รีวิวหนัง As Above So Below – แดนสยองใต้โลก

นิเวอร์แซล พิคเจอร์ส และ เลเจนดารี พิคเจอร์ส ขอนำทุกท่านดำดิ่งลงไปใต้นครปารีส พร้อมกับสการ์เล็ต (รับบทโดย เพอร์ดิตา วีคส์) นักศึกษาโบราณคดีซึ่งลงไปในสุสานใต้ดิน เพื่อค้นหาปริศนาสำคัญที่หายไปในประวัติศาสตร์ ในภาพยนตร์ไซโคทริลเลอร์ As Above So Below แดนหลอนสยองใต้โลก

แดนสยองใต้โลก

สการ์เล็ตและเหล่านักสำรวจ เดินทางลงไปสู่สุสานใต้ดินที่อยู่ใต้ท้องถนนในกรุงปารีส ซึ่งเต็มไปด้วยกองกระดูกมนุษย์และเป็นที่สิงสถิตของวิญญาณนับล้าน การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการผจญภัยเพื่อค้นหาปริศนาสำคัญที่หายไปในประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่กลับกลายเป็นการเดินทางสู่นครแห่งความตายที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและความสยดสยอง พวกเขาต้องเผชิญกับบางสิ่งบางอย่างที่ตามหลอกหลอนและจ้องจะพรากชีวิตของพวกเขา

ภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นผลงานจากการเขียนบทโดยสองพี่น้อง จอห์น เอริค ดาวเดิล และดรูว์ ดาวเดิล (จาก Quarantine, Devil) ซึ่ง จอห์น เอริค รับหน้าที่กำกับการแสดงด้วย โดยมีนักแสดงนำ คือ เพอร์ดิตา วีคส์ (จาก The Invisible Woman, Prowl), เบน เฟลด์แมน (จาก Mad Men, Friday the 13th) และ เอ็ดวิน ฮอดจ์ (จาก Red Dawn, The Purge) ภาพยนตร์มีกำหนดเข้าฉาย 18 กันยายน นี้

ถ้าเอาความสนุกเข้าว่าแล้วมองผ่านความเป็นไปได้และความเป็นเหตุเป็นผลไปโดยเฉพาะความคิดแบนเรียบรวมถึงสัญชาตญาณของตัวละครเหล่าหนุ่มสาวที่บ้าบิ่นบ้าบอพวกนี้มันก็สนุกตื่นเต้นใจหายใจคว่ำได้มากทีเดียว มันเป็นการผจญภัยที่คาดเดาได้ยากเพราะมันแอบซ่อนหลายๆ อย่างที่ไม่ได้บอกชัดเจนจนเราสงสัยแล้วสงสัยอีกกระทั่งหนังพาเราไปเห็นด้วยตาตัวเอง ระหว่างทางก็เกิดการมั่วบ้างแต่ดีที่มันยังวุ่นวายอยู่ระหว่างเส้นตรรกะที่ครอบเรื่องทั้งเรื่องเอาไว้อยู่ ถึงแม้มันจะเป็นเหตุผลที่บางเบาจนเราเข้าไม่ถึง แต่การได้ดูคนโลภกลุ่มหนึ่งรนหาที่ตายค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้หลุมฝังศพตัวเองเรื่อยๆ มันก็สนุกดีในการเอาใจช่วยให้รอดระคนกับการสมน้ำหน้ามันรายตัว

จังหวะมันสนุกขึ้นเรื่อยๆ กับความลึกลับซับซ้อนถึงแม้ว่ามันจะไม่เก็บรายละเอียดหลายๆ อย่างที่ปูทางเรี่ยราดทิ้งไว้อย่างไม่น่าให้อภัย แต่บรรยากาศความมืดและอับชื้นในที่แคบนั้นบีบคั้นให้รู้สึกอึดอัดหวั่นกลัวได้ตลอดรอดฝั่งทั้งเรื่อง ความรู้สึกหลายๆ ช่วงคล้ายตอนที่ดู ‘Cloverfield’ กับ ‘Mr.Jones’เหมือนเรากำลังเดินเข้าบ้านผีสิงไปเรื่อยๆ ในเขาวงกต โดนผีหลอกตัวแล้วตัวเล่าแต่ก็หาทางหนีทีไล่ไม่เจอ

มุกผีที่เชื่อมโยงกับความผิดบาปของแต่ละคนก็ไม่มีหมุดหมายผลของการกระทำชัดเจนดูมั่วซั่วแต่ไปๆ มาๆ ก็สนุกดีนะ ตอนที่นางเอกทำภาระกิจสุดท้ายที่วิ่งฝ่าผีได้พรึงพรืดมากๆ ไม่รู้ว่าคนทำจงใจให้บาปบางอย่างอ่อนเปลี้ยมากไปหรือเปล่า อย่างเช่น นางเอกที่ไม่ได้รับสายพ่อก่อนที่พ่อจะฆ่าตัวตาย หรือพระเอกที่ช่วยน้องที่จมน้ำตายไม่ได้เพราะวิ่งหลงทางไปเรียกให้คนมาช่วยไม่ทัน ซึ่งมันไร้สาระดี ขณะเดียวกันมันก็ทำให้ได้ฉุกคิดว่าการกระทำของคนพวกนี้ขณะนี้ต่างหากที่เป็นบาปหนัก คนที่มีความเชื่อเรื่องประวัติศาสตร์แต่โบราณก็คงคิดว่ามันเกิดจากบาปแห่งการเหลื่อมล้ำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พอมองในมุมของเราเองก็ได้คำถามว่าบาปเล็กบาปน้อยของพวกเขานั้นควรได้รับลงโทษถึงขั้นตกนรกหมกไหม้หรือไม่