รีวิวหนัง Green Book

นับว่าเป็นภาพยนตร์ที่มีเค้าโครงมาจากเรื่องจริงของนักดนตรีคลาสสิกผิวสีที่ถูกใจนักวิจารณ์จากเมืองนอกที่ได้ชมก่อนบ้านเราไปหลายเดือนเป็นอย่างยิ่ง ทั้งการได้คะแนนเป็นมะเขือเทศสดจากเว็บไซต์วิจารณ์ภาพยนตร์ชื่อดัง สำหรับภาพยนตร์ Green Book ผลงานการกำกับของ ปีเตอร์ ฟาร์เรลลี (Peter Farrelly) โดยได้นักแสดงมากฝีมือ มาเฮอร์ชาลา อาลี (Mahershala Ali) มาประชันฝีมือกับ วิกโก มอร์เทนเซน (Viggo Mortensen) เจ้าชายนักรบแห่งลอร์ดออฟเดอะริง

Green Book

Green Book ว่าด้วยเรื่องราวของสองคู่หูต่างขั้วที่จับผลัดจับผลูตระเวนเดินทางไปทั่วตอนใต้ของอเมริกาด้วยกัน โทนี ลิป พี่ล่าขาใหญ่เชื้อสายอิตาเลียนอเมริกัน จากย่านบรองซ์ในนิวยอร์ก ต้องมาเป็นคนขับรถให้ ดอน เชอร์ลีย์ นักเปียโนคลาสสิกผิวสีระดับโลกระหว่างที่เขาออกเดินสายขึ้นแสดงในยุค 60 สิ่งเดียวที่นำทางทั้งคู่คือสมุดปกเขียว ที่บอกสถานที่ที่เป็นมิตรกับคนผิวสี พวกเขาต้องฝ่าทั้ง กำแพงสีผิว ภัยอันตรายต่างๆ เช่นเดียวกับน้ำใจจากเพื่อนมนุษย์ในการเดินทางครั้งสำคัญในชีวิตของพวกเขาครั้งนี้

หลังจากที่ได้เห็นกระแสการตอบรับที่ดีจากแฟนหนังเมืองนอกที่ได้ชมก่อนบ้านเรา ปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้เกิดความคาดหวังกับ Green Book ค่อนข้างสูง แน่นอนว่าการหยิบเอาเรื่องราวชีวประวัติของคนดังมาสร้างเป็นภาพยนตร์นั้นส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำให้ผิดหวังเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นหลังจากชมภาพยนตร์เรื่องนี้ เรียกได้ว่าเป็นหนังฟีลกูดที่ดูแล้วสามารถทำให้ผู้ชมรู้สึกอิ่มเอมใจ และยังมีกำลังใจดีๆ ไปต่อสู้กับชีวิตได้อีกมาก

นับตั้งแต่นาทีแรกที่ได้ชมเรื่องราวของคู่หูต่างสีผิว ที่แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าทั้งคู่จะสามารถปฏิบัติภารกิจการทัวร์คอนเสิร์ตไปทางใต้ของอเมริกาไปตลอดรอดฝั่ง โดยหนังแสดงให้เห็นความแบ่งแยกอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นชีวิตที่ต่างกันสุดขั้ว คนขาวเป็นหนุ่มอิตาเลียนขาใหญ่ยากจนหาเช้ากินค่ำ คนผิวสีกลับเป็นนักดนตรีผู้เปรียบเสมือนเป็นพระราชาอยู่บนหอคอยต่างจากคนผิวสีทั่วไป จากความต่างนี้เองทำให้เราได้เห็นจุดร่วมบางอย่างที่ทั้งคู่มีร่วมกัน จากการเดินทางครั้งนี้จึงทำให้ทั้งคู่ได้เติมเต็มบางอย่างที่หายไป จนทำให้เข้าใจกันและกันมากขึ้น ก่อเกิดเป็นมิตรภาพที่ยากจะลืมเลือน

