รีวิวหนัง American Gangster การกลับสู่ทางของ ริดลีย์ สกอตต์

ไม่ว่าจะมากหรือน้อยอาการเติบโตและรุ่งเรืองผ่านจุดสูงสุดไปแล้วของ ฮอลลีวู้ด ก็ควรจะติดหนี้บุญคุณตระกูลของหนังแก๊งสเตอร์(Gangster) ซึ่งเป็น1 ใน3 ของแนวทางนิยมในยุคแรกๆของพวกอเมริกัน มูวี่ส์ เมื่อเกือบ 100 ปีที่แล้ว

American Gangster การกลับสู่ทางของ ริดลีย์ สกอตต์

พูดให้ง่ายก็คือหนังฮอลลีวู้ดนั้น ได้ประโยชน์จากแนวทางของหนังแก๊งสเตอร์ มาเฟีย ตำรวจและการสืบสวนสอบสวนและฆาตกรรมอยู่มาก แถมยังลามเลียไปสู่ซีรีส์ก่อนหน้านี้หลายเรื่อง จนเป็นที่นิยมของคนดูทีวีหลายประเทศ

แต่น่าแปลกที่ว่าทั้งๆ ที่แนวทางหนังอย่างแก๊งสเตอร์ เป็นที่เคารพนับถือของวงการภาพยนตร์ แต่ในการทำหนังนั้น งานที่จะเป็นที่จดจำหรือตำนาน กลับมีน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณที่ทำออกมา

ถ้าถามว่าอะไรคือนัมเบอร์วัน แนวทางหรือตระกูลนี้ตอบได้ไม่ยากว่าเป็น The Godfather ทั้ง2 ภาคแรกฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา พา The Godfather ใน2 ภาคแรกไปได้ไกลที่สุดทั้งการเล่าเรื่องบท การแตกพล็อต ซ่อนพล็อต ปรัชญา และที่สำคัญที่หนังยุคหลังควรจะตระหนักก็คือ การแสดงที่ยอดเยี่ยมตลอดกาลอย่างหาตัวมาเปรียบยาก

ฉะนั้นไม่ว่าจะเอา American Gangster ส่วนไหนมาเปรียบกับThe Godfather ล้วนพ่ายแพ้แบบไม่มีราคาต่อรองและไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง (เว้นแต่เนื้อหา)

พวกเทคนิคบางอย่างเช่น การขอยืมเทปของริชชี่ โรเบิร์ต ตัวจริง โดย รัสเซลส์ โครว์ เพื่อเลียนแบบจังหวะการพูดหรือ diction นั้นถือเป็นรูปแบบที่ มาร์ลอน แบรนโด เคยนำร่องไปก่อนด้วยการเอาสำลีหลายก้อนยัดเข้าไปในปากเพื่อการออกเสียง

เขียนแบบนี้อย่าเพิ่งเข้าใจว่า American Gangster ไม่น่าดูนะครับแต่ตรงกันข้าม นี่คือ Gangster ในยุคหลังๆที่ควรจะต้องดูอย่างตั้งใจอย่างมาก เนื้อหาราวๆ สองชั่วโมงครึ่ง คือความจริงจัง ซีเรียส ที่ริดลีย์ สกอตต์ คงต้องการจะสร้างความหนักแน่นให้แก่หนัง

ตัวเรื่องนั้นเกี่ยวกับ เจ้าพ่อค้ายาเสพติด ที่ใช้เทคนิคสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นในด้านมืด ซึ่งที่สุดแล้ว พล็อตแบบนี้ หรือคนที่ใช้ชีวิตแบบนี้ ก็ไม่เคยจะลอยนวลไปได้จากเวรกรรม หรือ เอาตัวรอดไปจากชะตากรรมเลวร้ายที่รออยู่

