รีวิวหนัง The Hundred-Foot Journey – ปรุงชีวิต ลิขิตฝัน

หลายคนอาจจะสงสัยว่าหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร ผมจะขอเล่าเรื่องย่อคร่าวๆนะครับว่าเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับการทำอาหาร โดยที่มีตัวละครหลักเป็นครอบครัวชาวอินเดียที่ย้ายมาเปิดร้านอาหารอินเดียที่ฝรั่งเศส แต่ก็ไม่วายดันไปเปิดร้านอยู่ฝั่งตรงข้ามของถนนที่มีภัตตาคารอาหารฝรั่งเศสชื่อดังการันตีด้วยดาวจากมิชาลิน ซึ่งมีเจ้าของที่เคี้ยวลากดินมาก(รับบทโดย Helen Mirren เจ้าของรางวัลออสการ์ในสาขาดารานำหญิงจากภาพยนตร์เรื่อง The Queen) แรกๆก็เหมือนกับว่าทั้งสองร้านจะทำสงครามใส่กัน หลังๆเริ่มเข้าใจซึ่งกันและกัน เปรียมเสมือนกับการที่เราได้เปลี่ยนศัตรูให้เป็นเพื่อน จะเป็นเพื่อนที่ดีและอยู่กันยืดอะไรประมาณนั้นเลยทีเดียว

The Hundred-Foot Journey

จะถามว่าเสน่ห์ของเรื่องนี้ที่จะได้รับมีอะไรบ้าง อย่างแรกเลยคือ ภาพที่สวยงาม อาหารที่เรียกได้ว่า น่ากินตลอดทั้งเรื่อง(ใครที่ท้องว่างก่อนไปชมถือว่าพลาดอย่างมาก) ไม่ว่าจะเป็นอาหารสไตล์อินเดีย หรือฝรั่งเศส น่ากันไปซะหมด อีกอย่างที่ดึงดูดให้คนดูไม่เบื่อทั้งๆที่เป็นหนังความยาวสองชั่วโมงนั่นก็คือ มุขจิกกัดกันไปมาระหว่างสองตัวละคร ที่เรียกได้ว่า แสบๆคันๆน่ารักๆ จนไปถึงบทโรแมนติกของพระนางซึ่งจะไม่ได้โรแมนติกมากแต่เพราะสายตาหวานเยิ้มของพระเอกที่ส่งออกมานั้นสามารถทำให้สาวๆใจละลายได้เลยทีเดียว

อีกทั้งเรื่องนี้ยังได้ สตีเว่น สปีลเบิร์ก กับ โอปราห์ วินฟรีย์ มาเป็นโปรดิสเซอร์ให้ด้วย ซึ่งผลที่ได้ มันเป็นอะไรที่แบบว่า เด็กดูได้ ผุ้ใหญ่ดูดี หนังฟิลกู๊ดดด ดูไปอมยิ้มไป หัวเราะประปรายอย่างสนุกสนานไปตลอดทั้งเรื่อง และถือเป็นอีกเรื่องนึงที่เรียกได้ว่าม้ามึดของหนังโรงแมนติกช่วงนี้ สมแล้วกับคำโปรของทางค่ายหนังที่ว่า “เป็นภาพยนตร์ที่อร่อยที่สุดแห่งปี” เพราะไม่ว่าจะเป็นเมนูอาหารในเรื่อง บทภาพยนตร์ การเข้าถึงบทของแสดง มันเป็นอะไรที่เกินคาดและลงตัวมาก ผมให้ 8.5/10 ไปเลยสำหรับเรื่องนี้

รีวิวหนังเรื่อง The Loft : ห้องดัดสันดานมนุษย์

จัดได้ว่าเป็นอีกหนึ่งหนังน่าสนใจประจำสัปดาห์ กับหนังทริลเลอร์ประเภทหาตัวฆาตรกรที่เราคุ้นเคยกันดีว่ารูปแบบของจะมีความสนุกสนานในการให้คนดูมานั่งเดามากพอสมควร กับ The Loft หรือในชื่อไทย ห้องเร้นรัก ที่ล่าสุดเข้าฉายในไทยแล้ว กับผลงานการกลับมากำกับอีกครั้งของ อีริค แวน ลูย ที่หลังจากเคยสร้างจาก Loft ในต้นฉบับจนทำเงินสูงสุดในเบลเยี่ยมมาแล้ว เขากลับมาอีกครั้งในรูปแบบฉบับฮอลลีวู้ดที่จะปรับปรุงให้มันดีกว่าเดิมแน่นอน