ในส่วนของเส้นเรื่องนั้น หากใครที่เป็นคอหนังน่าจะเดาทางกันออกตั้งแต่ได้เห็นตัวอย่างภาพยนตร์แล้วว่ามันจะต้องจบด้วยความแฮปปี้เอนดิ้งแน่นอน แต่ดูเหมือนมีหลายสิ่งที่ทำให้ Green Book พิเศษไปกว่าภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ เชื่อว่าผู้ที่ได้ชมนั้นได้รับสารที่หนังต้องการจะสื่อได้แตกต่างกันออกไปตามแต่ประสบการณ์ในชีวิตของแต่ละคน แต่สิ่งที่ทุกคนน่าเห็นตรงกันก็คือ การได้รู้ซึ้งถึงน้ำใจของเพื่อนมนุษย์ และมิตรภาพจากการเดินทางที่ไม่อาจหาได้หากเราอยู่ในสถานที่เดิมๆ

และสิ่งที่ช่วยชูโรงให้หนังสนุกและมีสีสันนั้นคงหนีไม่พ้นการแสดงของ วิกโก มอร์เทนเซน ที่ไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาจะสามารถทำให้เราหัวเราะไปกับความยียวนกวนประสาทแทบทุกฉากทุกตอน เรียกได้ว่าเขาถ่ายทอดบทบาทของ โทนี ลิป ออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ และทำให้เรารับรู้ได้ว่าตัวละครตัวนี้มีน้ำใจที่ยิ่งใหญ่แค่ไหน เช่นเดียวกับฝีมือของ มาเฮอร์ชาลา อาลี กับบทบาทนักดนตรีผู้มีปมชีวิตอันซับซ้อนจนสามารถสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ชมได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งหมดทั้งมวลจึงไม่มีเหตุผลใดที่แฟนหนังจะพลาดเรื่องราวดีๆ จากภาพยนตร์เรื่องนี้เลย

Green Book 8.5/10 คะแนน เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com

รีวิวหนังคุณภาพ ที่ไม่ควรพลาดไปดูในโรง Roma

ถือเป็นภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่องที่ถูกนำชื่อเข้าชิงรางวัลหลายต่อหลายเวที และกำลังเดินหน้ากวาดรางวัลเรื่อยๆ สำหรับ Roma ผลงานการเขียนบทและกำกับภาพยนตร์โดย อัลฟอนโซ คัวรอน (Alfonso Cuarón) ผู้กำกับชาวเม็กซิกันที่ผลิตภาพยนตร์ออกมาให้แฟนหนังประทับใจหลายต่อหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น A Little Princess (1995), Children of Men (2006) และ Gravity (2013) เชื่อว่ากับผลงานเรื่องนี้ก็ไม่แคล้วจะสร้างความอิ่มเอมอีกครั้ง

Roma

Roma ว่าด้วยเรื่องราวชะตาชีวิตของครอบครัวชนชั้นกลางครอบครัวหนึ่งในย่านโรม่า ซึ่งมี โซเฟีย เป็นเสาหลักของบ้าน เธอเพิ่งแยกทางกับสามี แต่ก็ยังไม่กล้ายอมรับกับลูกๆ ทั้ง 4 อย่างตรงไปตรงมาว่า พ่อจะไม่กลับมาอยู่กับเราอีกแล้ว โซเฟียจึงต้องดูแลสมาชิกทุกคนด้วยตัวของเธอเอง โดยมีผู้ช่วยคนสำคัญคือ คลีโอ สาวรับใช้ที่คอยช่วยเหลือทุกอย่าง ไม่ต่างจากคนในครอบครัวเดียวกัน

หากใครเป็นแฟนหนังก็พอจะทราบดีว่า Roma นั้นมีกำหนดเข้าฉายในบ้านเราพร้อมกับการฉายในช่องสตรีมมิ่งชื่อดัง ซึ่งถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะทำให้ได้รับชมภาพยนตร์ได้อย่างรวดเร็ว แต่ด้วยคุณภาพอันเปี่ยมล้นไปด้วยความงามของความเป็นภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นได้ทำให้แฟนหนังส่วนใหญ่ ทั้งในไทยและต่างประเทศล้วนแล้วแต่เทใจเป็นเสียงเดียวกันในการสนับสนุนให้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ เพื่อซึมซับบรรยากาศและองค์ประกอบทั้งหมดได้อย่างเต็มที่ ซึ่งโดยส่วนตัวก็มีความคิดเห็นเช่นเดียวกันผู้ชมคนอื่นๆ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าแค่ตัวอย่างของ Roma เพียง 2 นาที ก็สร้างความดึงดูดใจให้อยากชมภาพยนตร์เป็นที่สุด และเมื่อได้ชมภาพยนตร์นับตั้งแต่เปิดเรื่องด้วยฉากการล้างพื้นอันแสนจะตราตรึง ก่อนจะไปพบเรื่องราวของคนที่มีความหลากหลายผ่านการเล่าเรื่องติดตามชีวิตสาวใช้ที่ได้พบกับจุดเปลี่ยนในชีวิต รวมไปถึงเมืองที่เธออาศัยอยู่ จนกระทั่งดำเนินเรื่องไปถึงตอนจบที่ปัญหาทั้งหลายได้คลี่คลายลงและฉายให้เห็นความสุขในชีวิตของตัวละครในเรื่อง นับได้ว่าเป็นการชมภาพยนตร์ที่ได้สร้างความอิ่มเอมใจได้ดีที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง

