นอน เรียกได้ว่าถึงจะร้ายแต่ก็รัก แต่เชื่อเถอะว่าแม้จะรักกันมากแค่ไหน แต่หากไม่มีชีวิตอยู่แล้วก็ควรจะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ การไม่ฝืนธรรมชาติคือดีที่สุด ซึ่งจะว่าไปแล้ว Pet Sematary ก็เป็นหนังที่แฝงไปด้วยข้อคิดคติเตือนใจเกี่ยวการปล่อยวางได้ดีมากๆ เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ล้วนแต่มีต้นตอมาจากความรักทั้งสิ้น

เมื่อมีรักก็ย่อมมีหวัง เมื่อผิดหวังก็กลายความเสียใจและขาดสติ จึงทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆ อย่างไม่อาจคาดเดาได้และควบคุมได้ยาก ฉะนั้นหากปล่อยวางได้จะดีที่สุด เห็นได้ชัดจากการกระทำของตัวละครตั้งแต่ลุงข้างบ้าน จนไปถึงตัวคุณพ่อในเรื่อง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นความสยองขวัญสั่นประสาทในครั้งนี้ ยิ่งตอนจบเป็นอะไรที่ค่อนข้างโดนใจมาก ไม่อยากจะนึกภาพเหตุการณ์ต่อไปเลยว่าเรื่องราวจะไปต่อยังไง คิดแล้วสยองแทนจริงๆ

Pet Sematary กลับมาจากป่าช้า 7/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

Cr.movie.mthai.com

รีวิว Jade Dynasty กระบี่เทพสังหาร

เรื่องราวของ เสี่ยวฝาน และ จิงอวี่ เด็กชายกำพร้าที่รอดตายจากโศกนาฏกรรมจากหมู่บ้านของเขา แม้พ่อแม่จะถูกฆ่าตายหมด แต่เขาได้รับความช่วยเหลือและได้พบกับอาจารย์สอนและฝึกฝนวิชาจากสำนักชิงหยุน เมื่อความลับของการตายของพ่อแม่เขาปรากฏ เขาจึงออกตามล่าศัตรูเพื่อแก้แค้นให้กับพ่อแม่ของเขาที่จากไป

Jade Dynasty กระบี่เทพสังหาร

นี่ถือเป็นหนังฟอร์มยักษ์ของจีนที่รวมดาราหน้าใหม่ยอดนิยมและดาราเก่าที่ชวนคิดถึงมากมายมารวมตัวกันคับคั่ง โดยเรื่องนี้ดัดแปลงจากนิยายขายดีของจีนชื่อ จูเซียน กระบี่เทพสังหาร (青云志; Qīng Yún Zhì) หรือ Jade Dynasty ที่เขียนโดย เสี่ยวติง (Xiao Ding) มียอดขายบนอินเตอร์เน็ตอันดับหนึ่งในปี 2005 และมียอดขายติด 5 อันดับสูงสุดในปี 2006 ก่อนจะถูกนำมาสร้างเป็นซีรีส์ถึง 2 ภาคติดในช่วงปี 2016-2017 ซึ่งต่างก็ก็ทำยอดผู้ชมถล่มทลายเป็นประวัติการณ์และคว้ารางวัลไปมากมาย ความโด่งดังก็ยังทำให้มีการทำเป็นเกมออนไลน์ออกมาอีก เรียกว่าเป็นตัวท็อปในแนวกำลังภายในของจีนช่วงสิบปีนี้เรื่องหนึ่งทีเดียว