ห้องดัดสันดานมนุษย์

The Loft ถ่ายทอดเรื่องราวของหนุ่มใหญ่แต่งงานแล้ว 5 คน ที่จัดแจงสร้างและแบ่งกันใช้เพนท์เฮ้าส์ส่วนตัวบนตึกสูง โดยสถานที่ส่วนตัวนี้ มีไว้สำหรับสนองตัณหาคุณผู้ชายแบบลับๆ โดยมิให้ภรรยาของตัวเองล่วงรู้ แต่แล้ววันหนึ่ง ทั้ง 5 ก็เป็นอันตะลึง เพราะเปิดประตูมาเจอศพหญิงสาวปริศนา นอนเลือดอาบตายอนาถอยู่บนเตียง ในระหว่างที่กำลังพรั่นพรึงอยู่นั้น ต่างคนต่างก็คิดว่าหนึ่งในพวกตน ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับฆาตกรรมสยองครั้งนี้

ซึ่งโดยส่วนตัวผมเองนั่นก็ไม่เคยดูต้นฉบับที่สร้าง และถูกรีเมคกันไป 2-3 ครั้งเช่นกัน แต่สำหรับในฉบับนี้ก็ต้องยอมรับว่าตัวหนังค่อนข้างน่าสนใจมากทีเดียว นอกจากพล็อตเรื่องอันเก๋ไก๋ และทีมนักแสดง ก็ต้องยอมรับว่าผมเป็นคนนึงที่ชื่นชอบหนังทริลเลอร์แนวตามล่าหาฆาตรกรที่เล่นกันในสถานที่ปิดตายเอามากๆ ซึ่ง The Loft ก็สามารถตอบโจทย์นั่นได้อย่างไม่รีรอ กับการเล่นวิธีการเล่าเรื่องแบบ 3 เส้นเรื่อง แต่ดำเนินเหตุการณ์ความน่าสงสัยในการหาตัวคนร้ายไปพร้อมๆกัน ซึ่งการเล่าเรื่องแบบสลับไปสลับมาแบบนี้ นอกจากจะสามารถเปิดมุมมองความรู้ให้แก่คนดูในการเล่นกับวิธีการหาตัวคนร้ายได้ยากขึ้น ยังต้องชื่นชมเทคนิคของหนังที่สามารถเต็มไปด้วยลูกล่อลูกชน สร้างตัวละครน่าสงสัยให้แก่คนดูทั้งในด้านของอัตลักษณ์ และ เพศ ได้อย่างชวนหัวเป็นอย่างยิ่ง

loftโดยเฉพาะเมื่อมันถึงเวลาหักมุมที่ต้องถ่ายทอดตัวคนร้ายออกมา เชื่อเลยว่าไม่มีใครสามารถเดาถูกอย่างแน่นอน ซึ่งถึงแม้ต้องยอมรับว่ามันอาจจะค่อนข้างล้มเหลวในการพยายามหักมุม 2-3 รอบมากเกินไป แต่ใครบ้างหละจะไม่ชอบที่ตัวเองเดาฆาตรกรผิดตัวเสมอมา ซึ่งความโดดเด่นอีกอย่างพอตัวหนังมันเฉลยออกมาแล้วคือการที่มันยังสามารถประครองประเด็นเรื่องของมิตรภาพ และ เพศเกี่ยวกับ ชาย/หญิง ได้อยู่ตลอดรอดฝั่ง โดยเฉพาะเรื่องของสัญชาติญาณดิบ และความไว้เนื้อเชื่อใจนั่นเอง

