รีวิวหนัง The Croods A New Age – เดอะครู้ดส์ ตะลุยโลกใบใหม่

หนัง The Croods A New Age หรือชื่อไทยว่า เดอะครู้ดส์ ตะลุยโลกใบใหม่ ครอบครัวก่อนประวัติศาสตร์กลุ่มแรกที่ออกเดินทางท่องโลกเพื่อหาสถานที่ที่ปลอดภัยพอที่พวกเขาจะเรียกว่าบ้าน ไม่นานพวกเขาก็ค้นพบสวรรค์ที่มีกำแพงล้อมรอบ และคิดว่าปัญหาของเขาหมดไปแล้ว แต่ปัญหาก็คือมีครอบครัวนึงอาศัยอยู่ที่นั่นแล้ว พวกเขาอยู่บนลำดับขั้นที่สูงกว่าเหล่า Croods และพวก Croods ก็ได้เป็นแขกรับเชิญคนแรกของโลก

The Croods A New Age

ภาคต่อจากอนิเมชั่นสุดฮาภาคแรกคือเรื่องราวของครอบครัวยุคหินที่อาศัยอยู่ในถ้ำแต่การย่ำอยู่ที่เดิมอีกทั้งการมาของ กาย หนุ่มคนนอกที่มากับไฟทำให้พวกเขาร่วมมือกันเอาชนะอุปสรรคและออกเดินทางเพื่อค้นหาแผ่นดินและสถานที่ใหม่ที่อุดมสมบูรณ์ มาต่อกันที่ภาคนี้ตระกูลครู้ดส์ก็ออกเดินทางจนมาเจอกับสถานที่ที่พวกเขาต้องการ ที่นี่มีทุกอย่างที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต ทั้งอาหาร ที่อยู่ ลำธาร แต่ติดปัญหานึงคือที่นั่นมีคนอาศัยอยู่แล้ว และพวกเขาดูจะมีอารยธรรมที่ก้าวหน้ากว่าด้วย

ถ้าว่ากันตามตรงภาคนี้ในภาพรวมยังไม่กลมกล่อมเท่าภาคแรก แต่เรื่องของความสนุกดูเพลินและมุกตลกโบ๊ะบ๊ะดูจะจัดเต็มไม่แพ้เดิม เป็นหนังอนิเมชั่นที่ย่อยง่ายและการสร้างสัญญะมาล้อกับวัฒนธรรมยุคปัจจุบันก็ออกแบบมาได้น่าสนใจ แถม The Croods มีจุดเด่นในเรื่องของงานออกแบบที่สร้างสรรค์ สวยงามไปตั้งแต่ฉาก และตัวละครอยู่แล้วภาคนี้มีงานออกแบบที่ทำได้ดีไม่แพ้ภาคแรกเลย โดยเฉพาะหมาแมงมุมนี่คือน่ารักมาก

ด้วยความที่หัวใจหลักของหนังคือเรื่องของครอบครัว ภาคแรกที่ว่าเล่นประเด็นความขัดแย้งของพ่อลูกไปแล้ว ภาคนี้เขาก็ยังเก่งที่หาประเด็นครอบครัวมาเล่าได้ดีเหมือนเดิม แถมยังเพิ่มเติมความรัก ความเป็นวัยรุ่น เข้ามาด้วย ชมไปเยอะมากแล้วแต่หนังก็ยังมีแผลอยู่บ้างอย่างเช่นการที่ภาคนี้มีตัวละครใหม่เพิ่มขึ้นมา แต่ด้วยเวลาหนังที่ไม่เยอะก็อาจจะทำให้ตัวละครหลายตัวบทไปไม่ถึง อีกทั้งการคลายปมของภาคนี้มันดูง่ายดายเกินไปหน่อยหากเทียบกับภาคแรก การขาดสมดุลตรงนี้นี่แหละที่ทำให้ตัวหนังไม่บาลานซ์ ไม่กลมกล่อมเท่าเดิม

แต่ภาพรวมแล้ว The Croods ภาค 2 นี้ก็ยังเป็นงานอนิเมชั่นที่ดูเพลิน ด้วยความยาวหนังไม่มากทำให้มันค่อนข้างกระชับ เดินเรื่องเร็ว และย่อยง่ายเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย ใครจะพาลูกพาหลานไปดูนี่ถือเป็นตัวเลือกที่ดีเลยครับ

รีวิวหนัง Run – มัมอำมหิต หนังระทึกขวัญ จากผู้กำกับ Aneesh Chaganty

หนัง Run เรื่องราวของ โคลอี้ เด็กสาวพิการที่ไม่สามารถเดินได้เอง เธอถูก ไดแอน แม่ที่เลี้ยงดูเธอมาตลอด 17 ปี ปิดบังทุกอย่างและตัดขาดเธอจากโลกภายนอก จนวันหนึ่งเธอค้นพบความจริงที่แม่คนที่เธอไว้ใจที่สุดปิดบังไว้ และทางเดียวที่จะหลุดพ้นจากอันตรายนี้ คือเธอต้อง “หนี” ให้รอด

