รีวิวหนัง เรื่อง The Last Legion ซีซาร์ ซวอร์ด

หนังแอ็คชั่นแฟนตาซี พาผู้ชมย้อนไปยังที่มาของดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ ดาบทรงพลังคู่บารมีของกษัตริย์อาเธอร์ ผู้ยิ่งใหญ่ของชาวอังกฤษในช่วงยุคกลาง และ ตำนานพ่อมดเมอร์ลินที่คู่มากับดาบ The Last Legion จึงใช้ชื่อภาษาไทย ‘ตำนานดาบคิงอาเธอร์’

The Last Legion

เรื่องราวว่าด้วยเส้นทางของดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ ก่อนจะตกทอดมาถึงกษัตริย์อาเธอร์ หนังเปิดเรื่องที่กรุงโรมปีค.ศ.486 ซึ่งกำลังเกิดวิกฤติการเมืองแย่งชิงอำนาจระหว่างเหล่าขุนนาง ที่อยากล้มล้างระบบจักรพรรดิครองอำนาจหรือซีซาร์ และยกพวกวุฒิสมาชิกขึ้นมาเป็นใหญ่ครองอาณาจักรโรมัน ซีซาร์องค์สุดท้าย เป็นเด็กชายวัย 13 ขวบ ชื่อ โรมิวลุส ออกุสตุส ผู้สืบสายเลือดซีซาร์มาโดยตรง แต่หลังจากที่เด็กชายได้รับการสถาปนาขึ้นมาเป็นซีซาร์เพียงไม่นาน เกิดกบฏ ซีซาร์น้อยเสียพระบิดา-พระมารดาและต้องหนีจากการถูกสังหาร

โรมิวลุส มีผู้ช่วยคนสำคัญสองคน ได้แก่ ออเรเลียส ราชองครักษ์หน้าและปราชญ์ผู้เฒ่า ที่เป็นทั้งอาจารย์สอนวิชาความรู้และเป็นกึ่งๆ เทพพิทักษ์ซีซาร์องค์น้อย พร้อมด้วยเพื่อนพ้องที่อยู่ในฝ่ายจงรักภักดีอีกจำนวนหนึ่ง เมื่อซีซาร์ถูกวุฒิสมาชิกก่อกบฏ และถูกจับไปกักขังไว้ที่ป้อมปราการบนเกาะคาปรี กลางทะเลลึก เกาะที่จูเลียส ซีซาร์ผู้ยิ่งใหญ่สร้างไว้ และบนเกาะแห่งนี้เองที่เขาได้รู้ชะตาฟ้าลิขิต ตามคำทำนาย

ซีซาร์น้อยและไพร่พลที่ยังจงรักภักดี ล่าถอยจากศูนย์กลางอาณาจักรโรม ไปยังสุดเขตแดนของการครอบครอง บนเกาะขนาดใหญ่ที่รู้จักในชื่อ บริทาเนีย และที่นั่นกองพันสุดท้ายจะช่วยพิทักษ์ซีซาร์น้อยให้อยู่รอดเป็นใหญ่ต่อไปได้หรือไม่ นั่นคือโจทย์

หนังดัดแปลงมาจากนิยายเรื่องเดียวกัน ที่เอาประวัติศาสตร์และตำนานมาต่อเติมเรื่อง ตั้งใจให้ตื่นเต้นและดื่มด่ำกับตำนานที่เด็กในโลกตะวันตกทุกคนคุ้นเคย แต่เนื้อหนังที่ขาดทั้ง ความ ‘อลังการ’ งานสร้าง และวิธีการเล่าเรื่องที่ด้อยชั้นเชิง ยังไม่รวมตัวละครเอก ที่ควรจะเป็นผู้ชูคบเพลิงวิ่งนำผู้ชมเข้าสู่ดินแดนแห่งจินตนาการ ก็อ่อนด้อยทั้งพลังในตัวแสดงและตัวบท