แฟรงค์ก็ไม่ได้ถูกยกเว้นและ ริชชี่ คือคำตอบ

ผู้กำกับก่อนยุคเบบี้บูมเมอร์ (พวกเกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง) อย่างริดลีย์ สกอตต์ แม้จะไม่ได้อยู่ในเบอร์ต้นๆ ของพวกคนทำหนังคุณภาพตามรสนิยมของนักวิจารณ์ แต่ถ้าดูสิ่งที่เขาทำก่อนหน้านี้ ชื่อของเขาขายได้แน่นอน ไม่ว่าจะขายใคร

Alien, Blade Runner, Black Rain, Thelma & Louise, Gladiator, Black Hawk Down, Matchstick Men, Kingdom of Heaven และล่าสุดAmerican Gangster

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในเรื่องหลังสุดนั้นเป็นจุดที่แข็งแรงสุดในหนังหลายเรื่องของ สกอตต์ นั่นก็คือ อารมณ์ดราม่าติกและการพาคนดูเข้าไปมีความรู้สึกร่วมกับการเล่าเรื่องที่เข้มข้น น่าติดตามในแบบ Black Rain, Thelma & Louise, Gladiator งานท็อปฟอร์มอย่างBlack Hawk Down (แต่ผมชอบงานลุ่มลึกเกี่ยวกับวัฒนธรรมเมืองอย่างBlade Runner และหนังเฟมินิสต์แบบสายตาผู้ชายอย่างThelma & Louise มากกว่า)

สัปดาห์นี้มีหนังน่าดูสองเรื่องและทั้งสองเรื่องต่างใช้พื้นฐานของ noir ทั้งสิ้นเพียงแต่ใช้คนละแบบ คนละสไตล์ แม้จะเป็นเรื่องข้องแวะกับด้านมืดทั้งคู่

เรื่องแรกคือSweeny Todd ที่ไม่ควรพลาดและ American Gangster ที่แม้ไม่สมบูรณ์แบบแต่ยังน่าดู

ที่มาจากหนังสือพิมพ์

รีวิวหนัง เรื่อง Tag : เธอคือความฝัน จากผู้กำกับ ซิออน โซโนะ

สีชมพูฟรุ้งฟริ้งและเด็กนักเรียนญี่ปุ่น ที่ปรากฏอยู่บนโปสเตอร์หนังเรื่อง Tag จะเหมือนการยั่วเย้าให้เกิดความรัญจวนชวนฝัน แต่หากเหลือบตามองไปเห็นชื่อผู้กำกับ ซิออน โซโนะ (Suicide Club) ความกระหายทางใจอันหอมหวาน ก็ถูกบิดผันไปทางจิตตกบ้าคลั่ง ไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ย้อมโลกสีชมพูสดใส ให้มีนัยยะกลางกลิ่นคาวเลือดได้อย่างน่าสนใจ

Tag : เธอคือความฝัน

Tag พาไปรู้จักกับ มิตซูโกะ (เรนะ ทรินเดิล) และเพื่อนร่วมชั้นนักเรียนหญิงล้วน ที่กำลังเดินทางไปที่ไหนสักแห่ง ก่อนจะประสบโศกนาฏกรรมตายหมู่ ที่ถูกโยนใส่ตั้งแต่หนังผ่านไปเพียงไม่กี่นาที แม้จะรอดชีวิตมาได้หวุดหวิด แต่เธอกลับต้องเผชิญหน้ากับเรื่องเหนือโลกที่หาคำอธิบายไม่ได้อีกมากมาย แม้เธอจะอยู่ในตำแหน่งตัวละครนำของเรื่อง แต่เราก็แทบไม่รู้จักเชิงลึกของเธอเลย คนดูมีโอกาสได้เห็นเพียงเด็กสาวที่ถูกสถานการณ์พัดพา ไปในทิศทางเดียวกับการชักนำของเพื่อนสาวร่วมก๊วน ความพิศวงงงงวยนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเธอเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อคนดูที่ต้องมโนไปต่างๆ นานาว่าเหตุการณ์เมื่อครู่เป็นเรื่องจริง โลกหลังความตาย หรือภาพสะท้อนสภาวะจิตที่ผิดเพี้ยนของมิตซูโกะกันแน่