RUN

RUN – มัมอำมหิต เรื่องราวของ Chloe เด็กสาวพิการที่ถูกเลี้ยงดูโดย Diane แม่ที่ดูแลด้วยความรัก ทะนุถนอมมาด้วยตัวคนเดียวเป็นเวลากว่า 17 ปี พอลูกโตขึ้นถึงวัยที่จะเข้ามหาวิทยาลัย Chloe ก็เริ่มรู้สึกว่าแม่บงการชีวิตเธอมากเกินไป และเธอก็ได้พบความลับบางอย่างของแม่ที่เธอต้องช็อคจนอ้าปากค้าง ทางเดียวที่เธอจะรอดก็คือการ หนี! เท่านั้น

ต้องบอกว่านี่คือหนังที่เต็มไปด้วยองค์ประกอบความน่าดู ไล่ไปตั้งแต่ผู้กำกับอย่าง Aneesh Chaganty พร้อมด้วยคู่หูมือเขียนบท Sev Ohanian ที่ทั้งคู่เคยร่วมงานและฝากผลงานอันยอดเยี่ยมเอาไว้ใน Searching (2018) ตามมาด้วยเนื้อเรื่องการหนีเอาชีวิตรอดของสาวพิการ และตัวอย่างที่ชวนเอ๊ะ!? แต่น่าสนใจสุดๆ ซึ่งเอาจริงๆ ตัวอย่างก็ถือว่าเล่นเกินเบอร์ไปพอสมควร หรือเป็นเพราะเราคิดเยอะไปเองก็ไม่รู้เหมือนกันนะ 555+

หนังมีการดำเนินเรื่องเป็นเส้นตรงเรียบง่าย พาเราไปรู้จักกับตัวละคร Chloe และ Diane ได้เข้าใจง่าย ทำให้รู้ถึงสถานการณ์และข้อจำกัดต่างๆ ที่เหล่าตัวละครต้องเผชิญ แต่เอาจริงๆ หนังแอบดำเนินเรื่องช้านะในช่วงแรกๆ แต่ช่วงหลังๆ ก็รีบหาทางลงและเฉลยเรื่องราวเร็วเหลือเกิน

ทางด้านบทก็มีความน่าสนใจนะ น่าสนใจตรงที่การเอาชีวิตรอดของเด็กสาวพิการต่อแม่ผู้เหี้ยมโหดเนี่ยแหละ แต่มันก็ยังไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่อยู่ดี อย่างที่บอกไปตอนแรกว่าหนังคาดเดาง่ายเกินไป คาดเดาได้ตั้งแต่ฉากแรกเลย หนังมีช่องโหว่และทำให้เกิดคำถามกับในหลายเรื่อง เพราะฉะนั้นความคาดหวังมันจึงตกไปอยู่ว่าในระหว่างทางบทจะขีดเขียนให้ตัวละครเจอกับชะตากรรมอะไรบ้าง แต่สิ่งที่ตัวละครเจอมันก็ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ ไม่ค่อยลุ้น ไม่ค่อยระทึกและก็ไม่ตื่นเต้นเท่าที่ควร ใช้ข้อจำกัดต่างๆ ไม่คุ้มค่าเอาซะเลย

แต่สิ่งที่อดชื่นชมไม่ได้คือการแสดงของ 2 นักแสดงนำ เริ่มตั้งแต่ Sarah Paulson เล่นได้ดีจริงๆ สมกับฉายาเจ้าแม่หนังเขย่าขวัญ ในเรื่องนี้เธอก็เล่นได้จิตดี บางฉากน่ากลัวเลยแหละ ส่วน Kiera Allen นางเอกหน้าใหม่ที่แสดงได้ดีไม่แพ้กัน ผู้ที่มารับบทสาวพิการซึ่งในชีวิตจริงเธอก็ต้องใช้วีลแชร์จริงๆ ด้วย ถ้าได้เห็นที่เธอแสดงในหนังจะรู้ได้ว่าเธอสุดยอดมาก

สรุปแล้ว RUN เป็นหนังพล็อตน่าสนใจกับการเอาตัวรอดด้วยข้อจำกัดทางร่างกาย แต่หนังมันกลับทำได้ไม่ระทึกหรือตื่นเต้นเท่าที่ควร แถมเนื้อเรื่องยังคาดเดาง่ายมากๆ อีกด้วย ถึงแม้จะแตกต่างจาก Searching แต่เรื่องนั้นระทึก ตื่นเต้นกว่าเรื่องนี้เยอะเลย