สังเกตได้ว่าการดำเนินเรื่องของ Roma นั้นหาได้มีความซับซ้อนยุ่งเหยิงแบบที่หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นหนังที่ดูยาก แต่ไม่เลย ภาพยนตร์เรื่องนี้ล้วนแล้วแต่มีความเรียบง่ายและงดงาม แทบจะทุกฉากทุกตอนนั้นมีอะไรหลายๆ อย่างให้ชวนขบคิดและแฝงไปด้วยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ให้เราได้จดจำ โดยเฉพาะฉากลองเทคที่ดูเหมือนจะถูกใช้มากเป็นพิเศษ ซึ่งมันช่วยสร้างอารมณ์ให้คนดูอย่างเราอินไปกับเรื่องราวที่ตัวละครได้ประสบพบเจอ เสมือนได้เป็นหนึ่งในตัวละครที่กำลังใช้ชีวิตไปพร้อมๆ กับพวกเขา

โดยรวมแล้วถือว่า Roma นั้นเป็นภาพยนตร์ที่ครบทุกรส มีทั้งความโรแมนติก ความดรามา รวมไปถึงความตลกร้ายที่เกิดขึ้นกับตัวละครสำคัญอย่างสาวใช้ผู้อ่อนต่อโลกของหญิงชาย ซึ่งในจุดนี้เองหนังได้สร้างความรู้สึกอันร้าวรานให้กับเราที่เป็นผู้ชมเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าคอหนังดรามาน่าจะถูกใจเป็นพิเศษและที่สำคัญไม่สมควรพลาดที่จะตีตั๋วเข้าไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ ขอการันตีเลยว่าไม่เสียดายเงินแน่นอน

เนื้อหาจาก mthai.com

รีวิวหนัง Time Freak

ถือเป็นภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่องที่คอหนังรักไม่ควรพลาดเลยทีเดียว สำหรับ Time Freak หนังรักโรแมนติกคอมเมดี้ที่ค่ายหนังคุณภาพ โมโนฟิล์ม ซื้อลิขสิทธิ์นำเข้ามาฉายให้แฟนๆ บ้านเราได้ชมกัน โดยหนังได้ แอนดรูว์ โบว์เลอร์ (Andrew Bowler) มาเขียนบทและกำกับด้วยเอง ซึ่งเรื่องนี้เคยถูกสร้างมาแล้วในเวอร์ชั่นภาพยนตร์สั้นความยาว 10 นาที เมื่อปี 2011 งานนี้เจ้าตัวเลยนำโปรเจกต์ดังกล่าวมาต่อยอดกลายเป็นภาพยนตร์เข้าฉายในโรงใหญ่

Time Freak

โดยเรื่องนี้ได้นักแสดงหนุ่มขวัญใจสาวๆ เอซา บัตเตอร์ฟิลด์ (Asa Butterfield) ผู้โด่งดังและมีผลงานภาพยนตร์หลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็น Hugo (2011), Ender’s Game (2013), X+Y (2014), Miss Peregrine’s Home for Peculiar Children (2016) และ The Space Between Us (2017) แถมงานนี้ยังสาวฮอต โซฟี เทอร์เนอร์ ( Sophie Turner) นักแสดงสาวจาก Game of Thrones และหนังซูเปอร์ฮีโร่อย่าง X-Men: Apocalypse (2016) มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความรักสุดแฟนตาซีใน Time Freak อีกด้วย

Time Freak ว่าด้วยเรื่องราวของหนุ่มสายฟิสิกส์สุดปราดเปรื่อง ต้องช้ำรักเมื่อแฟนสาวของเขา ขอเลิกด้วยเหตุผลว่าพฤติกรรมของเขาห่วยแตกเกินไป เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากสร้างเครื่องไทม์แมชชีนขึ้นมาเพื่อกลับไปแก้ไขทุกสิ่งที่ตัวเองทำผิดพลาดในอดีต เพื่อพิชิตใจเธออีกครั้ง