ต้องยกความดีความชอบให้กับโซโนะ ทีี่เนรมิตโลกกึ่งจริงกึ่งฝันได้อย่างอยู่มือ อีกทั้งยังสร้างภาพความตาย สะบัดอวัยวะพุ่งกระจาย ด้วยท่าทีสนุกสนานบ้าระห่ำ กึ่งหนังกึ่งการ์ตูน ชวนกระอักกระอ่วนทุกครั้งที่สัมผัสฉากความหรรษาที่ทั้งโหดร้ายเจือตลกร้ายรูปแบบนี้ ซึ่งลายเซ็นของผู้กำกับก็ได้พัฒนาไปอีกระดับ เมื่อ Tag เข้าสู่ช่วงของ เคโกะ (มาริโกะ ชิโนดะ) เจ้าสาวที่กำลังเข้าพิธีแต่งงาน ก่อนทีี่จะผ่านไปสู่ช่วงของนักวิ่งสาว อิซูมิ (เอรินะ มาโนะ) และนำไปสู่การค้นพบว่าทั้ง มิตซูโกะ เคโกะ และอิซูมิ เกี่ยวข้องโยงใยกันแบบใด

แม้หนังจะเคลือบไปด้วยฉากโหดร้าย ที่ไต่ระดับไปถึงความบ้าบอคอแตกมากมาย แต่โซโนะก็ยังคงแก่นสำคัญไว้อย่างมั่นคงแข็งแรง Tag เป็นภาพสะท้อนสถานะทางสังคมของผู้หญิงในญี่ปุ่น ได้ออกมาอย่างเป็นรูปธรรมและแฝงสไตล์จัดจ้านอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้กำกับ ทำให้ตัวละครหลักทั้งสามกลายเป็นวัตถุทางเพศที่ถูกกระทำย่ำยีตามใจปรารถนา

นับตั้งแต่ช่วงแรกที่โซโนะหยิบจับภาพลักษณ์ของนักเรียนมัธยมญี่ปุ่น ซึ่งถูกใช้เป็นวัตถุทางเพศอันดับต้นๆ มาถ่ายทอดผ่านตัวของมิตซูโกะที่พบเจอความบ้าบอสารพัด ตั้งแต่ลมมรณะที่คร่าชีวิตเพื่อนร่วมชั้น ที่หลายต่อหลายครั้งถูกถ่ายทอดผ่านมุมมองให้คนดูสวมบทเป็นลมมรณะที่ตามไล่จี้มิตซูโกะเสียเอง ชีวิตหลังจากนั้นในโรงเรียนหญิงล้วนดูสวยงามดังเกิดใหม่ คนดูอย่างเราๆ ได้พบคลื่นมหาชนของนักเรียนสาวกระโปรงสั้น ที่โซโนะจงใจใส่ฉากวับๆ แหวมๆ ทะลึ่งตึงตังไปตลอดเส้นทาง ก่อนจะดีกรีความรุนแรงจะพุ่งทะยานสุดขีดคลั่ง จากจินตนาการถึงจระเข้ในบึง ทั้งหมดทั้งมวลนี้ มิตซูโกะทำได้เพียงใส่เกียร์หมา วิ่งหนีจากปัญหาที่พยายามครอบงำเธอ โดยไม่มีสิทธิแม้แต่จะขัดขิน หรือเรียกร้องความเป็นธรรมใดๆ ทั้งสิ้น

มิใช่เพียงอายุที่เพิ่มขึ้นจากส่วนแรก ตัวละครหลักของ Tag มีพัฒนาการทางความคิดอย่างเห็นได้ชัด โซโนะยังคงรักษาจังหวะเรื่องราวชวนเหวอได้ดี เคโกะนำเสนอภาพของเพศหญิงที่ไม่ยอมตกเป็นเบื้องล่างของบุรุษ (ที่ปรากฏตัวในรูปลักษณ์หิวกระหาย ชวนสะอิดสะเอียน) ก่อนที่อิซูมิจะลุกขึ้นต่อต้านไม่เพียงแค่อำนาจทางเพศ แต่เป็นระบบสังคมที่ครอบงำและตราหน้าเพศแม่อย่างเธอด้วย