ส่วนทีมนักแสดงในเรื่องนี้ไล่มาตั้งแต่ 5 หนุ่มอย่าง คาร์ล เออร์บัน, เจมส์ มาร์สเดน, เวนท์เวิร์ท มิลเลอร์, อีริค สโตนสตรีต และ มาธิอาส โซนแนเอิร์ตส์ ต่างสามารถถ่ายทอดบทเพื่อนรัก เพื่อนสนิท 5 คนออกมาได้อย่างแพรวพราว โดยเฉพาะรายสุดท้ายที่กลับมารับบทเดิมของตนเองเช่นเดียวกับในต้นฉบับที่เขาร่วมแสดงด้วย ก็สามารถสร้างออร่าการแสดงที่น่าจะก้าวไกลให้แก่ตัวเองได้อย่างไม่มีที่ติ เช่นเดียวกันกับฝั่งหญิงสาวอย่าง เรเชล เทย์เลอร์ ที่นอกจากเธอจะสามารถทำให้ตัวละครในเรื่องตกหลุมรัก เชื่อเลยว่าคนดูก็ต้องหลุมรักในสเน่ห์ของเธอเช่นกัน

ซึ่งเอาเป็นว่าตัวหนัง The Loft จัดได้ว่าเป็นหนังทริลเลอร์ที่ไม่แย่ ด้วยพล็อคเก๋ไก๋และวิธีการดำเนินเรื่องที่น่าตื่นเต้น ถึงแม้ว่าพอมันหักมุมแล้วอาจจะสร้างช่องโหว่ในแก่พล็อตอของตนเองมากพอสมควร แต่นี่ก็เป็นหนังที่เหมาะจะไปดูกับเพื่อนหรือแฟน และพูดคุยกันหลังหนังจบว่า คุณเดาว่าใครกันที่เป็นฆาตรกร

เรื่องนี้ผมให้ 8/10 ครับ

รีวิวหนัง Pacific Rim : สงครามโอตาคุ

จัดได้ว่าเป็นหนังซัมเมอร์ทุนสูง ที่ตัดต่อตัวอย่าง และ องค์ประกอบหลายๆอย่างออกมาได้น่าดูทีเดียวสำหรับ Pacific Rim ของผู้กำกับ กิลเลอร์โม่ เดล โทโร่ จาก Hellboy ทั้ง 2 ภาค พ่วงมาด้วยนักแสดงคู่บุญอย่าง รอน เพิร์ลแมน, ไอดริส อัลบ้า และคู่พระนางหน้าใหม่อย่าง ชาร์ลี ฮันแนม และ รินโกะ คินคุชิ

Pacific Rim

ภาพยนตร์ที่ เกี่ยวกับหุ่นยนต์ยักษ์ที่รู้จักกันในนามว่า เจเกอร์ส และ ต้องมีคนควบคุม เจเกอร์ส ด้วยกันถึง 2 คน ซึ่งพวกเขาต้องรับมือที่จะต่อสู้กับสัตว์ประหลาดตัวยักษ์ที่มีชื่อว่า ไคจู ที่กำลังจะทำลายโลก และ รวมไปถึงทำลายทรัพยากรของมนุษย์ด้วย. ดังนั้นในการที่ต้องต่อสู้กับสัตว์ประหลาดยักษ์ ทำให้ต้องมีการประดิษฐ์คิดค้นอาวุธพิเศษขึ้นมา เพื่อที่จะรับมือกับพวกสัตว์ประหลาดที่กำลังบุกโลก อาวุธที่ว่านั่นคือ เจอเกอร์ส หุ่นยนต์ยักษ์พร้อมด้วยคนควบคุม เรื่องราวการต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นอย่างไร หุ่นยนต์ยักษ์จะสามารรับมมือกับสัตว์ประหลาดยักษ์ได้หรือไม่ ติดตามต่อในโรงภาพยนตร์