และครั้งนี้คือการกลับมาอีกครั้ง โดยได้ เซียวจ้าน (肖戰 Xiao Zhan) นักแสดงหนุ่มที่กำลังขึ้นหม้อสุด ๆ จากซีรีส์ ปรมาจารย์ลัทธิมาร (陈情令 The Untamed) มารับบทนำในฉบับหนังโรง ซึ่งชื่อนี้บอกเลยว่ารับประกันความสำเร็จในเรื่องยอดผู้ชมได้เลย เพราะแฟนคลับเหนียวแน่นและโตไวมากในกลุ่มแฟนซีรีส์ชาวจีนและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะในประเทศไทย (ทั้งยังผู้เขียนเองก็สารภาพว่าแม้ไม่ได้รู้จักดาราคนนี้มาก่อน แต่ดูในหนังก็พอเข้าใจถึงเสน่ห์ความน่ารักน่าเอาใจช่วยที่แฟนคลับน่าจะโดนใจได้เลยทีเดียว) และก็เป็นไปตามคาดหนังฉบับเซียวจ้านสามารถเปิดตัวด้วยรายได้ถล่มทลายในประเทศจีนไปกว่า 300 ล้านหยวนภายในสัปดาห์แรกเท่านั้นเอง

ความโดดเด่นของหนังนอกจากดารานำที่กระแสเปรี้ยงแล้ว ต้องยอมรับว่าเนื้อหาจากนิยายนั้นผูกมาจากการผสมผสานวิธีคิดป๊อปคัลเจอร์ในแต่ละวงการได้อย่างมันมือ ทั้งมรดกนิยายกำลังภายในจากกิมย้งที่พระเอกไม่ค่อยเก่งแต่ก็มีดวงกำหนดให้ได้ฝึกวิชาหรือถ่ายทอดพลังจนเก่งกล้าในภายหลัง ซึ่งก็ชวนให้นึกถึงตัวเอกอย่าง เอี้ยก้วย ในวัยหนุ่มจาก มังกรหยกจอมยุทธเจ้าอินทรี เรื่องราวความรักหลากหลายจาก ต้วนอี้ จาก 8 เทพอสูรมังกรฟ้า หรือเรื่องราวฝั่งธรรม-อธรรมของ เล่งฮู้ชง จาก กระบี่เย้ยยุทธจักร

ในขณะเดียวกันก็ยังใช้แนวหนัง เทพเซียน ปล่อยพลังอิทธิปาฏิหาริย์เทพปะทะอสูรที่เป็นกำลังภายในสายหลักในยุคปัจจุบันของจีนไปแล้วซึ่งจะได้โชว์ฉากหลังภูมิทัศน์ยิ่งใหญ่ งานซีจีสวย ๆ และงานภาพอลังมาก ๆ สมโพรดักชันจีนที่ดีวันดีคืน หลายฉากยอมรับว่าสวยและเนียนตามาก พวกความพลิ้วของผ้าต่าง ๆ สุดยอด แต่หลายฉากก็ยอมรับว่ายังไม่ประณีตสม่ำเสมอได้เท่างานฮอลลีวูดที่เป็นมาตรฐานงานซีจีโลกไปแล้ว แต่อย่างไรก็ต้องบอกล่ะว่าหนังเรื่องนี้ดีไซน์งานต่าง ๆ ได้โดดเด่นน่าจดจำทั้งฉากเขาสำนักชิงหยู ฉากเหนือเมฆา ฉากที่เจ้าสำนักทั้ง 7 ประชุมกัน หรือฉากสัตว์เทพอย่างกิเลยยักษ์ก็ตาม

ด้านรายละเอียดเองก็มีส่วนประสมทั้ง แฮร์รี่ พอตเตอร์กับถ้วยอัคนี ที่ศิษย์แต่ละสำนักมีงานประลองกันทั้งขี่กระบี่บินราวแข่งควิดดิช ทั้งการประลองดวลตัวต่อตัวที่เป็นไฮไลต์ราวกับเสกควบคุมไม้เท้าเข้าฟาดฟันกัน นอกจากนี้ยังเพิ่มความสนุกด้วยมุกจากตัวละครที่คาแรกเตอร์น่ารักน่าชัง มีความเขินฟินได้ง่าย ประกอบมุกสถานการณ์ มุกท่าทางสีหน้า และดาวเด่นอย่าง หนึ่งลิงหนึ่งหมา หกศิษย์พี่ และอีกหนึ่งแฟนคลับของพระเอก ที่ปรุงความฮาได้หลากหลายมากตลอดเรื่อง ยิ่งผนวกพลังงานพากย์ของทีมพันธมิตรด้วยแล้วบอกเลยเถิดเทิงสุด ๆ จากหนังสนุกปกติกลายเป็นหนังตลกมุกกระจายเลยทีเดียว