ในขณะที่โลกเหนือจริงทั้งสาม คล้ายจะบรรจบกันอย่างสมบูรณ์ Tag ก็เฉลยความจริงทั้งมวลที่หักหน้าคนดูครั้งใหญ่ เมื่อโลกอีกหนึ่งใบได้แสดงแสนยานุภาพของมัน และยิ่งเน้นย้ำถึงการตัดสินใจอันนำไปสู่การปลดแอกจากการเป็นวัตถุทางเพศของผู้หญิง ได้อย่างชวนเหวอจนถึงนาทีสุดท้ายของหนัง ที่ทั้งมิตซูโกะ เคโกะ และอิซูมิ ได้เคาะกบาลบุรุษเพศ ให้คิดมองตัวเองสักครั้ง ว่ากำลังลุ่มหลงนวลนางในความเพ้อฝัน ในจินตนาการ จนเลยเถิดเผลอแสดงพฤติกรรมย่ำยีมากเกินไปอยู่หรือเปล่า

8 / 10 ครับ

รีวิวหนัง Olympus Has Fallen บุกเดี่ยวทวงทำเนียบขาว

การจะสร้างภาพยนตร์ขึ้นมาสักเรื่อง โจทย์ที่จะใช้ในการเขียนบทภาพยนตร์คือสิ่งที่พอจะมองได้ในเบื้องต้นแล้วว่า หนังจะที่จะถูกสร้างออกมานั้นจะไปรอดหรือไม่ เป็นโจทย์ที่ดีพอจะมาทำบทหนังหรือไม่ หรือควรจะเขี่ยมันทิ้งไป แต่ก็ไม่ได้มีอะไรเป็นเครื่องการันตีว่าโจทย์ใหญ่ อย่างเรื่องการยึดทำเนียบขาว สัญลักษณ์แห่งการปกครองของประเทศสหรัฐอเมริกาจะทำให้ได้บทภาพยนตร์ที่ดี เพราะมองมุมกลับโจทย์แบบนี้ถือเป็นของยากในการคิดและการนำเสนอเสียด้วยซ้ำ หากจะทำให้ออกมาสมจริงอย่างที่สุด

Olympus Has Fallen

Olympus Has Fallen คือภาพยนตร์ที่ถูกสร้างมาจากแนวคิดข้างต้น เมื่อไมค์ แบนนิ่ (เจอร์ราร์ด บัทเลอร์) อดีตหัวหน้าทีมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของประธานาธิบดี ต้องพบกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อทำเนียบขาวถูกโจมตีจากผู้ก่อการร้ายและจับ ตัวประธานาธิบดีเบนจามิน (แอร่อน เอ็กฮาร์ด) เป็นตัวประกัน และตั้งเงื่อนไขที่อเมริกามิอาจตอบรับได้ ความปลอดภัยของประธานาธิบดี ความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา และความสงบสุขของโลก อยู่ในมือของไมค์ซึ่งเป็นความหวังเดียวในการแก้ไขสถานการณ์นี้!

หนังเต็มไปด้วยเหตุการณ์อันน่าเหลือเชื่อที่ถูกร้อยเรียงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การเปิดฉากโจมตีทางอากาศ ไปจนถึงการเข้ายึดทำเนียบขาวของกลุ่มผู้ก่อการร้ายติดอาวุธ การทรยศหักหลัง การจับประธานาธิบดีเป็นตัวประกัน ทั้งหมดนี้ถูกถ่ายทอดออกมาด้วยอัตราเร่งอันสูงสุดแบบไม่ให้หยุดพักหายใจ จนเรามองข้ามปัญหาหลายๆ อย่างไป