โดยถ้าหากใครเคยได้ดูผลงานเก่าๆของผู้กำกับ เดล โทโร่ ไม่ว่าจะเป็น Hellboy, Pan’s Labyrinth หรือแม้แต่ Blade II จะเห็นได้ว่าผลงานการออกแบบองค์ประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเหล่าตัวประหลาด และ ภาพอาร์ตได ต่างออกมาสวยงามและเป็นเอกลักษณ์ จนคนเห็นต้อง รู้ได้ทันทีว่าเป็นงานของ เดล โทโร่ แต่ดูเหมือนว่า Pacific Rim จะไม่ใช่อย่างนั้นไปซะทีเดียว เพราะเมื่อเห็นคราแรกใครหลายคนก็คงจะคิดกันไปแล้วว่า ก๊อป เอวาเกเลี่ยน มา , ก๊อป กันดั้ม , ก๊อป อุลตร้าแมน และต่างๆนานา แต่ก็น่าแปลกใจไม่ใช่น้อย เมื่อความรู้สึกเหล่านั้นกลับเป็นสิ่งที่ทำให้หนังดูดีขึ้นไปอีกระดับ

เพราะถึงแม้ Pacific Rim จะเป็นหนังฮอลลีวู้ดร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ไม่น่าเชื่อว่าหนังกลับดึงอารมณ์ความรู้สึกเก่าๆเหมือนตอนดูหนังหุ่นยนต์สู้สัตว์ประหลาดของญี่ปุ่นได้มาทีละนิดทีละน้อย เหมือนกับว่าฝ่ายพระเอกมาจาก เอวาเกเลี่ยน และฝ่ายตัวร้าย ไคจู มาจากสัตว์ประหลาดใน อุลตร้าแมน แต่มีส่วนผสมของมังงะหลายๆเรื่องรวมอยู่ในนั้น ซึ่งต้องขอยกความดีความชอบให้กับผู้กำกับ กิลเลอร์โม่ เดล โทโร่ ที่นอกจากจะดำเนินเรื่องตลอดเวลา 130 นาทีได้อย่างไม่น่าเบื่อแล้ว ฉากแอ็คชั่น ในแต่ละซีเควนส์ของหนัง ยังสามารถจัดเต็มออกมาได้ในระดับเดียวกัน เรียกได้ว่าไม่มีฉากแอ็คชั่นไหนของหนังที่สร้างมาเพื่อฆ่าเวลา หมู หมา กา ไก่ เหมือนหลายๆเรื่อง เพราะทุกฉากแอ็คชั่นกลับดูเหมือนจะนำเอาไปเป็น ไคล์แม๊กซ์ ของหนังอีกหลายๆเรื่องได้เลยทีเดียว

ซึ่งการรับบทพระ นาง ของ ชาร์ลี ฮันแนม และ รินโกะ คินคุชิ ก็สามารถเล่นได้เข้าขาอย่างไม่ติดขัด พร้อมกับการผสมมุกตลกแนวกวนโอ๊ยให้กับตัวละครของ รอน เพิร์ลแมน และ ไอดริส อัลบ้า ก็จัดได้ว่าเป็นสีสันอีกอย่างของ เดล โทโร่ ที่สามารถกระจายบทให้กับตัวละคร และ นักแสดง ได้อย่างทั่วถึงอย่างแท้จริง

โดยถ้าหากจะให้ติตัวหนัง คงมีอยู่อย่างนึงใหญ่ๆ คงเป็นด้านของตัวบทหนัง ที่ดำเนินเรื่องตามแบบหนังแอ็คชั่นดาดๆทั่วไป ไม่มีอะไรแปลกใหม่ เรียกได้ว่าวางไดอะล็อคของหนังไว้อย่างลงตัวว่า ‘ฉันจะขายแต่ความมันส์’ จึงทำให้ด้านความสดใหม่ และ เหตุผลหลายประการของหนังถูกตัดออกไป ถึงแม้จะแอบมีบางประโยคอย่างจะพาให้ตัวหนังออกนอกทะเล เพื่อไปเล่นเรื่องต่างๆให้ถูกใจนักวิจารณ์บ้างก็ตามที

แต่ก็อย่างว่า ถ้าหากดูไม่ซีเรียสอะไร Pacific Rim ก็จัดได้ว่าเป็นหนังบล็อคบัสเตอร์ ป๊อปคอร์น ทุนสูง ในซัมเมอร์ปีนี้ ที่จัดเต็มด้านความมันส์ ความสนุก ได้ดีไม่แพ้ในระดับ Man of Steel และ World War Z เลยก็ว่าได้

เรื่องนี้ 8/10