จุดด้อยที่เห็นของหนังมีพอสมควรเลยจะมองเป็นแผลใหญ่ก็คือใหญ่ระดับแก่นกลางเลย เพราะหนังเล่าเรื่องช่วงหลังจากงานประลองระดับโรงเรียน ซึงจะเปิดตัวเหล่าจอมมารและการปะทะกับเหล่าธรรมะไปอย่างรวบรัดตัดตอนมาก ๆ ทั้งที่ควรมีเวลาสำหรับการสร้างความขลังความน่ากลัวของเหล่ามารมากกว่านี้อีก นั่นกระทบไปถึงเรื่องราวดราม่าความสัมพันธ์ของพระเอกที่ไปปักธงสาว ๆ หลายต่อหลายคนในเรื่องที่ว่องไวฉาบฉวย ไม่ทันให้รู้สึกอินเท่าไร ฉากดราม่าหลังจากนั้นจึงกลายเป็นคนดูไม่ทันรู้สึกใด ๆ หรือรู้สึกได้น้อยกว่าที่ควรเป็นเท่าใดนัก นั่นนำมาซึ่งฉากจบของหนังที่คนดูคงรู้สึกลองเคว้งโดนเทไว้อย่างงง ๆ จะว่ามีภาคต่อตามซีรีส์หรือจะจบแค่นี้ก็ไม่อาจเข้าใจได้ เพราะไม่มีคำใบ้ว่าจะมีการสร้างภาคต่อหรือไม่แต่อย่างใด

ส่วนที่ควรติงเล็ก ๆ น้อยลงมาก็คงเป็นซีจีที่บางฉากสวยมากบางฉากก็ไม่เนียนเอาเลย และการตัดทอนจากนิยายลงบ้างเช่นฝูงลิงแห่งเขาชิงหยุนที่กลายเป็นลิงตัวเดียวตัวแสบที่โผล่มางง ๆ ในตอนแรก ตลอดจนถึงงานพากย์ของพันธมิตรที่ช่วงแรกเหมือนไม่ลงตัว หลายตัวละครเสียงใกล้กันจนสับสนมาก

สรุป เป็นหนังจีนกำลังภายในแบบเทพเซียนปล่อยพลังตูมตาม ที่มีองค์ประกอบของหนังป๊อปหลากหลายแนว ที่สำคัญพากย์ฮามากคลายเครียดสุด ๆ ส่วนเนื้อเรื่องก็ผ่าน ๆ ไม่ต้องสนใจมาก

Cr.www.sanook.com

รีวิว Metamorphosis จุดจบของความไว้ใจ

Metamorphosis คือหนังสยองขวัญในกลุ่ม “หนังไล่ผี” ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากหนังฝั่งตะวันตกอย่าง The Exorcist หรือกระทั่ง The Conjuring ซึ่งให้ความแปลกใหม่ร่วมสมัย โดยจุดเด่นสำคัญในหนังกลุ่มนี้คือตัวละครกลุ่มหลักของเรื่องจะต้องเผชิญหน้ากับวิญญาณร้ายหรือปีศาจที่มาอาศัยร่างมนุษย์เพื่อแสดงออกถึงความชั่วร้าย ผู้ที่มาปราบปีศาจมักจะเป็นบาทหลวงหรือนักไล่ผีที่เป็นตัวแทนของพระผู้เป็นเจ้าตามความเชื่อของศาสนาคริสต์

Metamorphosis

เรื่องราวใน Metamorphosis เปิดฉากขึ้นที่จุงซู (เบ ซองอู) บาทหลวงที่เคยทำพิธีไล่ผี แต่เกิดความผิดพลาดระหว่างทำพิธี ส่งผลให้เหยื่อที่เป็นเด็กสาวเสียชีวิต ตราบาปดังกล่าวไม่ได้แค่เพียงทำให้เขาจมจ่อมอยู่กับความรู้สึกผิด แต่สิ่งดังกล่าวยังส่งผลเสียมาถึงครอบครัวของเขา เมื่อบรรดาสมาชิกในครอบครัวถูกมองว่าเป็นตัวประหลาดของสังคมไปจนถึงมีส่วนรู้เห็นกับอาชญากรในคราบนักบุญเลยทีเดียว