ต้องชื่นชมกับผู้กำกับ แอนท่อน ฟูควา ที่สามารถทำให้การบุกเข้ายึดทำเนียบขาวเต็มไปด้วยความลุ้นระทึก ตื่นเต้น และสนุกกับสถานการณ์ที่บีบบังคับและเงื่อนไขที่จำกัดลงเรื่อยๆ เราคงต้องมองข้ามความเป็นไป ได้ของการวางแผนเข้าโจมตีทำเนียบขาวออกไป (เพราะไม่น่าเชื่อว่าการข่าวของอเมริกาจะแย่ถึงเพียงนั้น หลังจากที่อเมริกาได้ผ่านอะไรเลวร้ายมา) แต่กระนั้นหนังกลับมาตกม้าตายในจุดสำคัญ เราจะเห็นว่าเงื่อนไขของผู้ก่อการร้ายนั้นไม่ชัดเจนว่าต้องการให้กองทัพ อเมริกาถอนกำลังทหารหรือต้องการรหัสเพื่อกุมอำนาจที่อาจนำไปสู่การ เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก หรือทั้งสองอย่าง!

ปัญหาเกิดขึ้นจากตรงนี้เมื่อรหัส 3 ส่วน ที่อยู่ในมือผู้บริหารระดับสูงของสหรัฐ ที่แสดงให้ถึงความลำบากและความโหดร้ายกว่าจะได้มา และรหัสสุดท้ายนั้นอยู่ในตัวประธานาธิบดีซึ่งน่าสนใจว่าเหล่าผู้ก่อการร้าย จะรีดเร้นรหัสจากประธานาธิบดีด้วยวิธีไหนในเมื่อไมค์ได้จัดการกับเงื่อนไข นี้ไปแล้ว ซึ่งอาจส่งให้เรื่องราวเข้มข้นมากยิ่งขึ้น แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อหนังหาทางออกกับจุดนี้อย่างรวบรัดจนอาจกล่าวได้ว่ามัก ง่ายไปนิด!

หนังพยายามได้ดีกับการสร้างตัวละครพระเอกและผู้ร้าย กับอดีตเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เคยปฏิบัติภารกิจผิดพลาด ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นฝังใจและหวังจะได้โอกาสในการแก้ตัวสักครั้ง เจอร์ราร์ด บัทเลอร์ ทำหน้าที่ได้ดีอีกครั้งกับพระเอกแอ็คชั่นที่เก่งกาจระดับซูเปอร์ฮีโร่ ที่ต้องบุกเดี่ยวเข้าทำเนียบขาาว กับตัวละครฝ่ายผู้ร้ายที่แสดงโดย ริค ยุน ก็ดูเป็นผู้นำกลุ่มก่อการร้ายที่โหดถึงใจ ที่ช่วยเพิ่มความเข้มข้นให้กับเรื่องได้ดี จะมีผิดหวังก็แต่ แอร่อน เอ็กฮาร์ด ที่บุคลิกลักษณะของเขาไม่ได้มีราศีของนักการเมืองเลย นั่นทำให้เรายิ่งไม่เชื่อในบทประธานาธิบดีของเขา

ผู้สร้างพยายามหลีกเลี่ยงที่แสดงให้เห็นแบบชัดเจนว่า ผู้ร้ายที่มาโจมตีทำเนียบขาวนั้นมาจากประเทศอะไร หนังเพียงให้ข้อมูลถึงชาติกำเนิดของผู้ก่อการร้ายเท่านั้นและพยายามให้เห็น ว่าการกระทำนี้เป็นการกระทำเฉพาะบุคคล ซึ่งนับเป็นแนวคิดที่ดีของผู้สร้างหนังประเภทนี้ ที่จะไม่ตีตราว่าประเทศอื่นคือผู้ร้าย อเมริกาคือพระเอก และแม้หนังจะแอบจิกกัดอเมริกันให้รู้สึกแสบๆ คันๆ แต่สุดท้ายหนังก็ยังคงไม่พ้นร่มเงาของหนังประเภทนี้ที่อดไม่ได้กับการเชิดชู ความยิ่งใหญ่ของอเมริกา

Olympus Has Fallen สามารถตอบโจทย์ในเรื่องของความบันเทิงได้เป็นอย่างดี และนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับผู้ชมคอแอ็คชั่นที่ได้ภาพยนตร์ลุ้นระทึก ตื่นเต้น ดูสนุก มาอีกเรื่องหนึ่ง