ขณะที่ดนตรีประกอบหรือ score กับโหมกระหน่ำจนล้นเกินภาคภาพการแสดง เนื้อหนังกับอ่อนเบาทั้งด้านเหตุผลและแรงจูงใจ ในการ ‘สู้เพื่อ’ สิ่งที่ยิ่งใหญ่เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไป ซึ่งในหนังตั้งใจชู ‘ซีซาร์น้อย’ ผู้ถูกโชคชะตากำหนดให้มาเป็น ‘the one’ เป็นสัญลักษณ์ของอาณาจักรและเป็นเหตุผลที่เหล่าทหารไพร่พลต้องพลีชีพจนลมหายใจสุดท้าย ทว่าตัวแสดงเป็นซีซาร์น้อย (โธมัส แซงสเตอร์ จาก Love Actually) นอกจากจะไม่ฉายแวว the one ให้น่าพลีชีพเชิดชูแล้ว หลายครั้งที่หนังทำให้ตัวละครนี้กลายเป็นส่วนด้อย อย่างเช่น ในสถานการณ์ฝ่ายกบฏบุกเข้าวังและสังหารพ่อแม่ของเขา แทนที่ซีซาร์น้อยจะแสดงความเฉลียวฉลาด ปราดเปรียว แต่กลับยืนเป็น ‘ผัก’ (อาการอ่อนปวกเปียก) รอให้ฝ่ายตรงข้ามเข้ามาคุกคามได้ง่ายดาย (เกินไป)

นอกจากองค์ประกอบงานสร้าง ฉากและอื่นๆ แล้ว ตัวละครกับความ ‘น่าเชื่อถือ’ น่าจะเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องแนว ‘เชิดชูวีรบุรุษ’ เพราะถ้าเราไม่เชื่อ

ในตัววีรบุรุษที่สถานการณ์ประกอบสร้างขึ้นมาได้แล้วละก็ ดูเหมือนเรื่องราวทั้งหมดก็ดูไร้สาระไปได้ในทันที

กรณีนี้เกิดขึ้นใน The Last Legion และดูเหมือนหนึ่งเดียวที่พอจะพยุงสถานการณ์ไว้ได้ คือบทบาทนักรบสาวสวยเซ็กซี่ ที่แสดงโดย ไอศวรรยา ไร อดีตมิสเวิลด์นางเอกซูเปอร์สตาร์จากบอลลีวู้ด การปรากฏตัวในบทแอ็คชั่นครั้งแรกในหนังฝั่งตะวันตกของเธอ นับว่าไม่เลวทีเดียว แต่ก็ยังไม่ ‘แจ่ม’ เท่าที่ควร ด้วยวิธีการนำเสนอตัวละครสาวสวยแกร่งจากอินเดียใต้คนนี้ ที่ชวนให้นึกถึงสาวบอนด์ในหนังชุดเจมส์ บอนด์ มากกว่าจะเป็นมือสังหารในยุคโรมัน ทั้งฉากเปิดตัวละคร ที่เราเห็นไอศวรรยาในชุดผ้าสีครีมแนบเนื้อโผล่ขึ้นมาจากใต้น้ำ และตลอดเรื่องที่เธอเป็นคู่กัดกับ ‘ออเรเลียส’มาดเข้ม (โคลิน เฟิร์ธ ในบทบาทที่ยังสลัดภาพ มิสเตอร์ดาร์ซี่ ของสาวบริดเจ็ท โจนส์ ไม่หลุด) ก่อนจะลงเอยในที่สุด

ส่วนบทของปราชญ์เฒ่าที่ควรจะเป็นพลังขับเคลื่อนความมหัศจรรย์ทั้งมวล ความรัก ความศรัทธาและพลังอำนาจ เนื่องจากเขาเป็นผู้กุมปริศนาดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ (อันถูกสร้างโดยจูเลียส ซีซาร์) และกำหนดให้ผู้บารมีถึงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่จะเป็นทายาทดาบเล่มนั้น ก็ไม่สามารถพาผู้ชมเข้าถึงเช่นกัน บทบาทการแสดงโดย เบน คิงสลีย์ ในเรื่องนี้ ทำให้นึกเสียดายและหวน ‘คิดถึงคานธี’ (ที่ คิงสลีย์ สวมบทอย่างยอดเยี่ยมใน Gandhi ปี 1981)

หลายฉากหรือกระทั่งกลุ่มตัวละคร มีเค้ารางของหนัง ‘อภิหารแหวนครองพิภพ’ ให้เห็นเป็นจุดด่างขัดใจแฟนหนัง อยู่ไม่น้อย ความอ่อนด้อยที่ว่ามาเหล่านี้ ร่ำๆ จะทำให้หนังมหัศจรรย์ ซีซาร์ ซวอร์ด (Cesar’s Sword) กลายเป็นโชว์เสิร์ฟ ‘ซีซาร์ สลัด’ ซะงั้น