ต้องยอมรับว่าตั้งแต่เห็นหน้าหนังรวมไปถึงนักแสดงในเรื่องที่นำโดย เอซา บัตเตอร์ฟิลด์ (Asa Butterfield) และ โซฟี เทอร์เนอร์ ( Sophie Turner) ก็สร้างความอยากดูได้ดีสุดๆ และเมื่อได้ทราบพล็อตคร่าวๆ ที่มีความแฟนตาซีย้อนเวลาก็ทำให้อยากรู้ไปว่ามันจะมีความซ้ำเหมือนหนังย้อนเวลาเรื่องอื่นๆ หรือไม่ เมื่อได้เข้าไปดูหนังจนจบแล้วจึงพบว่าแม้พล็อตออกจะมีความซ้ำซากไปบ้าง แต่โดยภาพรวมกลับทำออกมาได้สนุกอย่างไม่น่าเชื่อ

ด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นตัวนักแสดงเอง อย่างหนุ่มเอซาที่แน่นอนว่าถ่ายทอดบทบาทออกมาได้เข้าถึงอารมณ์ ดูแล้วทำให้นึกถึงหนังที่เจ้าตัวรับบทออกแนวเนิร์ดๆ เหมือน X+Y (2014) ได้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าในเรื่องนี้มีความสมจริงและดูเข้าถึงได้ง่ายกว่า ฝ่ายนางเอกอย่าง โซฟี เทอร์เนอร์ ( Sophie Turner) ก็มีเสน่ห์แทบไม่เหลือภาพของแม่นางซานซาเลย เรียกได้ว่าในเรื่องนี้เราจะเห็นมุมบ๊องๆ จากเจ้าตัวเยอะทีเดียว และตัวละครที่ดูเหมือนจะสร้างสีสันให้หนังได้เป็นอย่างดีนั่นก็คือ เพื่อนพระเอก ซึ่งรับบทโดย สกายเลอร์ กีซอนโด (Skyler Gisondo) ม้ามืดผู้มาสร้างความบันเทิงและเสียงหัวเราะได้พีคสุดๆ โดยเฉพาะฉากในลิฟท์ที่ทำเอาหยุดขำไม่ได้เลย

หากเรามองข้ามเรื่องพล็อตที่ค่อนข้างจะซ้ำไปบ้าง แล้วมาโฟกัสสิ่งที่หนังต้องการสื่อก็จะพบวาเป็นหนังรอมคอมน้ำดีอีกเรื่องหนึ่ง อย่างเช่น ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนที่เป็นแฟนกัน ด้วยความต่างหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องนิสัยใจคอ การใช้ชีวิตก็ล้วนแล้วแต่จะต้องอาศัยเวลาเพื่อปรับตัวเข้าหากัน ซึ่งก็ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องราวดีๆ บางช่วงชีวิตบางเรื่องราวอาจจะมีปัญหาทำให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจกันบ้าง แต่หากเอาใจเขามาใส่ใจเราพยายามเข้าใจกัน ท้ายที่สุดแล้วก็จะพบจุดกึ่งกลางที่จะทำให้ความสัมพันธ์นั้นไปตลอดรอดฝั่ง

เช่นเดียวกันกับเรื่องราวของหนุ่มเนิร์ดกับสาวสวยในเรื่องที่แม้ว่าจะมีฝ่ายหนึ่งหลงทาง พยายามกลับไปแก้ไขหลายๆ อย่างเพื่อให้ความสัมพันธ์นั้นออกมาให้สมบูรณ์แบบ แต่กลับลืมคิดไปว่าธรรมชาติของทุกสรรพสิ่งนั้นไม่มีอะไรเพอร์เฟกต์ไปเสียทุกอย่าง บางครั้งการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอาจจะสะดุดหกล้ม มีบาดแผลบ้าง ก็ถือเป็นบทเรียนและสีสันของชีวิตที่จะทำให้ได้เรียนรู้เพื่อจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เชื่อว่าคอหนังรอมคอมจะต้องเพิ่ม Time Freak เป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องกลับมาดูซ้ำแน่นอน

Time Freak เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

ขอบคุณเนื้อหาจาก mthai.com