รีวิวหนัง She Dies Tomorrow – แพร่พันธุ์วันตาย

หนัง She Dies Tomorrow หรือชื่อไทยว่า แพร่พันธุ์วันตาย เรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่เชื่อว่าเธอกำลังจะตายในวันพรุ่งนี้และมันได้สร้างความหวาดกลัวให้กับคนทั่วทั้งเมือง She Dies Tomorrow เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่คิดว่าพรุ่งนี้ตัวเองกำลังจะตาย เธอจึงได้บอกเล่าเรื่องราวนี้กับเพื่อนของเธอ แต่เหมือนมันจะกลายเป็นเชื้อร้ายที่แพร่ความหวาดกลัวให้กับผู้คนที่ได้ยินมัน!

She Dies Tomorrow

บอกก่อนว่านี่ไม่ใช่หนังผี ไม่ใช่หนังสยองขวัญ ไม่ใช่หนังระทึกขวัญใดๆ ทั้งสิ้น หากแต่ว่ามันกลับเป็นหนังที่บอกเล่าถึงความกลัว ความเหงา ความเศร้า ความโดดเดี่ยว และคำพูดที่มันสามารถส่งผลต่อคนอื่นได้อย่างเหลือเชื่อ

คำพูดที่ว่า “ฉันจะตายวันพรุ่งนี้” ที่ดูเป็นคำพูดลอยๆ ไม่มีเหตุใดๆ มารองรับ มันก็ยากที่จะเชื่อ แต่พอเวลาผ่านไปเมื่ออยู้ในสถานการณ์เหมาะสมและฉุกคิดขึ้นมาได้มันกลับส่งผลให้อีกหลายๆ คนคิดตาม ซึ่งมันสะท้อนออกมาให้เห็นได้ว่าคำพูดของคนนั้นมีอิทธิพลมากมายขนาดไหน

มันเหมือนความรู้สึกที่ว่าเวลาเราเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสภานการณ์หรือสถานที่ หรือผู้คนที่ทำให้เรารู้สึกลบ มีพลังงานลบ รู้สึกหดหู่ มันคือการส่งผ่านอารมณ์ความคิดความรู้สึกของคนหนึ่งที่ถ่ายทอดสิ่งลบเหล่านั้นมายังตัวเรา หนังเรื่องนั้นให้ความรู้สึกแบบนั้นเลย

และหนังก็ไม่ได้ละทิ้งคำพูดของตัวเอง พยายามพาเราไปหาคำตอบว่าจริงๆ แล้วเธอจะตายวันพรุ่งนี้หรือเปล่านะ มีหลายสถานการณ์ที่พยายามส่งให้คำพูดของตัวละครหลักมีน้ำหนักและมีความเป็นไปได้มากขึ้น

ทั้งนี้ทั้งนั้น บทได้แสดงให้เห็นถึงการรับมือกับความตายของแต่ละคนว่าจะทำอย่างไร เมื่อรู้ว่าพรุ่งนี้ตัวเองจะตาย เราจะได้เห็นสิ่งเหล่านี้ชัดเจนมากในแต่ละตัวละคร ไม่ว่าจะเลือกที่จะปล่อยวาง เลือกอยู่กับคนรัก เลือกไม่อยู่กับสิ่งที่ตัวเองไม่รัก ซึ่งมันก็แฝงข้อความฝังมาในหัวเราว่า “เอ๊า แล้วตอนยังไม่รู้ว่าใกล้ตาย ทำไมไม่เลือกสิ่งที่ต้องการในชีวิตวะ”

แต่หนังมันไม่ได้ดูสนุกหรอกนะ มันเป็นหนังแบบ Slow Burn มากๆ ค่อยๆ เล่า ค่อยๆ นำเสนอ ค่อยๆ ถอดทอด ซึ่งถ้าใครไม่อินตาม ไม่เกาะติดจริงนี่คือถอดใจได้ง่ายๆ เลย ซึ่งในระหว่างที่เราดูเรื่องนี้ในโรง คนที่นั่งแถวเดียวกับเรา 2-3 คนก็ลุกออกจากโรงไปเลย สักพักก็ลุกออกไปอีก 1-2 คน ตอนแรกคิดว่าคงไปเข้าห้องน้ำ แต่หนังจบก็ยังไม่เห็นเขากลับมาอีกเลย 555+

สรุปแล้ว She Dies Tomorrow ไม่ใช่หนังที่เหมาะกับทุกคน เป็นหนังที่เล่าเรื่องไม่สนุกเลย แต่มันอาจให้ข้อคิดบางอย่างในขณะที่คุณกำลังมีชีวิตอยู่ก็เป็นได้