หลังจากเหตุการณ์ไล่ผีที่ผิดพลาดครอบครัวของคังกูตัดสินใจย้ายบ้านเพราะทนสภาพแวดล้อมและสายตาของคนรอบตัวที่มองพวกเขาเหมือนตัวประหลาดไม่ไหว แต่กลายเป็นว่าหลังจากที่เขาย้ายมาที่บ้านหลังใหม่ พวกเขากลับเริ่มต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ประหลาดเริ่มต้นตั้งแต่เพื่อนบ้านที่มีพฤติกรรมพิลึกพิลั่น เขาชอบลุกขึ้นมาชำแหละบางสิ่งบางอย่างกลางดึกจนทำให้สมาชิกในครอบครัวคังกูนอนไม่หลับ หรือการจอดรถขวางทางเข้าบ้านคนอื่น จนคังกูหมดความอดทนแล้วบุกเข้าไปหาชายคนดังกล่าว ทันทีที่เขาเหยียบย่างเข้าไปในบ้านหลังนั้น เขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อในห้องโถงเต็มไปด้วยซากสัตว์ที่โดนชำแหละเต็มไปด้วยคราบเลือด ไม่นานนักหลังจากที่คังกูกลับบ้าน เขาก็เริ่มพบถึงเหตุการณ์ประหลาดอีกทั้งสมาชิกในบ้านก็เริ่มเกิดหวาดระแวงกันโดยไม่มีสาเหตุ

ฉากที่โดดเด่นที่สุดใน Metamorphosis คือฉากที่สองพี่น้องซังวู (คิม ฮเย-จุน) และฮยุนจู (โช ยี-ฮยุน) ที่กำลังปรึกษาถึงพฤติกรรมแปลกๆของพ่อตัวเอง ทันใดนั้นคังกู ก็บุกเข้ามาให้ห้องของลูกสาวแล้วจู่โจมพวกเธอ อย่างน่าหวาดผวา เกมแมวไล่จับหนูเริ่มต้นขึ้น คังกูเดินไปหยิบค้อนมาไล่ทุบหัวลูกสาวตัวเอง ระหว่างที่ซังวูและฮยุนจูหวาดผวาและกรีดร้อง ทันใดนั้นคังกูตัวจริงได้เดินขึ้นบันไดมาด้วยความฉงนว่าลูกสาวตัวเองเป็นอะไร สายตาของลูกๆที่แทบไม่เชื่อตาของตัวเอง ทันใดนั้นมยุงจู (จาง ยังนัม) ก็ปรากฏตัวขึ้นมาด้วยท่าทีเคร่งเครียดและหยิบค้อนที่หล่นอยู่มาไล่ฟาดสมาชิกคนอื่นในบ้านต่อ

จุดเด่นของปีศาจใน Metamorphosis คือการปั่นหัวสมาชิกในครอบครัวของคังกูให้เกิดความหวาดระแวงไม่เชื่อใจกันเอง ก่อนที่หนังจะเล่นงานพวกเขาและทำให้คนดูได้เห็นช่องโหว่ของความสัมพันธ์ในครอบครัวนี้ แม้ทุกอยู่อาจจะดูเป็นไปตามสูตรสำเร็จแบบหนังไล่ผีที่เราคุ้นตามาก่อน แต่เมื่อกลายมาเป็นหนังสัญชาติเกาหลีแล้ว ความเป็นเอเชียที่คนในภูมิภาคนี้จะเชื่อมโยงเรื่องความผูกพันของคนในครอบครัว จึงทำให้ประเด็นในหนังเรื่องนี้ดูใกล้ตัวคนดูมากกว่าที่คิด

Cr.www.sanook.com